
สกสว. เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของไทย โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงระบบวิจัยและนวัตกรรมภายใน 3-4 ปี
ในวันที่โลกกำลังเผชิญระเบิดเวลาทางสาธารณสุข ตั้งแต่สังคมสูงวัย อัตราการเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พุ่งสูงขึ้น ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “วิกฤตสุขภาพ” จึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตนี้กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ประเทศไทยเปลี่ยนเกมจากผู้ตั้งรับสู่ผู้สร้างมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม
นี่คือ จุดเริ่มต้นของแนวคิดในการพลิกวิกฤตสุขภาพให้กลายเป็น “New Growth Engine” ของประเทศไทย โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ “สกสว.” ที่เข้ามาเป็นแกนกลางในการออกแบบและเชื่อมระบบทั้งหมด เพื่อผลักดันให้ “ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” หรือ ววน. ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางวิชาการ แต่กลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน
ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ทั่วโลกเผชิญปัญหาร่วมกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศของโลก ที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีจากระบบสุขภาพและการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ จากจุดนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญ
โดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือ การเร่งทำ Health Transformation โดยใช้ “วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” เป็นกลไกหลักในการสร้างมูลค่าใหม่ให้ประเทศ พร้อมทั้งเปลี่ยนระบบเดิมที่ทำงานแยกส่วนไปสู่ระบบที่เชื่อมโยงกัน โดยมี สกสว. รับบทบาทเป็น “System Integrator”
ภายใต้แผนยุทธศาสตร์นี้ สกสว. ตั้งเป้าเป็นตัวเชื่อมระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศอย่างสมบูรณ์ภายใน 3-4 ปีนี้ (2566–2570) ผ่าน 5 กลไกสำคัญ ได้แก่
โดยจะเชื่อมโยงความร่วมมืออย่างไร้รอยต่อระหว่างภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และภาคประชาชน เพื่ออุดช่องโหว่ที่งานวิจัยมักติดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการเป็นตัวกลางที่จะดึงความต้องการของผู้ประกอบการและแพทย์ผู้ใช้งานจริงมาจับคู่กับความเชี่ยวชาญของนักวิจัยเพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้ไปแก้ปัญหาของประเทศและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
“การลงทุนในวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม อาจเป็นเกมที่เสี่ยงสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือเกมที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด และหากเดินเกมนี้สำเร็จ ‘สุขภาพของคนไทย’ จะไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพชีวิต แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว”
ภาพจำเดิมของระบบสุขภาพ คือ “ต้นทุน” ที่รัฐต้องแบกรับ แต่โมเดลใหม่กำลังเปลี่ยนให้งบประมาณด้านสาธารณสุขนี้กลายเป็นการลงทุน (Investment) ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง กล่าวว่า เพราะเมื่อระบบถูกออกแบบใหม่ให้เน้นการป้องกัน (Preventive) การวินิจฉัยล่วงหน้า (Predictive) และการรักษาที่แม่นยำ (Precision Medicine) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่คนป่วยน้อยลง แต่จะช่วยลดภาระงบประมาณระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ
โดย ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง อธิบายให้เห็นว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพกว่า 16,000 ล้านบาท ภายใต้กลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) หรือ Thailand RISE Fund ซึ่งเงินก้อนนี้ไม่ได้สร้างเพียงองค์ความรู้ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใน 3 ระดับ ได้แก่
1. ประหยัดเงินประเทศ จากการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่พัฒนาในประเทศ เช่น เครื่องเอกซเรย์ เท้าเทียม แผ่นปิดกะโหลกศีรษะ และถุงรองรับของเสียจากการฟอกไต ที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องมือการแพทย์จากต่างประเทศ และกดต้นทุนระบบสาธารณสุขโดยตรง
2. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งสร้างคลื่นลูกใหม่ให้กับอุตสาหกรรม เช่น กลุ่ม BioTech & Genomics กลุ่ม Digital Health และ Medical AI ที่พร้อมเปิดทางให้วิสาหกิจเริ่มต้นและกลุ่ม Startup ไทยเข้าสู่ตลาดโลก
3. ลดค่าใช้จ่าย เติมเงินในกระเป๋าประชาชน หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การนำ Medical AI มาช่วยวินิจฉัยภาพรังสีทรวงอก (AI Chest X-ray) เพื่อคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้น ซึ่งสนับสนุนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ปัจจุบันมีการนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้ในโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งทั่วประเทศ และสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาได้ถึงประมาณ 500,000 บาทต่อราย
รวมไปถึงการพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นำกระเป๋าอุปกรณ์พกพาไปเจาะเลือดและวัดความดันผู้ป่วยถึงบ้าน จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งให้ AI วิเคราะห์และส่งต่อให้แพทย์วินิจฉัยสั่งยาได้ทันที ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างรายได้ แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น
โดยนอกจากการใช้ในประเทศแล้ว ยุทธศาสตร์นี้ยังมองถึงการเจาะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรนับพันล้านคนและมีลักษณะทางกายภาพที่คล้ายคลึงกับคนไทย เช่น นวัตกรรมเครื่องสแกนฟันและที่กรอฟัน ซึ่งปัจจุบันสามารถขายส่งออกไปได้ทั่วโลก รวมถึงความพยายามในการนำ AI ทางการแพทย์ไปนำเสนอแก่นักลงทุนต่างชาติ เพื่อขยายผลทางธุรกิจและดึงการลงทุนใหม่ๆ กลับเข้าสู่ประเทศ
ท้ายที่สุดแล้วภาพของ “ระบบนิเวศสุขภาพ” แบบ Seamless Health Ecosystem จะเกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องอาศัยการประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่กำหนดทิศทางและสนับสนุนเชิงนโยบาย ภาคเอกชนที่ต่อยอดสู่ธุรกิจและตลาด นักวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ สตาร์ทอัพที่เร่งนวัตกรรมให้เกิดจริง และประชาชนในฐานะผู้ใช้และผู้มีส่วนร่วมในระบบ
ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบดิจิทัล ฐานข้อมูล หรือแพลตฟอร์ม AI ที่จะทำให้ข้อมูลไหลเชื่อมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และทำให้การดูแลสุขภาพก้าวไปสู่รูปแบบที่แม่นยำ เข้าถึงง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อ “การเชื่อมโยง” เกิดขึ้นจริง องค์ความรู้และงานวิจัยที่ทรงคุณค่า จะไม่ใช่เพียงองค์ความรู้บนหิ้งอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นพลังสำคัญที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตใหม่ของประเทศไทย
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -