
คุยกับ Rahul Bhargava ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนานในด้าน Payment และ Trade กับการยกภาพความก้าวหน้าของพร้อมเพย์ของไทย ที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจเป็นโมเดลให้กับระบบ Trade Finance ที่ปัจจุบันยังมีคอขวดและต้องการการ Digitization เพื่อให้เชื่อมต่อโลกการค้าได้ดียิ่งขึ้น
ในโลกการเงินและระบบชำระเงิน ประเทศไทยมีผลงานเด่น ๆ ที่ทำให้ทั่วโลกต่างจับตา นั่นคือ PromptPay หรือพร้อมเพย์ ระบบชำระเงินที่ทำให้การใช้จ่ายของคนไทยทั้งประเทศนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่มีโทรศัพท์ ใช้แค่เบอร์มือถือ หรือเลขประจำตัวประชาชน และยังมีการต่อยอดมาสู่ QR Code ที่แค่สแกนก็จ่ายเงินได้ในทันที จนผลักดันให้ประเทศกำลังจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสด
การสแกนจ่ายที่สะดวกง่ายดายนี้ ดันให้ยอดธุรกรรมต่อเดือนของคนไทยมากกว่า 2 พันล้านรายการ และสูงสุดทะลุ 81 ล้านรายการต่อวันเลยทีเดียว ตัวเลขนี้เติบโตขึ้นอย่างมากจากปี 2017 หลังเปิดตัวพร้อมเพย์ได้เพียงปีเดียว โดยมีตัวเลขทำธุรกรรมอยู่ที่ราว 7 แสนครั้งเท่านั้น
Thairath Money ได้มีโอกาสพูดคุยสุดพิเศษกับ Rahul Bhargava ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการชั่วคราวของ Contour Network และที่ปรึกษาอาวุโสด้านภาคการเงินของ World Bank ภายในงาน Money20/20 Asia 2026 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เขามองว่า ไทยเป็นต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก โดยเฉพาะในด้านการเงิน ที่ความโดดเด่นของพร้อมเพย์กลายเป็นพื้นฐานที่แข็งแรงแล้ว
“ประเทศไทยมีรากฐานด้าน Digital Payments ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว และโอกาสต่อไปคือการต่อยอดความสำเร็จนั้นไปสู่ Trade Digitization และโครงสร้างพื้นฐานธุรกรรมในระดับที่กว้างขึ้น” Rahul Bhargava กล่าว
ผลงานของพร้อมเพย์ยังนำไปสู่ Cross-Border QR Payment ที่เติบโตขึ้น นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศสามารถสแกนจ่ายได้จากแอปพลิเคชันของตัวเอง ซึ่งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นำโดยประเทศจีน ที่มียอดธุรกรรมมากถึง 706.87 ล้านบาท และสิ่งเหล่านี้ช่วยดันให้ระบบชำระเงินของไทยนี้ กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ที่รองรับทั้งธุรกรรมภายในประเทศและข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ ยังได้ถกถึงประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก คือเรื่องการค้าต่างประเทศ (Trade Finance) ที่ปัจจุบันยังมี Pain Point ที่ต้องการหาทางแก้ไขอยู่มากมาย พร้อมกับยกบทเรียนความสำเร็จของพร้อมเพย์ ว่าอาจเป็นความต้องการใหม่ของโลกการค้าอยู่ก็เป็นได้
แม้ระบบการชำระเงินของโลกจะพัฒนาเข้าสู่ยุคเรียลไทม์ไปแล้ว แต่ “Trade Finance” หรือระบบการเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ กลับยังคงติดอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ที่แทบไม่เปลี่ยนมานานหลายทศวรรษ ทั้งเอกสารกระดาษ การทำงานแบบ Manual และ Workflow ที่แยกขาดออกจากกัน
Rahul Bhargava อดีตผู้บริหารที่มีประสบการณ์ด้าน Cross-border Payments เคยทำงานกับทั้ง SWIFT และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Global Trade & Payments มองว่า วันนี้ Payments และ Trade Finance กำลังอยู่คนละยุคกันอย่างชัดเจน
เขาอธิบายว่า ระบบ Trade Finance ในปัจจุบันยังอาศัยการทำงานบนกระดาษ (Paper-intensive) ตั้งแต่เอกสาร Letter of Credit ไปจนถึงการตรวจสอบข้อมูล การยืนยันธุรกรรม และการประสานงานระหว่างธนาคาร ผู้ซื้อ ผู้ขาย บริษัทโลจิสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก ซึ่งปัญหาสำคัญคือ ทุกฝ่ายมักใช้คนละระบบ และข้อมูลไม่เชื่อมต่อกันอย่างแท้จริง
Rahul Bhargava เปิดเผยว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมงานกับ Contour Network คือโอกาสในการเชื่อม “โลกการค้า” และ “โลกการชำระเงิน” เข้าด้วยกัน หลัง XDC ซึ่งเป็น Layer-1 Blockchain มีจุดโฟกัสหลักอยู่ที่ Trade Finance และโครงสร้างพื้นฐานธุรกรรมทางการค้า เข้ามาซื้อกิจการ Contour เขาจึงเห็นแนวทางว่า นี่คือการเชื่อมโลกของ Trade Digitization เข้ากับระบบ Payments และ Settlement ให้อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน
Rahul อธิบายว่า การใช้เอกสารกระดาษทำให้เกิดผลกระทบเป็นระลอก ๆ พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้เงื่อนไขการชำระเงินจะถูกเปลี่ยนผ่านอีเมลหรือ WhatsApp แต่เอกสารหลักกลับไม่ได้อัปเดตตาม ส่งผลให้เกิดข้อพิพาท ความผิดพลาดในการดำเนินงาน และความล่าช้าในกระบวนการค้า
ขณะเดียวกัน โลกการชำระเงินยุคใหม่อย่างพร้อมเพย์สามารถส่ง “Settlement Confirmation” ได้แทบจะทันที ผู้รับรู้ได้ในไม่กี่วินาทีว่าเงินเข้าบัญชีแล้ว แต่ในโลกของ Trade Finance หลายองค์กรยังต้องรอการยืนยันผ่านธนาคาร โทรศัพท์ หรืออีเมลอยู่
เขามองว่า “Feedback Loop” แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในระบบพร้อมเพย์นี้ คือสิ่งที่โลก Trade Finance กำลังขาดหายไป และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่า “Trade Digitization” จะกลายเป็น Infrastructure Wave ระลอกใหม่ของโลกการเงิน หลังจากระบบชำระเงินถูก Digitize หรือแปลงเป็นดิจิทัลสำเร็จไปแล้วในหลายประเทศ
“ถ้าเราสามารถลดระยะเวลา ลดวงจรการซื้อขายลงได้จาก 14 วันเหลือแค่วันเดียวได้ด้วยระบบดิจิทัล (Digitization) ลองนึกภาพผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นทั่วโลกดูสิ” Rahul Bhargava กล่าว
Rahul Bhargava มองว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ PromptPay กลายเป็นความสำเร็จระดับโลก ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้ง “Top-down” (บนลงล่าง) และ “Bottom-up” (ล่างขึ้นบน) ในระบบเศรษฐกิจไทย
ในมุมของ Top-down เขาชี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการวางโร้ดแมปและกำหนดทิศทางของโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลอย่างชัดเจน ตั้งแต่การผลักดันระบบชำระเงินดิจิทัล การสร้างมาตรฐานร่วม ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ Sandbox สำหรับการทดลองนวัตกรรมใหม่
“ธนาคารแห่งประเทศไทยคือผู้ที่กำหนดทิศทางไว้ ขณะเดียวกันคอมมูนิตี้ก็พร้อมที่จะร่วมมือกันโดยยึดเอาแผนงานนั้นเป็นหลัก” Rahul Bhargava กล่าว
แต่สิ่งที่ทำให้ระบบเติบโตได้จริง คือแรงขับจาก Bottom-up หรือการยอมรับของภาคเอกชน ธนาคาร ผู้ให้บริการชำระเงิน และประชาชนที่พร้อมใช้งานเทคโนโลยีใหม่ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง Rahul มองว่า ไทยคือหนึ่งในประเทศที่สามารถสร้าง “Community Adoption” ได้แข็งแรงมาก จนทำให้ PromptPay เติบโตจากธุรกรรมเพียงหลักแสนรายการต่อวันในช่วงแรก กลายเป็นมากกว่า 81 ล้านรายการต่อวันในปัจจุบัน
เขาเชื่อว่า โมเดลลักษณะนี้คือ “สูตรสำเร็จ” ของ Digital Public Infrastructure ยุคใหม่ เพราะการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศจะสำเร็จไม่ได้ หากมีเพียงนโยบายจากภาครัฐ หรือมีเพียงเทคโนโลยีจากเอกชนเพียงฝ่ายเดียว
และในมุมของ Rahul สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ “วันนี้ตรรกะแบบเดียวกับพร้อมเพย์ กำลังถูกพยายามนำไปใช้กับโลกของ Trade Finance และ Trade Digitization”
เพราะหากประเทศไทยสามารถทำให้ระบบการโอนเงินเกิดขึ้นได้เรียลไทม์และเกิดการนำไปใช้ในวงกว้างได้สำเร็จ เขามองว่า “ประเทศไทยก็อาจมีศักยภาพในการสร้าง Trade Infrastructure ยุคใหม่ได้เช่นเดียวกัน”
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney