
UIH เปิดตัว HELIX Platform ที่รวม 4 บริการหลัก (Network, Cloud, Cyber Security, Application) ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
ในวันที่คำว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ แต่กลายเป็นแรงกดดันที่บีบให้องค์กรต้องปรับตัวเร็วขึ้น ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงไม่อาจยืนอยู่ที่จุดเดิมได้อีกต่อไป
บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด หรือ UIH ธุรกิจดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์และโซลูชันสำหรับธุรกิจในเครือเบญจจินดา ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลเทคโนโลยีของประเทศไทยมากว่า 60 ปี ประกาศก้าวสำคัญในงาน “UIH Day 2026” เปิดตัว “HELIX Platform” แพลตฟอร์ม Managed Services ยุคใหม่ ที่ผสานทุกโซลูชันสำคัญเข้าไว้ในระบบเดียว พร้อมยกระดับบทบาทองค์กรจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม สู่การเป็น Platform-Driven Managed Services Provider อย่างเต็มรูปแบบ
เบญจ เบญจรงคกุล Co-CEO บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) เปิดเผยว่า เบื้องหลังการเปิดตัว HELIX Platform ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อรีแบรนด์ แต่คือผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีการควบรวม 4 บริษัทในกลุ่มเข้าด้วยกันภายใต้แบรนด์เดียว (Single Brand) คือ UIH ซึ่งประกอบไปด้วย
เบญจ ระบุว่า การรวบทั้ง 4 ยูนิต หรือ 4 เลเยอร์ของบริการดิจิทัลนี้เข้าด้วยกัน มีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนและให้บริการร่วมกันแบบทีมเดียว (Single Team) ซึ่งจะช่วยให้ง่ายขึ้นทั้งสำหรับตัวบริษัทเองและลูกค้า ถือเป็นการทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจ จากการเป็นผู้ให้บริการ (Service Provider) แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้คนจำนวนมากมาเป็นการนำระบบทั้งหมดรวมไว้บน "แพลตฟอร์ม" เดียวกัน ทำให้สามารถกระจายโซลูชันและบริการมาตรฐานระดับโลกจากพาร์ทเนอร์ให้กับกลุ่มลูกค้าทุกระดับ รวมถึง SMEs ที่มีงบประมาณจำกัดได้ในต้นทุนที่ถูกลงและไม่ต้องลงทุนทีมขนาดใหญ่เพิ่ม
“ความท้าทายของธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คือ การบริการที่ ‘คนไม่เห็น’ โซลูชันทุกอย่างอยู่หลังบ้าน"
เบญจ อธิบายว่า ปัจจุบันหลายองค์กรยังคงเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านระบบเดิมสู่ระบบใหม่ จากความซับซ้อนของเทคโนโลยี (Technology Layer) หรือแม้แต่ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบไอทีทั่วไปที่การให้บริการเทคโนโลยีต่างๆ แบบแยกส่วน การประสานงานหลายทีมและมาตรฐานที่กระจัดกระจายได้กลายเป็นปัญหาใหญ่
“HELIX Platform” จึงถูกพัฒนาขึ้นบนแนวคิด Intent-Based Infrastructure ที่จะใช้ Data และ AI เป็นศูนย์กลางเพื่อบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานแบบ End-to-End อยู่บนแพลตฟอร์มเดียว ลดการประสานงานหลายผู้ให้บริการ เพิ่มระบบที่เป็นอัตโนมัติในระดับสากล สร้างเสถียรภาพให้กับระบบปฏิบัติการ พร้อมปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับโฟกัสของธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ โดย UIH จะเป็น Digital Infrastructure Partner ที่ช่วยเชื่อมต่อและจัดการระบบทุกอย่างให้ลูกค้าพร้อมใช้งาน ประกอบด้วย 5 บริการสำคัญ ได้แก่
สำหรับมุมมองเรื่องการปรับตัวทางดิจิทัลและดีมานด์ในการปรับเปลี่ยนระบบของผู้ใช้งาน เบญจ มองว่า ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (Exponential) โดยมีปัจจัยและเงื่อนไขที่สำคัญ ได้แก่
จุดนี้ UIH จึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ ตั้งแต่การทำ Security by Design แก้ปัญหาเรื่องต้นทุนความปลอดภัยที่สูงลิ่วด้วยการนำระบบ Security พื้นฐานมาครอบบนโครงสร้างพื้นฐานของบริการทั้งหมด ทำให้ต้นทุนถูกลง และรับประกันว่าลูกค้าทุกระดับรวมถึง SMEs จะได้รับการป้องกันความปลอดภัยในระดับพื้นฐาน
ความได้เปรียบด้านสเกลการให้บริการที่ครอบคลุม (Economy of Scale) ของ UIH แทนที่องค์กรจะต้องใช้เงินหลักล้านซื้อเซิร์ฟเวอร์ วางระบบอินเทอร์เน็ต และจ้างทีมที่ดูแลด้านความปลอดภัยของระบบเองทั้งหมด UIH นำระบบเหล่านี้มาไว้ตรงกลาง ทำให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้นและสามารถจ่ายเป็นแบบรายเดือน (Subscription) ได้เลย ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทำให้การเริ่มต้นใช้ AI คุ้มทุนง่ายขึ้น
"ถ้าเปรียบเทียบว่ากำลังสร้างเมืองอัจฉริยะ บริการเครือข่ายของ UIH คือ การสร้างรถไฟฟ้าที่วิ่งตรงไปยังจุดหมาย (Point-to-Point) ไม่ต้องไปแย่งพื้นที่ถนนกับใคร เราวางตัวคนสร้างเมืองดิจิทัลที่ดูแลระบบพื้นฐานให้ทั้งหมดให้เบ็ดเสร็จเพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับความซับซ้อนหลังบ้าน และสามารถนำเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาจุดแข็งทางธุรกิจของตนเองได้อย่างเต็มที่”
ฐานลูกค้าหลักของ UIH ที่ปัจจุบันครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจ B2B (Business-to-Business) และ B2G (Business-to-Government) โดย B2B มีตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ (Large Enterprise) และบริษัทข้ามชาติ เพราะพื้นฐานธุรกิจของกลุ่มมาจาก Connectivity Service ดังนั้นองค์กรที่มีหลายสาขา มักจะเป็นผู้ใช้งานบริการกับทาง UIH อยู่แล้ว
โดยสัดส่วนลูกค้าเป็นลูกค้าในไทย 85% และต่างประเทศ 15% โดยตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นจากเทรนด์การตั้ง Data Center ในไทย และบริการเชื่อมต่อข้อมูลข้ามประเทศ (Border to border) เชื่อมต่อข้อมูลรับจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านไทยไปยังประเทศที่สาม เช่น สิงคโปร์ ซึ่ง UIH เป็นผู้ให้บริการที่ช่วยเชื่อมต่อระบบแบบ Point-to-Point
ด้านโครงสร้างรายได้แบ่งเป็น กลุ่ม Network สัดส่วนรายได้หลักอยู่ที่ 70% ซึ่งตลาดกลุ่มนี้ค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว การเติบโตจึงเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) การใช้งานของลูกค้า รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการ OTT สตรีมมิ่งอย่าง Disney, Netflix ที่ต้องใช้แบนด์วิดท์ส่งข้อมูลไปถึงมือถือหรือทีวีที่บ้านด้วย และอีกกลุ่ม คือ Non-network (Cloud, Security, Application) เป็นกลุ่มที่ตลาดกำลังเติบโตสูง (Security โต 20-30%, Cloud โต 40-50%) โดย UIH ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ในกลุ่ม Non-network นี้ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 40% เพื่อรักษาอัตราการเติบโตควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ คือ ภาพรวมของการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของ UIH จากผู้ให้บริการแบบดั้งเดิม สู่การเป็น Platform-Driven Managed Services Provider ที่ออกแบบเส้นทางการเปลี่ยนภาพทางดิจิทัลให้ลูกค้าได้ทั้งภาพใหญ่และภาพลึกในจุดเดียว ทำให้ Digital Infrastructure ไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นแพลตฟอร์มสร้างความได้เปรียบ ช่วยให้องค์กรไทยเดินเข้าสู่ยุคดิจิทัล ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -