Microsoft ดัน “Frontier Transformation” ช่วยพลิกองค์กรยุคใหม่ หลังคนทำงานไทยใช้ AI ติดอันดับโลก

Tech & Innovation

Digital Transformation

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Microsoft ดัน “Frontier Transformation” ช่วยพลิกองค์กรยุคใหม่ หลังคนทำงานไทยใช้ AI ติดอันดับโลก

Date Time: 9 มิ.ย. 2569 18:11 น.

Video

อวสานค่านิยมเก่า? "ซื้อบ้าน vs เช่าบ้าน" ทางเลือกไหนตอบโจทย์คนรุ่นใหม่! | Money Issue EP.62

Summary

Microsoft AI Tour Bangkok 2026 ดันกรอบแนวคิด Frontier Transformation ช่วยองค์กรเล็กใหญ่เข้าถึง AI เร่งศักยภาพการแข่งขัน เอาตัวรอดในวันที่ทุกภาคส่วนหันมาใช้ AI และคนไทยก็ติดอันดับ 2 ของโลกที่มียอดใช้งาน AI สูงสุด

Latest


“Thailand became the second fastest AI adoption worldwide.”

“ประเทศไทยขึ้นแท่นเป็นอันดับ 2 ของโลกที่มีอัตราการใช้งาน AI เติบโตเร็วที่สุด ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นกล่าวบนเวที Keynote เปิดงาน Microsoft AI Tour Bangkok 2026 ยืนยันความก้าวหน้าของประเทศไทยที่กำลังปรับตัวในยุค AI

พร้อมกันนี้ยังได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ และนำเสนอแนวคิด “Frontier Transformation” ที่มุ่งผลักดันให้ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับทั้งเศรษฐกิจ องค์กร และศักยภาพของคนไทยในวงกว้าง

“เราเชื่อว่า AI จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกโอกาสใหม่ ๆ และช่วยแก้ไขความท้าทายที่สังคมยังไม่สามารถหาทางออกได้ในอดีต” ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กล่าว

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ AI โตเร็วที่สุดในโลก

เวที Microsoft AI Tour Bangkok 2026 เปิดด้วยการสะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วของการพัฒนา AI ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมเปิดเผยข้อมูลจากผลสำรวจของ Microsoft ในรายงาน “Global AI Diffusion Q1 2026 Trends and Insights” สำรวจการใช้งาน AI ครอบคลุมใน 147 ประเทศที่ Microsoft ไปดำเนินการอยู่

พบว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีอัตราการใช้งาน AI อยู่ที่ 12.4% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 17.8% แต่สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของการใช้งาน AI สูงถึง 36.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้าน AI เร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงเกาหลีใต้ (43.2%) เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าพนักงานไทยที่ทำงานในสายข้อมูล หรือ Information Workers กว่า 32% เริ่มนำ AI มาใช้ในการทำงานแล้ว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่เพียง 16% หรือคิดเป็นสองเท่า

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด
ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ในฝั่งผู้นำองค์กร ตัวเลขก็สะท้อนภาพที่น่าสนใจเช่นกัน โดย 51% ของผู้นำในประเทศไทยมีความเข้าใจและมองเห็นทิศทางการนำ AI มาใช้ในองค์กรอย่างชัดเจน ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่เพียง 26%

อย่างไรก็ตาม ธนวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่ายังมีโอกาสอีกมหาศาลรออยู่ข้างหน้า เพราะคนไทยอีกกว่า 87.6% ยังไม่ได้ใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร แพทย์ พยาบาล หรือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา

โดยเขามองว่า การนำเทคโนโลยี AI ไปสู่คนกลุ่มใหญ่เหล่านี้ จึงถือเป็นพรมแดนใหม่ที่จะช่วยยกระดับทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม SMEs ที่นับว่ามีสัดส่วนใหญ่มากในประเทศไทย ที่มีอยู่ราว 3.2 ล้านราย คิดเป็นกว่า 70% ของธุรกิจในประเทศ การนำ AI เข้ามาใช้งานมากขึ้นนั้นจะยิ่งช่วยลดช่องว่างด้านการแข่งขันระหว่างธุรกิจเล็กกับองค์กรขนาดใหญ่ลงได้ 

องค์กรไทยจะเป็น “Frontier Company” ได้ยังไง?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ การที่องค์กรเร่งนำ AI มาใช้งานนั้น หนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ เลยก็คือ เพื่อลดต้นทุนให้กับธุรกิจ แต่ด้าน Ralph Haupter, Executive Vice President และ Chief Revenue Officer ของ Microsoft มองต่าง เขาระบุว่า

“การก้าวสู่การเป็น Frontier Company หรือองค์กรแนวหน้าด้าน AI นั้น ไม่ควรถูกมองแค่ในมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือการทำระบบอัตโนมัติเท่านั้น

แต่ควรมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโต (Growth) การปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และการขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation) ให้เกิดขึ้นในระดับองค์กรและระดับประเทศ” 

พร้อมกันนี้ก็ได้เสนอ Framework การดำเนินงาน เพื่อที่จะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรยุค AI หรือ Frontier Transformation ผ่านกรอบการทำงานที่ประกอบด้วย 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • Enrich Employee Experience ยกระดับศักยภาพพนักงาน: การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้กับงานซ้ำ ๆ เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และทำให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น
  • Reinvent Customer Experience พลิกโฉมประสบการณ์ลูกค้า: Ralph อธิบายว่า AI ในปัจจุบันช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการปัญหาหรือค้นหาคำตอบด้วยตัวเองได้มากขึ้น พบว่าอัตรา Self-Service เพิ่มขึ้น 35% ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวมสามารถเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10% สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือภายในองค์กร แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้บริโภคด้วย
  • Reshape Business Processes ปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานทั้งองค์กร: ปัจจุบัน องค์กรจำนวนมากยังคงพึ่งพากระบวนการทำงานแบบดั้งเดิมที่ถูกออกแบบมาเมื่อหลายสิบปีก่อน AI จึงไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อเร่งความเร็วของกระบวนการเดิม แต่ควรถูกนำมาใช้เพื่อทบทวน ออกแบบใหม่ และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเหล่านั้นในระดับองค์กร เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • Bend the Curve on Innovation เร่งการสร้างนวัตกรรม: ใช้ AI เพื่อเร่งกระบวนการสร้างนวัตกรรม โดย Ralph ยกตัวอย่างว่าปัจจุบัน AI สามารถช่วยสร้างโค้ดใหม่ได้เกือบ 40% ของโค้ดทั้งหมดที่ถูกพัฒนาขึ้น อีกทั้ง AI ยังถูกนำไปใช้ในการค้นคว้ายาใหม่ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบฮาร์ดแวร์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในหลากหลายอุตสาหกรรม

Ralph Haupter, Executive Vice President และ Chief Revenue Officer ของ Microsoft
Ralph Haupter, Executive Vice President และ Chief Revenue Officer ของ Microsoft

“Frontier Transformation แตกต่างจากการทรานส์ฟอร์มองค์กรแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง แนวคิดนี้ช่วยให้องค์กรเข้าใจว่าจะนำ AI มาใช้เพื่อสร้างคุณค่าได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องประสิทธิภาพหรือการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้องค์กรได้พูดถึงการเติบโต ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในมิติใหม่ ๆ อีกด้วย” Ralph Haupter กล่าว

และนอกจากกรอบการทำงานแล้ว Ralph Haupter ยังระบุด้วยว่า การจะก้าวสู่การเป็น Frontier Company นั้นจำเป็นต้องมีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ ประกอบไปด้วย

  • AI ต้องอยู่ในจังหวะการทำงานของทุกคน เขามองว่า AI ไม่ควรเป็นเรื่องของฝ่าย IT หรือการตัดสินใจจากผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่ AI จะต้องถูกผสานเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการทำงานประจำวันของพนักงานทุกคน ตั้งแต่นักบัญชี นักวิเคราะห์ นักวิจัย ไปจนถึงพนักงานหน้างาน โดยมีเป้าหมายคือให้พนักงานสามารถเข้าถึง AI ได้ในช่วงเวลาที่ต้องการใช้งานจริง และได้รับคำตอบหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริบทการทำงานโดยตรง
  • Everybody is a Builder ทุกคนต้องเป็นผู้สร้าง อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถสร้างโซลูชันใหม่ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อมี AI อยู่ในมือ พนักงานไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ระดับสูงเสมอไป แต่สามารถใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติหรือโซลูชันที่ตอบโจทย์การทำงานของตัวเองได้
  • Observability มองเห็นการใช้งาน AI ได้ทั้งองค์กร คุณลักษณะนี้คือ ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของการใช้งาน AI ภายในองค์กร โดย Ralph ระบุว่าผู้นำองค์กรจำเป็นต้องเข้าใจว่า AI ถูกนำไปใช้งานในส่วนใดบ้าง สร้างผลลัพธ์อย่างไร และมีความเสี่ยงด้านใดที่ต้องบริหารจัดการ

ในช่วงท้าย Ralph Haupter ได้เชื่อมโยงแนวคิดและกรอบการทำงานเหล่านี้เข้ากับ Intelligence และ Trust โดยระบุว่า Intelligence ที่ไม่ได้หมายถึง AI เพียงอย่างเดียว แต่คือองค์ความรู้เฉพาะตัวขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภายใน อีเมล ตารางการทำงาน เอกสาร หรือประสบการณ์เฉพาะทางในอุตสาหกรรม

ส่วน Trust คือการมีระบบรักษาความปลอดภัย การกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล และกลไกกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อให้ AI สามารถทำงานบนข้อมูลสำคัญขององค์กรได้อย่างปลอดภัย และเมื่อองค์กรสามารถผสาน Intelligence และ Trust เข้าด้วยกันได้สำเร็จ ก็จะสามารถใช้งาน AI บนข้อมูลสำคัญขององค์กรได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

“สำหรับผม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ผ่านการทำให้เทคโนโลยีและความสามารถของ AI เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น หรือการ Democratize Intelligence เพื่อให้คนไทยทุกภาคส่วนสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเท่าเทียม” Ralph กล่าวทิ้งท้าย


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ