
GDP ไทยเสี่ยงหาย 5-14% รัฐเร่งเกมลงทุน 2 ล้านล้าน แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม ด้านยักษ์ใหญ่ “การบินไทย-ปตท.-SCG” วางแผนรับมือ ตั้งแต่เครื่องบิน-พลังงาน-โรงงาน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เรื่อง Climate Change ขยับจากโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม มาเป็น โจทย์เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน อย่างเต็มตัว หลังจากเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำเพียง 2.2% ต่อปี ขณะที่การจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ต้องรักษาการเติบโตในระดับราว 5% ต่อปี
และ ท่ามกลางโจทย์การเติบโตที่ยากขึ้น ไทยยังต้องรับมือกับน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด การขาดแคลนน้ำ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ผลกระทบจาก Climate Change อาจทำให้ GDP ไทยลดลง 5-14% ภายในปี 2050
นี่จึงทำให้คำถามของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “จะลดคาร์บอนหรือไม่” เป็น “จะลงทุนเปลี่ยนผ่านอย่างไร และใครจะเป็นคนจ่าย”
ในงาน The Bangkok Business Summit 2026 บนเวที BUILDING RESILIENCE : การขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งการเติบโตยุคใหม่ของไทย ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่จึงมาร่วมกันตอบโจทย์เดียวกันว่า เมื่อไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการลงมือทำจริงในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ภาคธุรกิจต้องเตรียมตัวอย่างไร
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม วางภาพใหญ่ของเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า Climate Change กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
“ราคาที่ต้องจ่ายจากการไม่ทำเลย แพงมาก อาจจะสูญ GDP ไปมากกว่า 5-14%”
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การ ปกป้อง GDP และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลังจากไทยเองกำลังขยับเป้าหมาย Net Zero มาอยู่ที่ปี 2050 ตามทิศทาง NDC 3.0 ซึ่งกำหนดเส้นทางให้ไทยมุ่งสู่ Net Zero ในปีดังกล่าว แต่เป้าหมายจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้หากไม่มีเงินลงทุน
“ถ้าไทยอยากไปถึงเป้าให้ได้ เราจะต้องลงทุน 2 ล้านล้านบาท ระดมทุนทั้งจากเอกชนและงบของรัฐ”
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การสร้างกลไกให้เงินไหลเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ทั้ง Carbon Tax, ETS, Carbon Credit และ Climate Fund รวมถึงการใช้ Carbon Finance เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังผลักดันกรอบกฎหมายและกลไกตลาด เพื่อให้การลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่โครงการแยกส่วนของแต่ละบริษัท
สำหรับ การบินไทย การเปลี่ยนผ่านเห็นภาพชัด เพราะธุรกิจต้องรับมือกับทั้งต้นทุนพลังงาน กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่พร้อมกัน
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินอยู่กับมาตรฐานด้านการปล่อยคาร์บอนมานาน และแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“จุดสำคัญที่สุดคือพลังงาน เราต้องใช้เชื้อเพลิงที่ลดคาร์บอนมากขึ้น”
ทางเลือกของการบินไทยมีตั้งแต่ เครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมัน 20-30% การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการ การใช้ SAF ไปจนถึงการบริหาร Carbon Credit แต่การเปลี่ยนผ่านมีต้นทุน เครื่องบินรุ่นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่กำลังการผลิตเครื่องบินยังไม่ทันกับความต้องการ ทำให้สายการบินอาจต้องใช้งานเครื่องบินรุ่นเดิมต่อไป
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนวันนี้เพียงอย่างเดียว เพราะ ราคาพลังงานและราคาคาร์บอนเครดิตคาดการณ์ได้ยาก ทำให้การวางแผนต้นทุนระยะยาวซับซ้อนขึ้น
นี่คือเหตุผลที่การบินไทยวางยุทธศาสตร์ THAI Carbon Readiness Journey ตั้งแต่ MEASURE , REDUCE , TRANSITION , MANAGE และ ENGAGE โดยกลไกจะเริ่มจากสร้างฐานข้อมูลคาร์บอน Scope 1–3 ให้เป็นระบบเดียวกัน ไปสู่ ลดการปล่อยจากการปฏิบัติการ , เพิ่มการใช้ SAF , บริหาร Carbon Liability และ CORSIA ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนแก่ผู้โดยสารและแนวคิดเรื่อง Carbon Charge
นอกจากนี้ ยังใช้แนวคิด Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสียและการใช้ทรัพยากร สอดคล้องกับข้อมูลของการบินไทยที่ระบุถึงการปรับปรุงฝูงบินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการทำ Route Optimization เพื่อลดการใช้น้ำมันร่วมด้วย
ถ้าการบินไทยกำลังปรับธุรกิจจากภายใน ปตท.ก็กำลังขยับไปอีกขั้น ด้วยการสร้างพื้นที่ทดลองระบบเศรษฐกิจใหม่เรื่องนี้ รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดภาพ I-SPARK ซึ่งเป็นโมเดลลักษณะ Sandbox ขนาดใหญ่ในพื้นที่ มาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อเป้าหมายคือทดลองการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นจริงในระดับ Commercial Scale
แผน I-SPARK ช่วงปี 2026 - 2035 ระบุเงินลงทุน 2-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเป้าหมายลด GHG 3-9 ล้านตัน CO₂e แต่คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1-3 พันล้านดอลลาร์ และสร้างงานกว่า 13,000 ตำแหน่ง
โดยรายละเอียดของโมเดลนี้วางไว้ 3 ด้าน
แนวคิดของ ปตท.น่าสนใจตรงที่ การลดคาร์บอนถูกวางให้เป็นเรื่องของการลงทุนและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ไปพร้อมกัน เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซ แต่ต้องการให้พื้นที่นี้กลายเป็นต้นแบบที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น
อีกโจทย์หนึ่งมาจาก ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนความจริงของอุตสาหกรรมหนักว่า การมีเทคโนโลยีลดคาร์บอนยังไม่เพียงพอ หากตลาด กฎระเบียบ และ Supply Chain ยังไม่พร้อม
โดย SCG เริ่มทดลองผลิตซีเมนต์คาร์บอนต่ำมาก่อนหน้านี้หลายปี แต่พบปัญหาสำคัญคือ ลูกค้ายังไม่เกิดความเชื่อมั่น และตลาดยังไม่มีแรงส่งมากพอ จากนั้นจึงต้องขยับจากการเปลี่ยน “สินค้า” ไปสู่การสร้าง Ecosystem นำไปสู่แนวคิด Saraburi Sandbox และ 4P
“งานของเรา คือการทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้ ไปพร้อมกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน”
กรณีของ SCG จึงสะท้อนว่า บริษัทเดียวลดคาร์บอนไม่ได้ หากกติกา ตลาด เงินทุน และคู่ค้าไม่เดินไปพร้อมกัน
ภาพสุดท้ายจาก Marc Forni ผู้เชี่ยวชาญหลักด้านการรับมือและฟื้นฟูของเมือง ธนาคารโลก ทำให้โจทย์นี้ชัดขึ้นอีกขั้น เพราะแม้ตลาดจะมี Green Bond และธนาคารมีเงินพร้อมปล่อยกู้ แต่คำถามสำคัญคือ เงินกำลังถูกส่งไปแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่
“มีเงิน ธนาคารพร้อมปล่อย สำหรับโปรเจ็กต์ใหญ่ เช่น Green Bond แต่ปัญหาคือ มันแก้ตรงปัญหาไหม”
ปัญหาที่เขามองเห็นอยู่ที่โครงสร้างรอบโครงการ ตั้งแต่นโยบายระยะยาวที่ไม่แน่นอน กระบวนการที่ซับซ้อน การวัดผล ไปจนถึงการพิสูจน์ว่าโครงการมีความคุ้มค่ามากพอให้เงินทุนเข้ามา เรื่องนี้สอดคล้องกับโจทย์ใหญ่ของไทย เพราะธนาคารโลกระบุว่า ไทยต้องการเงินลงทุนด้าน Climate เพิ่มอีก 7.1 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า และเงินภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องระดมทุนจากภาคเอกชนและระบบการเงินเข้ามาช่วย
สิ่งที่เวทีนี้สะท้อนออกมาจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยต้องลดคาร์บอนให้ได้ตามเป้าหมาย แต่คือ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้นทุนของการไม่ปรับตัวเริ่มมีราคาให้เห็น จากวิกฤตภัยธรรมชาติต่างๆ จึงเป็นทางเลือกครั้งสำคัญ ว่า ไทยต้องจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนผ่านวันนี้ หรือจะยอมเสี่ยงจ่ายแพงกว่านั้นจากการไม่ทำอะไรเลย
เพราะในโลกที่คู่ค้า นักลงทุน และกติกาการค้าเริ่มให้ความสำคัญกับ Carbon มากขึ้น การลดคาร์บอนจึงเริ่มเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ต้นทุนการผลิต ตลาดส่งออก เงินลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทย และนี่อาจเป็นเหตุผลที่คำว่า Net Zero 2050 กำลังเปลี่ยนความหมาย จาก “เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม” ไปเป็น โจทย์เศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้นั่นเอง.
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px 'Helvetica Neue'} span.s1 {text-decoration: underline} span.s2 {font: 13.0px '.ThonburiUI'}
อ่านข่าวกลยุทธ์ความยั่งยืน EGS การเงินสีเขียว และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/sustainability
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney