
ฮ่องกงไฟเขียว เปิดทางสองยักษ์ธนาคาร HSBC - Standard Chartered ให้ใบอนุญาต “ผู้ออก Stablecoin” เป็นครั้งแรก นำร่องออกโทเคนดิจิทัลผูกกับเงินดอลลาร์ฮ่องกงแบบ 1:1 ตั้งเป้าเป็นฮับคริปโตฯ และลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐในการชำระข้ามพรมแดน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Hong Kong Monetary Authority องค์การเงินตราฮ่องกง หรือธนาคารกลางฮ่องกง ได้อนุมัติใบอนุญาต “ผู้ออก Stablecoin” เป็นครั้งแรก โดยมอบให้กับ HSBC Holdings และ Anchorpoint ซึ่งบริษัทที่เกิดจากความร่วมมือของ Standard Chartered, Hong Kong Telecommunications และ Animoca Brands บริษัทเกมและผลิตภัณฑ์บนบล็อกเชน
เป็นการเปิดทางให้สองธนาคารยักษ์ สามารถออกโทเคนดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับเงินดอลลาร์ฮ่องกงแบบ 1:1 บนระบบบัญชีแบบกระจายศูนย์สาธารณะ โดยหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตคาดว่าจะสามารถออก Stablecoin ได้ในช่วงกลางปีถึงครึ่งหลังของปี 2026 หลังจากดำเนินการเตรียมความพร้อมเสร็จสิ้น
ใบอนุญาตใหม่เหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ฮ่องกงพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศในปี 2022 ว่าต้องการผลักดันเมืองให้เป็นศูนย์กลางคริปโตฯ ระดับโลก โดย Securities and Futures Commission ได้เริ่มออกใบอนุญาตให้กับศูนย์ซื้อขายคริปโตฯ มาตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่กฎเกณฑ์สำหรับ Stablecoin ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ HKMA ก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
ภายใต้กรอบของฮ่องกง ผู้ออก Stablecoin จำเป็นต้องถือครองเงินสำรองเทียบเท่า 100% ของมูลค่าเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ทั้งหมด และไม่ว่าจะเป็นการออก Stablecoin ภายในฮ่องกง หรือ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์ฮ่องกงไม่ว่าจะออกที่ใดในโลก ก็จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตจาก HKMA
ความพยายามในการกำกับดูแลการออก Stablecoin กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายเพื่อควบคุมสินทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่งยิ่งเร่งให้ประเทศอื่น ๆ ต้องออกกฎเกณฑ์เพื่อดูแลคริปโตฯ ประเภทนี้มากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินเตือนว่า Stablecoin อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบได้
ท่าทีของฮ่องกงแตกต่างจากกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา People’s Bank of China ได้ออกแถลงการณ์ห้ามการออก Stablecoin ที่อิงกับเงินหยวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เคยทั้งเตือนถึงความเสี่ยงของ Stablecoin แม้จะยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้อาจปฏิวัติระบบการเงินระหว่างประเทศได้
นับตั้งแต่ปี 1983 ค่าเงินของฮ่องกงถูกตรึงกับดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นในมุมมองของจีนเกี่ยวกับด้านภูมิรัฐศาสตร์ของ Stablecoin ในฮ่องกง จึงเป็นเรื่องศักยภาพในการ “ลดการพึ่งพาดอลลาร์” ในการค้าระดับภูมิภาคของเอเชีย เนื่องจากปัจจุบัน ความต้องการดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกประมาณ 40% เกิดจากการที่มันถูกใช้เป็นตัวกลางในการค้าระหว่างประเทศที่สกุลเงินของทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการซื้อขายกันโดยตรงในปริมาณมาก เทคโนโลยีจึงอาจเป็นหนทางที่จะหลุดพ้นจากการพึ่งพานี้ได้ในที่สุด
ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ระบบเดิมจะกำหนดให้เงินดอลลาร์ฮ่องกงต้องถูกแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อน แล้วจึงแปลงเป็นเงินสกุลอื่น ธนาคารที่เกี่ยวข้องก็จะบวกส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน เก็บค่าธรรมเนียมสูง และยังไม่สามารถโอนเงินให้เสร็จภายในวันเดียวได้
เพราะฉะนั้น ในโครงสร้างใหม่ ความฝืดและต้นทุนจำนวนมากจะถูกตัดออกไป ในทางทฤษฎี ร้านค้าใน Mong Kok สามารถจ่ายเงินเป็นดอลลาร์ฮ่องกงในรูปแบบ Stablecoin (เช่น HKDAP ของ Anchorpoint) ได้โดยตรง
ยกตัวอย่างเช่น เบื้องหลัง Ant Group จะใช้แพลตฟอร์มบล็อกเชน Whale เป็นตัวแปลค่าเงิน โดยล็อก HKDAP ไว้ในฮ่องกง และกระตุ้นให้เกิดการจ่ายเงินบาททันทีจากเงินสำรองในกรุงเทพฯ ธุรกรรมจึงถูกชำระโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบ SWIFT และไม่ต้องพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ
Andy Mukherjee คอลัมนิสต์ของ Bloomberg วิเคราะห์ว่า ต่อจากนี้ทางการจีนจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า HSBC และ Standard Chartered จะดำเนินการอย่างไร ก่อนที่จะอนุญาตให้มีการทดลองในจีน หาก Stablecoin เหล่านี้สามารถนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันและการค้าระดับภูมิภาคได้จริง มันอาจกลายเป็นโมเดลที่นำไปใช้กับ “เงินเอกชนที่อิงกับหยวน” ได้ในอนาคต
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney