องค์กรไทยต้องเตรียมตัวกันอย่างไรในวันที่ Autonomous Enterprise กำลังเปลี่ยนโฉมทุกอุตสาหกรรม

Tech & Innovation

Digital Transformation

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

องค์กรไทยต้องเตรียมตัวกันอย่างไรในวันที่ Autonomous Enterprise กำลังเปลี่ยนโฉมทุกอุตสาหกรรม

Date Time: 9 มิ.ย. 2569 18:33 น.

Video

คู่มือรอดยุคเลย์ออฟ! กับเบอร์ 1 สาย HR รุตม์ อานนทวงศ์ - ภูผา Mr.Phoops ตัวแทนคนรุ่นใหม่ | Money Issue EP.54

Summary

ผู้สื่อข่าว Thairath Money พูดคุยกับผู้บริหาร SAP ในงาน Sapphire 2026 ถึงศักยภาพและความพร้อมของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย องค์กรไทยพร้อมแค่ไหนที่จะก้าวสู่ยุค Autonomous Enterprise

Latest


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกธุรกิจผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้วหลายระลอก ตั้งแต่ยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสู่ยุคอินเทอร์เน็ต จากยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันสู่ยุคคลาวด์ และวันนี้ผู้นำองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้ง นั่นคือ การก้าวเข้าสู่ยุค Autonomous Enterprise 

โลกธุรกิจกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดซื้อ การบริหารการเงินและบุคลากร ไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจในบางระดับ

รายงานและเวทีประชุมระดับโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมาต่างหยิบยกคำถามเดียวกันขึ้นมา ได้แก่ องค์กรจะสร้าง Digital Workforce หรือ แรงงานดิจิทัล เพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างไร และใครจะได้เปรียบในวันที่ผลิตภาพ (Productivity) ไม่ได้วัดจากจำนวนพนักงานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผสาน AI เข้ากับทุกกระบวนการขององค์กร

สำหรับประเทศไทย คำถามนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะในขณะที่หลายประเทศเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และแข่งขันกันสร้างองค์กรแห่งอนาคต ธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยยังอยู่ระหว่างการจัดการระบบ Legacy การรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจาย และการปรับกระบวนการทำงานที่ยังพึ่งพาคนเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าว Thairath Money พูดคุยกับผู้บริหาร SAP ในงาน Sapphire 2026 ถึงศักยภาพและความพร้อมของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย องค์กรไทยพร้อมแค่ไหนที่จะก้าวสู่ Autonomous Enterprise ในวันที่ AI กลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรทำงานได้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกกระบวนการธุรกิจ ขณะที่หลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังเผชิญอุปสรรคในการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล จะต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร

Autonomous Enterprise คืออะไร?

Autonomous Enterprise หรือ องค์กรอัตโนมัติ คือ รูปแบบการดำเนินธุรกิจแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิดที่ว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดทิศทาง ส่วน AI เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ โดยมีระบบกำกับดูแลที่รัดกุมอยู่ในทุกขั้นตอน

แนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งให้เทคโนโลยีมาแทนที่มนุษย์ มนุษย์ยังคงเป็นศูนย์กลางในการตั้งเป้าหมาย กำหนดกลยุทธ์ และตัดสินใจเชิงนโยบาย ส่วน AI Agent จะทำหน้าที่เสมือน "เพื่อนร่วมงานดิจิทัล" ที่ชาญฉลาด คอยรับผิดชอบงานธุรการและงานซ้ำ ๆ ให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุป Autonomous Enterprise คือ องค์กรที่ผสาน AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานหลักในทุกมิติ เพื่อให้ทุกฟังก์ชันทางธุรกิจขับเคลื่อนได้อย่างอัตโนมัติ รวดเร็ว และมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตามหากมองสถานการณ์ปัจจุบัน โลกธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่ได้ก้าวไปถึงจุดนั้น องค์กรจำนวนมากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้งานในฐานะผู้ช่วย มากกว่าในฐานะผู้ปฏิบัติงาน เช่น การช่วยเขียนเอกสาร สรุปข้อมูล บริการลูกค้า หรือช่วยพนักงานค้นหาความรู้ภายในองค์กร

แนวคิด Autonomous Enterprise เป็นขั้นที่สูงกว่านั้น เพราะ AI ไม่ได้ช่วยงานเป็นครั้งคราว แต่ถูกฝังอยู่ในกระบวนการทางธุรกิจหลัก สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบ วิเคราะห์สถานการณ์ และดำเนินงานบางส่วนได้โดยอัตโนมัติ ภายใต้กรอบที่มนุษย์กำหนดไว้

นี่คือหัวข้อที่อยู่ในวงประชุมผู้บริหารทั่วโลก คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ระบบงานเดิม และกระบวนการทำงานที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ก่อนยุค AI

สำหรับประเทศไทย ภาพที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากหลายประเทศทั่วโลก แต่ถึงอย่างนั้น SAP มองว่าไทยอยู่ในจุดที่น่าสนใจ ด้านหนึ่ง องค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากยังต้องเร่งจัดการระบบ Legacy และการกระจายตัวของข้อมูล เพื่อวางรากฐานสำหรับ AI ในระยะยาว แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยกลับมีโอกาสก้าวกระโดดได้เร็วกว่าในอดีต

ไทยพร้อมแค่ไหนกับยุค Autonomous Enterprise

แม้ Autonomous Enterprise อาจฟังดูเป็นภาพอนาคตที่ยังห่างไกล แต่ในความเป็นจริงหลายองค์กรไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางนี้แล้ว เพียงแต่ระดับความก้าวหน้าและรูปแบบการนำไปใช้แตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ AIS ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านองค์กรผ่านโครงการ RISE with SAP โดยปรับโครงสร้างระบบธุรกิจหลักตั้งแต่ ERP การจัดซื้อ ไปจนถึงระบบการเงิน เพื่อสร้างรากฐานสำหรับการนำ AI มาใช้ในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือความสำเร็จของ AIS ไม่ได้เริ่มจากการนำ AI มาใช้ก่อน แต่เริ่มจากการจัดการรากฐานองค์กร ทั้งการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การจัดระเบียบข้อมูล และการนำแนวคิด Clean Core มาลดความซับซ้อนของระบบเดิม ซึ่ง SAP มองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่องค์กรจะก้าวสู่ Autonomous Enterprise ได้อย่างแท้จริง

ในภาคการเกษตรและอาหาร CP Foods ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI สนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ผ่านการบริหารจัดการข้อมูลสิ่งแวดล้อมและระบบ Sustainability Control Tower เพื่อติดตามเป้าหมาย Carbon Neutrality สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ Autonomous Enterprise ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประสิทธิภาพการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารความยั่งยืนในระดับองค์กรด้วย

หรืออีกบริษัทอย่าง มิตรผล ที่ถูกยกเป็นตัวอย่างขององค์กรขนาดใหญ่ในภาคสินค้าอุปโภคบริโภคและการเกษตรที่กำลังปรับตัวจากองค์กรแบบดั้งเดิมสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล โดยนำข้อมูลและระบบคลาวด์เข้ามาเป็นแกนกลางของการดำเนินธุรกิจมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม CPF - มิตรผล องค์กรไทย กรณีศึกษาระดับโลก ทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยเทคโนโลยีของ SAP


Liher Urbizu ประธานและกรรมการผู้จัดการ SAP Southeast Asia กล่าวว่า ไทยในฐานะตลาดเกิดใหม่มีการเปิดรับและพร้อมใช้งาน AI ได้อย่างรวดเร็วและโดดเด่น และการก้าวสู่องค์กรอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่สามารถเริ่มต้นได้ทันที

ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนมาจากการผสมผสานของสามแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินต่อเนื่องในภูมิภาค การขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศที่ทำให้ธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งความซับซ้อนเหล่านั้นคือพื้นที่ที่ AI สร้างประสิทธิภาพได้ชัดเจน และโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี เปิดรับนวัตกรรม และพร้อมเรียนรู้เครื่องมือใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่นกำลังพึ่งพา AI เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงาน

แม้หลายคนจะมองว่าสหรัฐฯ และจีนคือศูนย์กลางของการแข่งขัน AI แต่ในมุมมองของ SAP ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์องค์กรให้กับอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่นำ AI ไปใช้งานจริงได้เร็วที่สุดในโลก

Verena Siow หัวหน้าทีม Business Suite ประจำ APAC ของ SAP ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ลูกค้าในภูมิภาคนี้มีความสนใจการนำ AI มาใช้งานในระดับสูง และในหลายกรณีมีความตื่นตัวสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกเสียอีก

"ประเทศกำลังเติบโตอย่างไทย อินเดีย และเวียดนาม มอง AI เป็นโอกาส Leapfrog หรือก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ AI กลายเป็นคำตอบเดียวกันของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพียงแต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน"

นอกจากนี้ กลุ่ม SMBs ยังกลายเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนขับเคลื่อนด้วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่มีภาระจากระบบเดิม (Legacy systems) มากนัก ทำให้มีความคล่องตัวและเปิดรับ AI ได้เร็วกว่าองค์กรในประเทศพัฒนาแล้ว

Varun Thamba หัวหน้าฝ่าย AI ประจำ APAC ของ SAP เสริมว่า ปัจจุบัน APAC เป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกสำหรับบริษัทใหม่ที่หันมาใช้โซลูชันคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) อย่าง SAP GROW ซึ่งมีข้อได้เปรียบตรงที่มี AI ฝังมาพร้อมใช้งานได้ทันที

ความตื่นตัวของภูมิภาคนี้สะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน โดย 25% ของปริมาณการใช้งาน Joule (AI Assistant ของ SAP) ทั่วโลกมาจากภูมิภาค APAC ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากและแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ AI ที่โดดเด่นของภูมิภาคนี้

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีองค์กรถึง 103 แห่งที่ใช้งานฟีเจอร์ SAP Business AI ในกระบวนการทำงานจริงแล้ว ตัวเลขนี้อาจยังไม่เทียบเท่าสิงคโปร์ที่มี 231 องค์กร แต่สะท้อนให้เห็นว่า AI เริ่มก้าวออกจากห้องทดลองและเข้าสู่การดำเนินธุรกิจจริงในไทยแล้ว

ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรใหญ่ เพราะรายย่อยอาจได้ประโยชน์สูงสุด

SAP ไม่ได้มองว่าการแข่งขัน AI จะถูกขับเคลื่อนโดยองค์กรขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI มากที่สุด ในภูมิภาค APAC ลูกค้ากว่า 80% เป็น SMBs และในไทยเอง กลุ่มนี้สร้างรายได้มากกว่า 80% ของระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจรายย่อยหลายแสนรายทั่วประเทศสามารถข้ามข้อจำกัดเดิมและเริ่มใช้งาน AI ผ่าน Public Cloud ได้โดยตรง

Varun อธิบายภาพรวมของตลาดโดยแบ่งความพร้อมออกเป็นสัดส่วน 80/20 ดังนี้

  • กลุ่มองค์กรที่คล่องตัว (80%) คือ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่สามารถปรับตัวและนำ AI จากระบบคลาวด์ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว
  • กลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบซับซ้อน (20%) คือ กลุ่มที่มีโครงสร้างระบบเดิมซับซ้อน ทำให้การย้ายขึ้นคลาวด์ต้องใช้เวลา บางแห่งอาจนานถึง 12-24 เดือน

เพื่อช่วยให้องค์กรกลุ่ม 20% ทรานส์ฟอร์มได้เร็วขึ้น ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อช่วยย้ายระบบโดยเฉพาะ เช่น RISE with SAP ของ SAP ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์ได้ถึง 35%

Liher เสริมในประเด็นเดียวกันว่า ในอดีตการลงทุนด้าน AI เป็นสิทธิพิเศษขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณสูง ทีมวิทยาศาสตร์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แต่โลกกำลังเปลี่ยนไป Cloud ERP รุ่นใหม่มาพร้อม AI ที่ฝังอยู่ภายในตั้งแต่ต้น ครอบคลุมทั้งงานการเงิน การจัดซื้อ การวางแผนซัพพลายเชน การบริหารคลังสินค้า และการคาดการณ์ยอดขาย ธุรกิจไม่จำเป็นต้องสร้าง AI เองอีกต่อไป เพียงแค่เปิดใช้งาน AI ที่มีอยู่ในระบบ

สำหรับองค์กรที่ใช้ Cloud ERP รูปแบบใหม่ การติดตั้งและเริ่มใช้งานสามารถทำได้ภายใน 2-3 เดือน ต่างจากยุค On-Premise ERP ที่ต้องออกแบบกระบวนการและปรับแต่งระบบนานหลายปี ในโลกของ Cloud ERP คุณเพียงแค่เปิดใช้งานฟีเจอร์ที่ต้องการและรักษาแกนหลักของระบบให้สะอาดที่สุด

"เมื่อระบบพร้อมแล้ว การเพิ่ม AI Agent หรืออัปเกรดความสามารถใหม่ ๆ สามารถทำได้แทบจะทันที โดยไม่ต้องรอรอบอัปเกรดเหมือนในอดีต สิ่งนี้ช่วยกระจายโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กก้าวสู่ระบบอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้าง AI เองตั้งแต่ต้น" Liher กล่าว

Liher Urbizu , President and Managing Director of SAP Southeast Asia
Liher Urbizu , President and Managing Director of SAP Southeast Asia

รากฐานสำคัญสู่การเป็น Autonomous Enterprise

ทั้งนี้หากองค์กรต้องการใช้ประโยชน์จาก AI Agent อย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องวางรากฐานทั้งในเชิงโครงสร้างเทคโนโลยีและวัฒนธรรมองค์กรไปพร้อมกัน

โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (Technical Foundation)

  • การย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์ (Cloud Migration) ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการย้ายระบบจัดการองค์กรขึ้นสู่คลาวด์ เพื่อให้รองรับนวัตกรรมและการอัปเกรดใหม่ ๆ ได้แบบเรียลไทม์
  • รากฐานระบบมาตรฐาน (Clean Core Methodology) คือการลดการปรับแต่งระบบ (Customization) ให้น้อยที่สุดหรือใกล้เคียงศูนย์ เพื่อรักษาแกนหลักของระบบให้เป็นมาตรฐาน จัดระเบียบข้อมูลได้อย่างถูกต้อง และเปิดทางให้ AI ประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอัปเกรดระบบได้ง่ายในอนาคต
  • การฝัง AI ในกระบวนการทำงานพร้อมข้อมูลที่มีบริบท (Embedded & Context-rich Data) องค์กรต้องมั่นใจว่า AI ถูกฝังอยู่ในกระบวนการทางธุรกิจโดยตรง และได้รับข้อมูลที่มีบริบทครบถ้วนเพื่อให้การตัดสินใจมีความแม่นยำ
  • ระบบกำกับดูแลและความปลอดภัย (Governance & Security) องค์กรต้องมีระบบควบคุมส่วนกลาง เช่น AI Agent Hub ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า AI Agent ดำเนินงานกี่ขั้นตอน เรียกใช้ข้อมูลใดบ้าง เพื่อให้การทำงานอยู่ภายใต้สิทธิ์ที่มนุษย์อนุญาตและมีความปลอดภัยสูงสุด

การปรับเปลี่ยนทางธุรกิจและวัฒนธรรม (Business & Cultural Foundation)

  • การจัดการความเปลี่ยนแปลงจากผู้นำ (Mindset & Change Management) อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือกระบวนทัศน์ของคนในองค์กร การทรานส์ฟอร์มจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากวิสัยทัศน์ของผู้นำที่พร้อมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน
  • การมุ่งเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Outcome-driven) การประเมินความพร้อมและการลงทุนใน AI Agent ต้องขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การพิจารณาฟีเจอร์หรือราคาเทคโนโลยี แต่ต้องตอบได้ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้กี่เปอร์เซ็นต์ และคุ้มค่ากับการลงทุน (ROI) อย่างไร

Autonomous Enterprise เริ่มเกิดขึ้นแล้วในไทย

ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะมอบแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรธุรกิจไทยในการเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค Autonomous Enterprise ที่ความได้เปรียบไม่ได้เป็นของผู้ที่มี AI ฉลาดที่สุดอีกต่อไป วันนี้ AI มีต้นทุนที่ถูกลง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และพร้อมใช้งานมากขึ้นกว่าที่เคย คลาวด์กำลังทำให้เทคโนโลยีระดับโลกเข้าถึงได้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจขนาดเล็ก  

องค์กรที่สามารถจัดการข้อมูล ปรับกระบวนการทำงาน สร้างวัฒนธรรมองค์กร และเปิดทางให้มนุษย์กับ AI ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพต่างหาก อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า AI จะกลายเป็นพลังที่ช่วยให้ประเทศไทย "ก้าวกระโดด" หรือจะกลายเป็นตัวขยายช่องว่างระหว่างผู้นำและผู้ตามให้กว้างยิ่งขึ้น 

แม้ไทยจะยังไม่ถึงระดับของประเทศตะวันตก แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ประเทศก้าวข้ามขั้นได้เร็วกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะในกลุ่ม SMBs ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย

ภาพเทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Autonomous Enterprise  ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎีอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่โทรคมนาคม อาหารและเกษตรกรรม ไปจนถึงภาคการผลิตและธุรกิจรายย่อย นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่ทำให้เห็นว่าองค์กรไทยจำนวนไม่น้อยได้ขยับจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การสร้างองค์กรที่ AI สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานหลักได้แล้ว ซึ่งนั่นคือก้าวแรกของการเดินทางสู่ Autonomous Enterprise อย่างแท้จริง



อ่านเพิ่มเติม 

"ล้างความเชื่อที่ว่า Agentic AI จะมาแทนที่ SaaS" เข้าใจยุคใหม่ Software จากความแข็งแกร่งของ SAP

[Pickup] ในยุค AI Agent “Software จะยิ่งสำคัญกว่าเดิม” หาคำตอบกันในงาน SAP Sapphire บริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล
from digital economies to the art of brand identity