
โครงการน่านแซนด์บอกซ์มุ่งเน้นการเชื่อมโยงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับการสร้างอาชีพ การศึกษา และสาธารณสุข เพื่อให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน
การฟื้นฟูป่าจะเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนอย่างไร หากคนในพื้นที่ยังต้องเผชิญโจทย์ปากท้อง?
“น่านแซนด์บอกซ์” จึงเป็นหนึ่งในโมเดลที่นำความร่วมมือของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน มาเชื่อมการดูแลทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับการสร้างอาชีพเพื่อให้การรักษาป่าและคุณภาพชีวิตของคนเดินหน้าไปด้วยกัน
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย นำเสนอแนวทางดังกล่าวในงาน “Asia’s Philanthropic Future: Catalyzing Growth and Partnership” ซึ่งมูลนิธิกสิกรไทยร่วมกับคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในฐานะงานคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยมีผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำองค์กรการกุศล และผู้บริหารภาคธุรกิจเข้าร่วมกว่า 100 คน
โดยบนเวทีนี้ชวนมองบทบาทของการกุศลให้กว้างกว่าการบริจาคเงิน โดยนำทั้งทุน ความเชี่ยวชาญ เครือข่ายธุรกิจ และความสัมพันธ์กับชุมชน มาช่วยแก้ปัญหาสังคมและสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว
นายบัณฑูรนำเสนอว่า โครงการน่านแซนด์บอกซ์ใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจเข้ามาสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงการฟื้นฟูผืนป่าเข้ากับการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงการศึกษาของเยาวชนและการดูแลสุขภาพของคนในพื้นที่
แนวทางดังกล่าวทำให้การแก้ปัญหาการบุกรุกป่าเชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยโครงการถูกนำเสนอในฐานะต้นแบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศได้
อีกความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดน่าน คือการนำร่องจัดทำ “บัญชีทุนธรรมชาติ” ระหว่างธนาคารโลก มูลนิธิกสิกรไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.
ทั้งนี้ นายเฉิน กว่างเจ๋อ รองประธานฝ่าย Planet กลุ่มธนาคารโลก ได้กล่าวถึงความร่วมมือสำคัญระหว่างธนาคารโลก มูลนิธิกสิกรไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการนำร่องจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Accounting) ในจังหวัดน่าน “งานการกุศลมีศักยภาพเฉพาะตัวในการทดลองสิ่งใหม่ บ่มเพาะความสัมพันธ์กับชุมชน และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการดึงดูดเงินทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในวงกว้างยิ่งขึ้น” นายเฉินกล่าว
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาระดับสูง โดยได้รับเกียรติจาก นายอาร์ตูโร ฟรังโก ผู้อำนวยการสำนักงานกลยุทธ์กลุ่ม ธนาคารโลก ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) NG Boon Heong กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิเทมาเส็ก และ Siti Kamariah Ahmad Subki กรรมการผู้จัดการและทรัสตี มูลนิธิยาซัน ฮาซานาห์ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า คุณค่าที่แท้จริงของงานการกุศลนั้นไปไกลกว่าการให้ทุน โดยอยู่ที่การนำสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น เครือข่ายของภาคธุรกิจและความไว้วางใจจากชุมชน มาใช้ประสานทรัพยากรและหนุนเสริมการดำเนินงานของภาครัฐ นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังสรุปว่า การต่อยอดโครงการนำร่องในระดับท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จไปสู่แนวทางแก้ไขในระดับระบบอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่เนิ่น ๆ ระหว่างภาคเอกชน ชุมชน และภาครัฐ เพื่อวางแนวทางการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่เป็นไปได้จริง
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย กล่าวว่า เจตนารมณ์ที่ดีจะสร้างผลลัพธ์ได้กว้างไกลยิ่งขึ้น เมื่อมีระบบที่ดีคอยสนับสนุน และจากการดำเนินงานของมูลนิธิกสิกรไทย ผสานความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย เรากำลังนำองค์ความรู้ระดับภูมิภาคเข้ามาสู่การหารือที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศ พร้อมนำศักยภาพและเครือข่ายที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มาร่วมแก้ไขความท้าทายที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย
ด้าน ดร. กาเบรียล เหลียง ผู้อำนวยการ Institute of Philanthropy และนายอิชิโร คาบาซาวะ กรรมการบริหาร มูลนิธินิปปอน ในฐานะประธานร่วม (Co-Convenors) ของคณะกรรมาธิการฯ ได้ร่วมเน้นย้ำถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ร่วมกันและเครือข่ายความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคที่คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชียได้สร้างขึ้น รวมถึงแนวทางที่สิ่งเหล่านี้จะช่วยหนุนเสริมให้ความร่วมมือและการลงมือปฏิบัติทั่วเอเชียเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ในการปาฐกถาพิเศษ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอประเด็นความต้องการด้านการพัฒนาของประเทศ (Demand Side) ซึ่งเป็นด้านที่ความร่วมมือเพื่อสาธารณกุศลมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรักษาธรรมชาติและพัฒนาชุมชนฐานราก ซึ่งเป็นด้านที่เงินทุนภาคเอกชนที่มีความยืดหยุ่นและมุ่งสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว สามารถช่วยต่อยอดและขยายผลโครงการริเริ่มของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และหน่วยงานด้านนวัตกรรม จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการสนับสนุนเพื่อสาธารณกุศลให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพและการสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง
ขณะที่ ดร. เซียว ลี่หมิง เลขาธิการ Tencent Charity Foundation ได้ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลหลักมาใช้เชื่อมโยงชุมชนและลดต้นทุนของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นของสังคมในระยะยาว ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และองค์กรทางสังคม
ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวรายงานฉบับเฉพาะกาล (Interim Report) ของคณะกรรมาธิการฯ ฉบับภาษาไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเงินทุนเพื่อการกุศลในภูมิภาคที่จะช่วยสนับสนุนวาระการพัฒนาแห่งชาติ
โดยจากการประมาณการของคณะกรรมาธิการ พบว่ายอดเงินบริจาคภายในเขตอำนาจรัฐภายในขอบเขตของคณะกรรมาธิการมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท) ณ ปี 2567 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35 ล้านบาท) ภายในทศวรรษข้างหน้า
นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลและแนวปฏิบัติ (playbook) ภายใต้บริบทของประเทศและเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคให้แก่ผู้กำหนดนโยบายและองค์กรการกุศลของไทย เพื่อให้การบริจาคเพื่อการกุศลสามารถสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาของประเทศได้ดียิ่งขึ้น
โจทย์ของการกุศลในเวทีนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การระดมทุน ไปจนถึงการออกแบบความร่วมมือ เพื่อให้โครงการที่ได้ผลในระดับชุมชนมีทั้งทรัพยากรและแรงสนับสนุนเพียงพอที่จะเดินหน้าต่อในระยะยาว