
สภาพอากาศแปรปรวน ภัยพิบัติทางธรรมชาติทวีความรุนแรง คุณภาพอากาศปนเปื้อนฝุ่น PM 2.5 ที่ทุกลมหายใจสูดเข้าไปสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต้องหวนกลับมาทะนุถนอมโลกให้น่าอยู่ขึ้น
มีการนำ “คาร์บอนเครดิต” มาใช้เป็นกลไกทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนการรักษาสิ่งแวดล้อม ใครลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน จะได้รับเครดิต ส่วนใครลดไม่ได้ก็มีกลไกให้สามารถซื้อเครดิตจากคนที่ปลูกป่า อนุรักษ์ผืนป่า เพื่อนำพาองค์กรเดินหน้าสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) เพราะจากนี้ไปภาคธุรกิจต้องมีหลักฐานพิสูจน์ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริง ไม่ใช่ฟอกเขียว จึงจะทำมาค้าขายได้ในระดับโลก เป็นที่รักของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ในฐานะองค์กรขนาดใหญ่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ริเริ่มโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว “Reforest Tokenization” นำร่องกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ยกระดับ “ทุนธรรมชาติ” (Natural Capital) ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกเชื่อมโยงคุณค่าที่เกิดจากการฟื้นฟูและดูแลผืนป่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เริ่มต้นบนพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ในเชียงใหม่ เชียงราย และตาก ประมาณการณ์คาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ชุมชนที่จะได้รับประโยชน์ 2,000 ครัวเรือน พัฒนาต้นแบบการสร้างคุณค่าจากการอนุรักษ์ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน ต่อยอดสู่การพัฒนาทุนธรรมชาติของประเทศ โดยคาร์บอนเครดิตจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนขยายสู่การสร้างมูลค่าจากทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และคุณค่าที่เกิดจากชุมชนผู้ดูแลผืนป่า
ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือซีพี กล่าวว่า การอนุรักษ์ป่าในอนาคตจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ให้คนที่อยู่กับป่ามีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร นี่คือที่มาของแนวคิด Reforest Tokenization ยกระดับผืนป่าให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Natural Capital “ป่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ได้ 31% เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืด 75% ของโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบก 80% และประชากรที่ยากจนที่สุดของโลก 90% ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยกัมพูชาสูญเสียพื้นที่ป่า 42% ลาว 9.5% เมียนมา 3.9% และไทย 2.9% โดยแม้ไทยจะรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่า แต่เป้าหมายไม่ใช่เพียงการรักษา หากต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ยังเป็นความท้าทายสำคัญ”
“จากประสบการณ์การลงพื้นที่จังหวัดน่านร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผมได้เรียนรู้ว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน หากชุมชนยังมีรายได้ไม่เพียงพอ แรงกดดันต่อผืนป่าก็จะยังคงอยู่ วันนี้โลกมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกที่สะท้อนคุณค่าของการดูดซับคาร์บอน แต่ความจริงป่ายังมีคุณค่าอีกมาก ทั้งการรักษาต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า และการดูแลชุมชน Reforest Tokenization จึงเป็นการนำคุณค่าเหล่านี้มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน สร้างแรงจูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ ขณะที่รายได้จะกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลผืนป่า เปลี่ยนผืนป่าให้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่า สร้างอาชีพที่มั่นคง ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการประกอบกิจกรรมที่ทำลายทรัพยากร”
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของชีวิตคนในชุมชน ที่เสมือนเป็นกำแพงด่านหน้าคอยเผชิญกับวิกฤติต่างๆ หากพวกเขาอยู่ไม่ได้ ธรรมชาติย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน เราจึงควรมีการคำนวณต้นทุนในการทำธุรกิจใหม่ ที่คำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติ “หลักในการทำธุรกิจใหม่ต้องไม่มุ่งเน้นเพียงเฉพาะผลกำไร แต่มองภาพการเติบโตของชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อยากชวนทุกคนให้คำนึงถึง “ต้นทุนของการไม่ทำอะไร” (Cost of Inaction) ว่าจะสูงกว่าเมื่อทรัพยากรธรรมชาติล่มสลาย และวิกฤตินั้นจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาหาภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่หรือไม่”
ทั้งนี้ ซีพีได้วาง Roadmap ปี 2569-2573 ตั้งเป้าพัฒนากลไก Reforest Tokenization ให้เชื่อมข้อมูลการฟื้นฟูป่า การกักเก็บคาร์บอน และผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในปีแรก 2569 จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่ามูลนิธิแม่ฟ้าหลวง จำหน่ายบนแอปพลิเคชัน TrueMoney เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริจาคเงินเพื่อร่วมสนับสนุนดูแลป่าได้อย่างง่ายๆ เลือกแพ็กเกจได้ตามต้องการ ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิ์ใช้งานทันที หรือ Instant Redeem โดยในระยะเริ่มต้น จะยังไม่มีการถือครองเหรียญหรือโทเคนในกระเป๋าตังค์ดิจิทัล (Digital Wallet) แต่ระยะต่อไปจะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภายใต้โมเดลนำร่องดังกล่าวประเมินว่า หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือน ดูแลพื้นที่ป่าราว 10,000–20,000 ไร่ จะสามารถมีรายได้จากการอนุรักษ์ 10,000–15,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ควบคู่กับการปลูกพืชมูลค่าสูง ก็จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การรักษาป่า เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยและภูมิภาค.
ศุภิกา ยิ้มละมัย
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม