ถอดบทเรียนซีรีส์ “ทนายปีศาจ” เมื่อช่องโหว่กฎหมาย กลายเป็น “สินค้าพรีเมียม”  ที่คนจนจ่ายไม่ไหว

Sustainability

ESG Strategy

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Tag

ถอดบทเรียนซีรีส์ “ทนายปีศาจ” เมื่อช่องโหว่กฎหมาย กลายเป็น “สินค้าพรีเมียม” ที่คนจนจ่ายไม่ไหว

Date Time: 16 มิ.ย. 2569 09:34 น.

Video

แก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริงไหม? เจาะลึกเงินกู้ 4 แสนล้าน กับ กรณ์ - ศิริกัญญา | Money Issue EP.61

Summary

ชวนตกผลึก ซีรีส์ “ทนายปีศาจ” สะท้อนความบิดเบี้ยวของระบบยุติธรรมไทยที่เอนเอียงตามทุนทรัพย์ โครงสร้างอุปถัมภ์นี้สร้างต้นทุนมหาศาล ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน และฉุดรั้งเศรษฐกิจประเทศ ย้ำชัดความยุติธรรมคือรากฐานสำคัญที่ไม่ควรถูกซื้อด้วยเงิน

Latest


“เมื่อต้องกลายเป็นแพะในคดีอาชญากรรมสุดโหดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ทนายหนุ่มจึงต้องฝากชีวิตไว้ในกำมือของทนายจำเลยผู้เลือดเย็น เพื่อล้างมลทินและเปิดโปงความจริง”

ในยุคที่คอนเทนต์ไทยกำลังเติบโตบนแพลตฟอร์มระดับโลก ซีรีส์ดราม่ากฎหมายสัญชาติไทยอย่าง “ทนายปีศาจ” (The Evil Lawyer) ทาง Netflix ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ด้วยการพาคนดูเข้าห้องพิจารณาคดีเพื่อตีแผ่ความจริงของสังคมแบบไม่โลกสวย

โดยเป็นผลงานการกำกับของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ร่วมกับสองครีเอเตอร์ แซม-จักริน เทพวงค์ และ ซัน-ทรงพล จันทรสม ซึ่งตัวโปรเจกต์ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากโครงการ Content Lab ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ประจำปี 2566

ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือ ทีมงานใช้เวลารีเสิร์ชข้อมูลคดีจริงยาวนานถึง 5 ปีเต็มเพื่อถ่ายทอดบรรยากาศและการสู้คดีในศาลไทยให้ออกมาสมจริงและดูสนุกที่สุด แต่หากเรามองลึกลงไปในแง่มุมของ เศรษฐศาสตร์และการเงิน ฉากหลังของคดีความและตัวละครในเรื่อง ได้สะท้อนภาพกลไกที่บิดเบี้ยวในสังคมไทย ซึ่งมี “ต้นทุน” และ “มูลค่า” ที่ต้องจ่ายในราคาแพงมหาศาล

เพราะในโลกความจริง... ตาชั่งของระบบยุติธรรมอาจไม่ได้เอียงตามข้อเท็จจริง แต่กำลังเอียงตามขนาดของกระเป๋าสตางค์

เมื่อความรวยซื้อความยุติธรรมได้ ราคาจ่ายของชนชั้นบน vs ชนชั้นล่าง

ในซีรีส์ เราได้เห็นประเด็นหนักๆ ในสังคม อย่างเช่น กรณีการขโมยศพเด็กเพื่อนำไปทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ แต่ทนายปีศาจกลับบอกไม่ผิดและพลิกประเด็นสู้ด้วยเหลี่ยมกฎหมายจนกลายเป็นว่า เด็กที่คลอดออกมานั้นไม่ได้เรียกว่า “ศพ” แต่เรียกว่า “ซาก” เพราะเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่ออกมาจากครรภ์มารดา ซึ่งการนิยามความหมายทางกฎหมายในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตะลึงในชั้นศาล แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ “เทคนิคเหนือข้อเท็จจริง” เพื่อรับใช้กลุ่มผลประโยชน์

รวมถึงการตีแผ่ความโสมมในกระบวนการยุติธรรม อย่างประเด็นแรงงานข้ามชาติที่แม้จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ก็ไม่มีใครเหลียวแลหรือสืบหาความจริง เพราะพวกเขาเป็นเพียงคนชายขอบที่ไม่มีปากมีเสียงในระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนนรกบนเรือปัญหาการค้ามนุษย์ในเรือประมงไทย จนทำให้สหภาพยุโรป (EU) ออก “ใบเหลือง” เตือนไทยในปี 2015 เพื่อให้แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และกดดันให้มีการปฏิรูปกฎหมายประมงและระบบคุ้มครองแรงงานครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา รวมถึงการอุ้มหายที่เกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของผู้มีอิทธิพล

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อมนุษย์ถูกลดทอนคุณค่าให้เหลือเพียงแค่ “ฟันเฟือง”หรือ “สินค้า” ในระบบทุนนิยม ชีวิตของพวกเขาก็จะไม่มีมูลค่ามากพอที่รัฐจะหยิบยื่นความยุติธรรมให้

ความบิดเบี้ยวของโครงสร้างอุปถัมภ์นี้รุนแรงถึงขั้นที่ว่า ต่อให้คุณมีต้นทุนทางสังคมสูง แต่ถ้ากล้าขวางทางผู้มีอำนาจ ระบบก็พร้อมจะขยี้คุณได้เช่นกัน สะท้อนผ่านชะตากรรมของ ตัวละคร “เมฆ” (รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) ทนายหนุ่มสายขาวผู้ทำงานเพื่อสังคมและเป็นถึงลูกไม้หล่นใต้ต้นของผู้พิพากษาตงฉิน แต่เมื่อเขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าลูกชายของนายตำรวจยศใหญ่ทรงอิทธิพล แม้แต่คนที่มีต้นทุนทางสังคมสูงอย่างเขาก็ยังแทบเอาตัวไม่รอด จนต้องยอมหันไปพึ่งพากลยุทธ์สายดำของ “ทนายจิตตรี” (รับบทโดย หญิง รฐา)

ภาพความดิ้นรนของเมฆ สะท้อนคำกล่าวที่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” ได้เป็นอย่างดี หากกางสถิติในโลกความจริงดู จะพบตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือ เงินประกันตัวที่คนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง ข้อมูลจากกองทุนยุติธรรมระบุว่า อัตราเงินประกันตัวในคดีอาญาร้ายแรงของไทยเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 200,000 ถึง 500,000 บาทขึ้นไป 

รวมถึง ค่าทนายความ ในการต่อสู้คดีอาญาที่ซับซ้อนมีราคาตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท และสถิติล้นคุก ผู้ต้องขังในเรือนจำส่วนใหญ่นั้นอาจเป็นผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งบางกรณีต้องติดคุกเพียงเพราะ “ไม่มีเงินประกันตัว” ระหว่างสู้คดี

จึงไม่แปลกที่เมื่อระบบถูกออกแบบมาให้ความบริสุทธิ์มี “ราคา” ประชาชนคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำจึงไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะซื้อความยุติธรรมให้ตัวเองได้ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิจารณาคดีด้วยซ้ำ ดังที่เนื้อหาในซีรีส์กำลังสะท้อนให้เห็นผ่านจอแก้วนั่นเอง 

Time is Money ช่องว่างธุรกิจของทนายสายซิกแซ็ก

ทั้งนี้เนื้อหาของซีรีส์ไคลแม็กซ์อยู่ที่ จุดเด่นของตัวละคร "จิตตรี" คือการเป็นทนายสายเทาที่เก่งกาจเรื่องการใช้เทคนิคกฎหมายโน้มน้าว ต่อรอง และบั่นทอนความศรัทธาของฝ่ายตรงข้ามเพื่อพาคู่ความหลุดพ้นคดี

ในมุมมองทางธุรกิจ สิ่งที่จิตตรีทำคือการตอบโจทย์ “ต้นทุนด้านเวลา” เพราะกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักของไทย ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ ไปจนถึงศาล 3 ชั้น (ชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา) มักใช้เวลานานเฉลี่ย 3 - 5 ปี หรือมากกว่านั้น

สำหรับนักธุรกิจ คนมีเงิน หรือกลุ่มทุน การปล่อยให้คดีความยืดเยื้อหมายถึงความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ค่าเสียเวลา และความน่าเชื่อถือมหาศาล การยอมจ่ายเงินก้อนโตให้ทนายจิตตรีที่สามารถใช้ช่องโหว่จบเกมได้เร็วที่สุด จึงกลายเป็น “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ในโลกสีเทาที่ระบบราชการที่เชื่องช้าสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อระบบยุติธรรมพังทลาย “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ก็พังตาม

ความขัดแย้งหลักใน ทนายปีศาจ คือการปะทะกันระหว่างกลุ่มอิทธิพล (ทุน-ตำรวจ-ศาล) กับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม การที่คนมีเงินสามารถ “ซื้อทางรอด” ได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เรื่องความเจ็บช้ำน้ำใจของเหยื่อ แต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

รายงานระดับโลกอย่าง ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (CPI) หรือรายงานของ World Economic Forum (WEF) มักชี้ว่า ประเทศที่ขาดหลักนิติธรรม (Rule of Law) และระบบศาลไม่มีความอิสระ จะสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะไม่มีใครอยากเอาเงินมาเสี่ยงในประเทศที่หากเกิดข้อพิพาททางธุรกิจแล้วต้องสู้กับ “มาเฟียในเครื่องแบบ” หรือ “กลุ่มทุนที่มีเส้นสาย”

และเมื่อประชาชนหมดศรัทธาในระบบ มองว่าต่อให้ทำดีหรือเก่งแค่ไหนก็สู้คนมีเส้นสายไม่ได้ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงก็เลือกที่จะย้ายประเทศ ส่งผลลัพธ์เชิงลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว จนเกิดเป็น ภาวะสมองไหล (Brain Drain) นั่นเอง

ซีรีส์ “ทนายปีศาจ” จึงไม่ได้เพียงแต่มอบความสะใจให้คนดู แต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า "ความยุติธรรมคือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ" ที่สำคัญไม่แพ้ถนน รถไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต หากโครงสร้างพื้นฐานนี้ผุพังและเต็มไปด้วยช่องโหว่ เศรษฐกิจของประเทศก็ยากที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงและเท่าเทียม

ฉะนั้น “ทนายปีศาจ” ในเรื่องนี้ จึงอาจไม่ได้หมายถึงทนายที่มีจิตใจโหดเหี้ยมดั่งปีศาจ แต่เป็น “ทนายของปีศาจ” ผู้ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อรับใช้ระบบอุปถัมภ์ กลุ่มทุน และผู้มีอิทธิพลที่มีเงินมากพอจะซื้อความจริงในแบบที่ต้องการ 

หากประเทศต้องการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เติบโต และต้องการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่แค่การสร้างคอนเทนต์ระดับโลก แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมและกฎหมายให้มีความโปร่งใส เพราะตราบใดที่ตาชั่งยังคงเอียงตามสีของธนบัตร “ปีศาจในคราบผู้ทรงเกียรติ” ก็จะยังคงกัดกินเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด 

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทนายปีศาจ” แสดงให้เห็นถึงคอนเทนต์ไทยที่อย่างน้อยก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อม กระตุกต่อมคิดของสังคมในเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง brussels.thaiembassy , Netflix , สำนักงานกองทุนยุติธรรม , ไทยรัฐ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney