
TSD พบผู้ก่อเหตุ 1 รายอาศัยช่องโหว่ระบบ TSD Investor Portal เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานกว่า 2 แสนราย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
TSD เปิดแถลงเหตุข้อมูลผู้ลงทุนรั่วไหลราว 2 แสนราย จากระบบ Investor Portal เผยข้อมูลที่ถูกเข้าถึงครอบคลุมตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ไปจนถึงเลขที่บัญชีธนาคาร แต่ยืนยันไม่กระทบการถือครองหุ้นและธุรกรรมซื้อขาย ระบุผู้ก่อเหตุมีเพียง 1 ราย ปิดช่องโหว่แล้ว ด้านตำรวจไซเบอร์เตือนภัยที่ใหญ่กว่าคือมิจฉาชีพนำข้อมูลไป "หลอกซ้ำ" สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่
บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal บางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ต่อมาภายหลังการประสานงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ TSD จึงทราบว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
ข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ
ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, เลขบัตรประจำตัวประชาชน และที่อยู่
หมายเลขโทรศัพท์ และอีเมล
ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ และเลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
ชื่อธนาคาร และเลขที่บัญชีธนาคาร
เสาร์ 25 ก.ค. (ช่วงเย็น) ทีมไอทีตรวจพบความผิดปกติในการเข้าถึงระบบ TSD Investor Portal
อาทิตย์ 26 ก.ค. (ช่วงเช้า) ตรวจสอบพบว่ามีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน จึงเร่งแจ้งหน่วยงานกำกับดูแล โบรกเกอร์ ธนาคารคัสโตเดียน พร้อมส่งอีเมล/SMS แจ้งเตือนผู้เสียหายชุดแรก และออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน
จันทร์ 27 ก.ค. TSD เข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) และจากการสืบสวนเชิงลึกร่วมกัน พบเพิ่มเติมว่า "เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร" ของผู้ใช้งานรั่วไหลไปด้วย จึงส่งอีเมลและ SMS แจ้งเตือนผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมอีกรอบในวันเดียวกัน
นายถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ผู้ก่อเหตุมี 1 ราย และเป็นผู้ใช้งาน TSD Investor Portal จริง โดยล็อกอินเข้าระบบตามขั้นตอนปกติ แต่อาศัยการแก้ไขโค้ดตรงส่วนของ ID ในหน้า User Profile เพื่อดึงข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้งานรายอื่นออกมาเป็นจำนวนมาก รวมกว่า 2 แสนราย ครอบคลุมทั้งข้อมูลบัญชีหลักทรัพย์และบัญชีธนาคาร
พูดง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการเจาะระบบมาจากภายนอก แต่เป็นการเข้ามาตามช่องทางปกติ แล้วอาศัยช่องโหว่ของระบบเว็บที่เปิดใช้งานมานานกว่า 5 ปี
ทันทีที่ตรวจพบ ทีมไอทีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปิดช่องทางที่ผิดปกติ ระงับการใช้งานบัญชีผู้ก่อเหตุ และแก้ไขโค้ดที่เป็นช่องโหว่ทันที ที่สำคัญคือไม่ได้แก้แค่จุดเกิดเหตุ แต่ TSD ยังนำ AI มาช่วยสแกนโค้ดทั้งหมดของระบบ TSD และระบบอื่นๆ ในเครือตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อค้นหาแพตเทิร์นความเสี่ยงลักษณะเดียวกันและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้พอร์ตหุ้นของผู้ลงทุนหายไป เนื่องจากโครงสร้างระบบแบ่งเป็นสองส่วนที่แยกขาดจากกัน โดยระบบที่ถูกเข้าถึงคือ "หน้าบ้าน" ในที่นี้คือ TSD Investor Portal ซึ่งเป็นระบบผ่านเว็บสำหรับดูข้อมูลเท่านั้น
ส่วนระบบ "หลังบ้าน" ที่ใช้จับคู่ซื้อขายและเก็บข้อมูลพอร์ตหุ้นจริงนั้น TSD ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะเลย กล่าวคือมีกำแพงอีกชั้นที่ทำให้แฮกเกอร์ไม่มีทางเจาะเข้าถึงฐานข้อมูลหลักได้
ในระยะยาว TSD เตรียมถ่ายโอนการให้บริการจากเว็บไปสู่แอปพลิเคชัน Wiset ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า
สำหรับกรณีที่หลายคนสับสนว่าทำไมได้รับอีเมลแจ้งเตือนทั้งที่อาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้เสียหาย นางสาวพิชยา ชมชัยยา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานดูแลหลักทรัพย์และสิทธิประโยชน์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ชี้แจงว่า หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว TSD ได้ประสานงานไปยังโบรกเกอร์ โดยโบรกเกอร์หลายแห่งเลือก "ส่งอีเมลเตือนลูกค้าของตนเองทุกราย" เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน
พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงคือผู้ที่ได้รับ SMS หรืออีเมลที่ส่งจาก TSD โดยตรงเท่านั้น ส่วนอีเมลจากโบรกเกอร์เป็นเพียงการแจ้งเตือนเชิงป้องกัน
พ.ต.ท.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก. ตอท.) กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เช่น ThaiCERT ในการแกะรอยเส้นทางการเข้าถึงข้อมูลแบบข้ามพรมแดน ทั้งการตรวจสอบ IP Address และ Log ไฟล์ต่างๆ โดยยืนยันว่าผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างแน่นอน ส่วนข้อหาเพิ่มเติมต้องรอผลการสืบสวนให้ชัดเจนก่อน
สิ่งที่เน้นย้ำกับประชาชนมากที่สุด คือ การหลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤตที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อข้อมูลหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพ อาจส่งผลให้กลโกงแนบเนียนขึ้น โดยยกตัวอย่างรูปแบบดังนี้
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระดับ VIP หรือ Spear Phishing เมื่อมิจฉาชีพรู้เลขบัตรประชาชนหรือเลขที่บัญชีธนาคารของเราจริงๆ ความระแวดระวัง (Zero Trust) ของเหยื่อจะลดลงทันที และเมื่อได้ยินข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องเป๊ะทุกอย่าง สมองจะเชื่อโดยอัตโนมัติว่าปลายสายคือเจ้าหน้าที่ตัวจริง เช่น อ้างตัวเป็นมาร์เก็ตติ้งโบรกเกอร์ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร
Domain Spoofing การทำเว็บไซต์ปลอมให้หน้าตาเหมือนของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยใช้โดเมนฟรีแปลกๆ เช่น .xyz หรือ .cc ตำรวจแนะนำให้สังเกตโดเมนที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ เช่น .th หรือ .ac.th ซึ่งน่าเชื่อถือกว่า
ดังนั้นสิ่งที่อยากให้ประชาชนตระหนักไว้เพื่อป้องกันตัวเอง คือ เจ้าหน้าที่ตัวจริงจะไม่โทรมาขอรหัสผ่าน ขอ OTP หรือให้โอนเงินเด็ดขาด หากมีสายแปลกๆ อ้างเหตุการณ์นี้ ให้วางสายแล้วติดต่อกลับผ่านช่องทางทางการของสถาบันนั้นๆ ด้วยตัวเองเท่านั้น
TSD ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์และข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอเน้นย้ำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากข้อมูลที่ถูกเข้าถึงยังไม่สามารถนำไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ในระบบ หรือนำไปใช้ทำธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ได้
อย่างไรก็ตาม TSD ขอให้เพิ่มความระมัดระวังและมีสติในการทำธุรกรรมต่างๆ โดยขอเตือนให้
ระมัดระวังอีเมล ข้อความ SMS หรือการติดต่อทางโทรศัพท์ที่แอบอ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ เพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล รหัสผ่าน หรือรหัสยืนยัน (OTP)
ไม่คลิกลิงก์ ดาวน์โหลดไฟล์ หรือเปิดเอกสารจากผู้ส่งหรือแหล่งที่มาที่ไม่สามารถยืนยันได้
ไม่เปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลที่ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาหรือไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
เปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีออนไลน์เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการใช้รหัสเดียวกันกับหลายบริการ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ (เป็นสุขอนามัยไซเบอร์ทั่วไป ไม่ใช่เพราะรหัสผ่านรั่วจากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากข้อมูลที่หลุดไม่มีรหัสผ่าน)
ตรวจสอบความผิดปกติของบัญชีและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
หากได้รับอีเมลจาก TSD ขอให้ตรวจสอบให้มั่นใจว่าเป็นอีเมลที่มาจาก SETContactCenter@set.or.th เท่านั้น และต้องไม่มีลิงก์ใดๆ แนบไปด้วย
ทั้งนี้ TSD ขออภัยเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการอย่างสูงสุด