เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็น “ฮับอีคอมเมิร์ซ” หลังรายงาน How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential โดย IDC และ 2c2p ระบุว่า ภูมิภาคอาเซียนขึ้นแท่นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่โตเร็วอันดับที่ 2 ของโลกเป็นรองเพียงอินเดีย
ด้วยมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของภูมิภาคที่คาดว่าจะเติบโตจาก 1.563 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 สู่ระดับ 2.898 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9.45 ล้านล้านบาทภายในปี 2029 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 13.2% ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น
พร้อมกันนี้มีรายงานด้วยว่า ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด หรือราว 97% จะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการชำระเงินดิจิทัลภายในปี 2029 ส่งผลให้รูปแบบการชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) มีบทบาทลดลงอย่างต่อเนื่อง
และหากมองในประเทศไทย ตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตนั้นถูกขับเคลื่อนด้วย Digital Payment หรือการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ดิจิทัลวอลเล็ต ตลอดจนบริการ Buy Now Pay Later โดยมีตัวเลขในกลุ่มบริการเหล่านี้ที่น่าสนใจ ดังนี้
- มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยอยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6 แสนล้านบาท ในปี 2024 ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 52% มาจากยอดขายของธุรกิจ SMEs และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.28 แสนล้านบาทในปี 2026 ก่อนขยายสู่ระดับ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.18 ล้านล้านบาทภายในปี 2029
- ระบบการชำระเงินภายในประเทศ หรือ Domestic Payments เช่น PromptPay มีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนจาก 25% ในปี 2024 เป็น 29% ในปี 2029 เทียบเท่ากับ Mobile Wallets ที่คาดว่าจะมีสัดส่วน 29% เช่นกัน สะท้อนการเติบโตของการชำระเงินผ่านดิจิทัลในชีวิตประจำวัน
- การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิต (Cards) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 24% เป็น 25% ส่วนการชำระเงินในรูปแบบอื่น
- เงินสดหรือการเก็บเงินปลายทาง (COD) จะลดลงจาก 19% เหลือ 12% ภายในปี 2029
- บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 5% ของตลาด
จำนวนผู้ใช้งานระบบ Domestic Payments สูงถึง 80.8 ล้านคน สะท้อนว่าผู้ใช้งานจำนวนมากมีมากกว่าหนึ่งบัญชีหรือใช้หลายช่องทางในการชำระเงินจำนวนผู้ใช้งาน Mobile Wallets คาดว่าจะแตะ 31.1 ล้านคนในปี 2025 สะท้อนแนวโน้มที่ผู้บริโภคหันมาใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในการซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหากมองในภาพรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบว่า
- ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด หรือราว 97% จะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการชำระเงินดิจิทัลภายในปี 2029 ส่งผลให้รูปแบบการชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) มีบทบาทลดลงอย่างต่อเนื่อง
- ระบบการชำระเงินภายในประเทศ มีแนวโน้มเติบโต 104% และก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิต กลายเป็นช่องทางชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในภูมิภาค
- บริการซื้อก่อน จ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ถูกคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% ภายในปี 2029
อย่างไรก็ตาม แม้ระบบการชำระเงินจะทำให้อีคอมเมิร์ซโตรวดเร็ว แต่ SMEs ที่เรียกได้ว่าเป็นสัดส่วนธุรกิจหลักในตลาดนี้จำนวนมากยังติดคอขวด ไม่สามารถปรับตัวได้ จากรายงานระบุปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่
- ผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 1 ใน 3 ยังพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลัก แม้ SME กว่า 66% จะหันมาขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
- 63% ของ SMEs มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
- สำหรับประเทศไทย ผู้ประกอบการ SME ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่สูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด คิดเป็น 36% ตามด้วยความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง 28% และความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบอีก 28%
แม้ปัจจุบัน SMEs ไทยเพียง 49% จะทำธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่ผู้ประกอบการมากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า สะท้อนว่าความสามารถในการเข้าถึงระบบชำระเงินดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานข้ามประเทศ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของ SME ในระยะต่อไป
ท้ายที่สุด IDC ประเมินว่า หาก SMEs ในภูมิภาคสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้น จะมีโอกาสสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นรวมกว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029