ไทยจะยืนตรงไหนในโลก AI ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสไปต่อ? คุยกับ “เอิร์น อุกฤษ” คนไทยบนเวที IMF - WBG

Tech & Innovation

Digital Transformation

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ไทยจะยืนตรงไหนในโลก AI ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสไปต่อ? คุยกับ “เอิร์น อุกฤษ” คนไทยบนเวที IMF - WBG

Date Time: 13 ต.ค. 2569 11:38 น.

Video

เมื่อ SME ต้องปรับตัวให้ทันโลก: 3 บทบาท Krungsri SME สู่ Trusted Partner | On The Rise EP.28

“Summary“

อุกฤษ อุณหเลขกะ เสนอให้ไทยมุ่งเน้นการใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพใน 5 อุตสาหกรรมหลักที่ไทยแข็งแกร่ง แทนการลงทุนสร้าง AI ขนาดใหญ่แข่งกับต่างชาติ

  • เน้นย้ำว่า AI ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แต่เป็นเครื่องทุ่นแรงที่ต้องทำงานร่วมกับประสบการณ์จริงของมนุษย์เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง
  • การนำ AI มาใช้ในภาคเกษตรต้องทำให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในเชิงรายได้และลดต้นทุน เช่น การพยากรณ์อากาศแม่นยำและการช่วยลดภาระงานเอกสาร
  • เสนอให้ภาครัฐปรับนโยบายจากระดับมหภาคมาสู่การแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ทักษะจริงของเกษตรกรและคนตัวเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
  • ชี้ว่าทักษะสำคัญที่ AI เลียนแบบไม่ได้คือความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างนโยบายที่เข้าใจธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนไทย

Latest


ในเวทีเสวนาชั้นนำระดับโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meeting วันแรกนั้นประเด็นร้อนที่ถูกยกขึ้นมาถกเถียงอย่างเข้มข้น ไม่ใช่แค่เรื่องทิศทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า “เมื่อ AI เข้ามาดิสรัปต์ โลกยุคต่อไปจะเปลี่ยนไปอย่างไร และคนรุ่นใหม่จะอยู่ตรงไหนในสมการนี้?” โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกอนาคตอีกกว่า 70-80 ปีข้างหน้า ท่ามกลางภาวะความกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานหรือไม่

บนเวที Youth Dialogue with First Deputy Managing Director ที่ IMF ชวน 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่จากหลายประเทศในเอเชียมาร่วมวงเสวนา สะท้อนภาพของเจนเนอเรชันแห่งอนาคตที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และบนเวทีนั้น ก็มีตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมด้วยเช่นกัน

Thairath Money มีโอกาสพูดคุยกับ “เอิร์น-อุกฤษ อุณหเลขกะ” ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Thara Green ตัวแทนคนไทยที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองบนเวทีดังกล่าว ได้ฉายภาพสะท้อนอนาคตเศรษฐกิจไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเปิดมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย ทั้งในมุมธุรกิจ การเกษตร และนโยบายภาครัฐ

หยุดเป็น Tech Company แล้วหันมาเป็น Tech-Driven

ท่ามกลางกระแสการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก หลายประเทศพยายามแข่งกันสร้าง AI ของตัวเอง แต่สำหรับประเทศไทย อุกฤษ มองว่า เราต้องยอมรับความจริง และมองหา “จุดแข็ง” ของตัวเองให้เจอ มากกว่าการพยายามทำทุกอย่าง

โดยเปรียบเทียบว่า “ถ้าให้คนไทยไปแข่งบาสเกตบอล NBA เราคงสู้ฝรั่งไม่ได้เพราะสรีระพันธุกรรม แต่เรามีแชมป์กอล์ฟระดับโลก มีแชมป์แบดมินตันระดับโอลิมปิก เพราะเราเลือกแข่งในจุดที่เราได้เปรียบ เศรษฐกิจก็เช่นกัน”

“หากเรามองการเป็น Tech Company อย่างการพัฒนาชิป AI หรือสร้าง Large Language Model แข่งกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีน ประเทศไทยอาจจะช้าเกินไปแล้ว แต่ทางรอดที่แท้จริงคือการวางตำแหน่งตัวเองเป็น Tech-Driven Company หรือการนำ AI มาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่เราแข็งแกร่งอยู่แล้ว” อุกฤษ กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยมี 5 อุตสาหกรรมหลักที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย ๆ ในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังอาศัยการพบปะกันของมนุษย์และต้องมีประสบการณ์จริงมาเกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วย

  • การเกษตร (Agriculture)
  • อาหาร (Food)
  • การท่องเที่ยว (Tourism)
  • การดูแลสุขภาพและเวลเนส (Wellness)
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

ประเทศไทยในฐานะที่ได้รับยกย่องว่าเป็นครัวของโลก และเป็นผู้ส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งข้าว มันสำปะหลัง อ้อย อาหารทะเล ไปจนถึงอาหารสัตว์ โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่การสร้าง AI แข่งกับโลก แต่คือการใช้ AI เข้ามาเพิ่มมูลค่าและศักยภาพให้กับสินค้าเกษตรและบริการเหล่านี้

AI ไม่ใช่ “ยาพารา” ครอบจักรวาล แต่คือ “เครื่องทุ่นแรง” ของคนรู้จริง

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า AI คือ “ยาวิเศษ” หรือยาพาราที่มองว่ารักษาได้ครอบจักรวาล แค่โยนลงไปในองค์กรแล้วจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่างทันที แต่ในความเป็นจริง AI เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่ต้องทำงานร่วมกับ Real-World Experience หรือประสบการณ์ในโลกจริงของมนุษย์

อุกฤษ เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากมีคนบาดเจ็บต้องผ่าตัด เราสามารถกดถาม ChatGPT ได้ว่าขั้นตอนการผ่าตัดมีอะไรบ้าง AI จะตอบมาเป็นข้อ 1 ถึง 10 ได้อย่างแม่นยำ แต่เราไม่สามารถผ่าตัดคนไข้ได้จริง เพราะเราไม่ได้มีทักษะเหมือนหมอ และไม่มีประสบการณ์ เช่นเดียวกับ AI ในเชิงธุรกิจ หากผู้ใช้ไม่มีความรู้พื้นฐานในธุรกิจนั้น ๆ AI ก็ไม่สามารถช่วยสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงได้

แต่หากนำ AI มาใช้เสริมกับผู้ที่มีความรู้ หรือนำมาช่วยทลายข้อจำกัดด้านทักษะ ผลลัพธ์ที่ได้จะมหาศาล ตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของ อุกฤษ ซึ่งจบด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถตั้งบริษัทใหม่ที่ทำวิจัยร่วมกับ University of Cambridge ในการนำขยะเหลือทิ้งทางการเกษตรมาแปรรูปเป็น Bio-Carbon Material เพื่อใช้แทนปูนซีเมนต์ในงานคอนกรีตได้ 

โดยโปรเจกต์นี้มีการใช้ AI เป็นเหมือนอาจารย์ช่วยสอน ย่อยงานวิจัยด้านชีวเคมีเพื่อให้วิศวกรคอมพิวเตอร์เข้าใจเนื้อหา สิ่งนี้พิสูจน์ว่า AI สามารถขยายศักยภาพของคนคนเดียวให้เก่งขึ้นและทำงานได้มากกว่าเดิม 10 ถึง 100 เท่า

ถอดบทเรียน AgTech จาก “รถแทร็กเตอร์” สู่ “AI ประจำสวน”

เมื่อถามถึงอุปสรรคของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรกรรมไทย อุกฤษ ได้ยกบทเรียนสุดคลาสสิกของ “รถแทร็กเตอร์” ขึ้นมา ว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเกษตรกรและการเลือกใช้งานนวัตกรรมใหม่

ย้อนกลับไป เหตุผลที่รถแทร็กเตอร์ขายดีมากโดยไม่ต้องยัดเยียดหรือโฆษณาหนัก เพราะเกษตรกรเห็นประโยชน์ที่ชัดเจนทันทีว่า นวัตกรรมนี้จะช่วยลดแรงงานคนและสัตว์ลงได้ ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น และเพิ่มรายได้ได้จริง เพราะฉะนั้นการนำ AI มาใช้กับเกษตรกรไทยจึงต้องทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแบบเดียวกัน

การปรับใช้ AI ในภาคเกษตรต้องเข้าไปอยู่ใน Workflow (กระบวนการทำงาน) ของเกษตรกรจริง ๆ ตัวอย่างเช่น

  • การพยากรณ์อากาศแม่นยำสูง: ใช้ AI Agent วิเคราะห์สภาพอากาศและย่อยเป็นภาษาพูดง่าย ๆ ส่งเตือนเกษตรกร เช่น “คุณป้า อย่าเพิ่งพ่นปุ๋ยพรุ่งนี้นะ เพราะสัปดาห์หน้าฝนจะตก” เป็นต้น
  • การยกระดับสู่เกษตรพรีเมียม: AI สามารถช่วยกรอกเอกสารขึ้นทะเบียนมาตรฐานเกษตรพรีเมียมผ่านเสียงพูด ลดภาระงานเอกสารที่ยุ่งยากที่คุณลุงคุณป้าไม่ถนัด
  • การค้นหานวัตกรรมสร้างมูลค่า: ตัวอย่างการใช้ AI จากประสบการณ์จริง คือ จากเดิมที่เกษตรกรขายสับปะรดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก AI สามารถช่วยวิเคราะห์งานวิจัยสกัดสารจากสับปะรดเพื่อนำไปทำยา ซึ่งสร้างมูลค่าสูงกว่าการขายผลสดหลายเท่าตัว

นโยบายรัฐยุค AI ต้องแก้โจทย์ปากท้อง

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า อุกฤษ เน้นย้ำว่า รัฐต้องก้าวข้ามการพูดถึงนโยบาย AI ในระดับกว้าง ๆ หรือในระดับ High-Level ที่สูงเกินจริง แล้วหันมาสู่การปฏิบัติตามทักษะจริง (Skill-set Driven) ที่เกษตรกรมี

สิ่งสำคัญที่สุดที่ประชาชนและคนตัวเล็กต้องการไม่ใช่คำหวือหวา แต่คือคำตอบที่ว่า “ใช้ AI แล้วจะช่วยให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดต้นทุนได้อย่างไร?”

นอกจากนี้ การสร้างความยั่งยืนในยุคเทคโนโลยีจำเป็นต้องอาศัยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความเข้าใจธรรมชาติของคนไทย จากประสบการณ์ลงพื้นที่ชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรีของ อุกฤษ เพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 

การเข้าไปในพื้นที่ครั้งนี้ พบว่า มีเกษตรกรยอมทดลองเพียง 5 คนจาก 20 คน เพราะกลัวว่าหากเปลี่ยนวิธีแล้วผลผลิตเสียหายจะไม่มีใครรับผิดชอบ แต่เมื่อ 5 คนแรกทำสำเร็จ อีก 15 คนที่เหลือที่แอบดูอยู่ก็พร้อมจะทำตาม

ในยุคที่คนรุ่นใหม่มีความกลัว ทั้งเรื่องค่าครองชีพสูง งานหายาก และความเสี่ยงจาก AI ทักษะสำคัญที่สุดของมนุษย์ที่ AI เลียนแบบไม่ได้ จึงไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยี แต่คือ “ความเห็นอกเห็นใจและการรับฟังกันในสังคม” เพื่อให้ออกนโยบายที่ตรงกับความกังวลและตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนตัวเล็กได้อย่างแท้จริง


อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม Digital Transformation กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation 

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ