
งาน EARTH JUMP 2026 โดยกสิกรไทยและพันธมิตร มุ่งหนุน SME ทรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจสีเขียวผ่าน 4 แนวทาง พร้อมเวทีเสวนาสื่อมวลชนที่ร่วมสะท้อนบทบาทขับเคลื่อนความยั่งยืน เคียงคู่สังคมสู่ Net Zero
EARTH JUMP 2026 ปีที่ 4 งานฟอรัมใหญ่แห่งปีด้านความยั่งยืน จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ภายใต้ธีม A Bridge To Empowered Actions สนับสนุนให้ธุรกิจลงมือทำได้จริง แนะแนวทางให้ธุรกิจอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้ในโลกใหม่
รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า EARTH JUMP 2026 Empower Action” ที่จัดขึ้นโดยธนาคารกสิกรไทย ภายใต้ธีม A Bridge To Empowered Actions ได้จุดประกายและสร้างความพร้อมให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจและเปลี่ยนผ่านความท้าทายต่าง ๆ ไปสู่สังคมสีเขียว
ซึ่งการปรับตัวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจในฐานะฟันเฟืองสำคัญสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงรุกที่จะนำพาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนไปพร้อมกัน
ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ได้วางแนวทางในการให้ความช่วยเหลือและเคียงข้าง SME ครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก โดยเริ่มต้นจากสิ่งสำคัญที่สุดคือ การให้ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามมาด้วยโซลูชันต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังมีการให้คำปรึกษา เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนผ่านของกิจการไปสู่รูปแบบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ การสนับสนุนทางการเงินรวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้การทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่สังคมสีเขียวสามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“หัวใจสำคัญของการเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนนั้น สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำคือการเปิดใจและตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน แม้ว่าประเทศไทยจะมีเป้าหมายระยะยาวในการบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 แต่การเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นั้นจำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ พร้อมมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้อง จะช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น” รุ่งเรือง กล่าว
ในปัจจุบัน ทุกภาคส่วนกำลังร่วมมือกันผลักดันวาระนี้อย่างจริงจัง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ SME จะเข้ามาเรียนรู้และเตรียมความพร้อม โดยธนาคารกสิกรไทย พร้อมเป็นหนึ่งในผู้ให้คำปรึกษาและเป็นพันธมิตรที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่าน เพื่อร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนให้ทุกธุรกิจก้าวสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวที่เติบโตอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ยังได้กล่าวเสริมว่า ในโลกที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ความยั่งยืนจะเป็นวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้ในโลกใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกา และการทำเรื่องกรีน ไม่ใช่แต้มเพิ่ม แต่คือใบอนุญาตในการทำธุรกิจ
อีกทั้ง “ความยั่งยืนระยะยาว” ต้อง อดทน–ลงทุน–รอเวลา แต่ผลลัพธ์คือโครงสร้างที่ “ยิ่งนานยิ่งแข็งแรง” สิ่งที่จะสามารถนำพาธุรกิจไทยไปสู่ความยั่งยืนได้ ต้องมี 4 คุณลักษณะ
1. เปลี่ยน Mindset จากทำเพื่ออยู่รอดระยะสั้น เป็นทำเพื่อเติบโตที่ยั่งยืน
2. เปลี่ยนจากอุปสรรคเป็นโอกาส
3. ต้องเดินไปด้วยกันทั้งหมด จากเดิมธุรกิจที่พร้อมก่อน คือ ธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้ต้องขยายไปสู่ Supply Chain ไปสู่ SME ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
4. เปลี่ยนจากวิสัยทัศน์และ Commitment ไปสู่การเริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่แค่การไปให้เร็ว แต่คือการไปด้วยกัน และไปให้พร้อมกัน เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ได้อย่างยั่งยืน
สำหรับงาน EARTH JUMP 2026 มีเนื้อหาอัดแน่นเต็ม 2 วัน 2 เวที กับ 60 Speakers ชั้นนำ เช่น ในช่วงเสวนา “Powering Sustainability The Role of Media as a Change Catalyst สื่อมวลชน ศูนย์กลางพลังขับเคลื่อนความยั่งยืน” เริ่มต้นด้วยการมองภาพสะท้อนบทบาทของสื่อมวลชนที่ปกติแล้วมักทำหน้าที่อยู่ด้านล่างเวทีเพื่อเล่าเรื่องราวของผู้อื่น แต่ในครั้งนี้สื่อมวลชนได้หันกลับมาเล่าเรื่องของตัวเองในฐานะหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ความยั่งยืนของโลกบรรลุผลสำเร็จ
จิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ ได้เปิดมุมมองในฐานะผู้ที่สวมหมวกสองใบ ทั้งการเป็นผู้บริหารสื่อและคนทำสื่อของไทยรัฐ โดยชี้ให้เห็นว่า สื่อมีพลังในการเปลี่ยนโลกที่ต่างจากอาชีพอื่น เนื่องจากมีกระบอกเสียงที่ดังกว่า มีน้ำหนัก และมีอำนาจหน้าที่ตามวิชาชีพ จรรยาบรรณ และจริยธรรม ทำให้สามารถหยิบยกประเด็นที่สังคมอาจมองข้าม ขึ้นมาจุดกระแสและสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงระดับนโยบายเพื่อให้เกิดการลงมือทำจริงได้
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนของไทยรัฐนั้น ถูกแบ่งออกเป็นสองมิติหลัก มิติแรก คือ ด้านการศึกษา ผ่านโรงเรียนไทยรัฐวิทยาจำนวน 111 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นมานานก่อนที่จะมีกระแสคำว่า Sustainability ด้วยซ้ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมให้กับเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล มีการร่วมมือกับพันธมิตร เช่น SCGC ร่วมกันขับเคลื่อน โครงการต้นแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สอนเรื่องการจัดการขยะ ส่วนมิติที่สอง คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและงานสื่อ ซึ่งเป็นบทบาทหลักในการสร้างความตระหนักรู้
จากรายงานความยั่งยืนสู่การตีแผ่ความจริงเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม จิตสุภา ได้เล่าถึงความรับผิดชอบในฐานะสื่อสารมวลชนผ่านการจัดทำรายงานความยั่งยืน Sustainability Report ในปี 2024 และ 2025 ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะรวบรวมแนวคิดและกิจกรรมด้านความยั่งยืนจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอกชน นโยบาย และการศึกษามารวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องความยั่งยืนนั้นไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องก้าวไปพร้อมกัน
นอกเหนือจากตัวรายงานแล้ว ไทยรัฐยังทำคอนเทนต์และสกู๊ปข่าวสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ โดยพยายามนำเสนอประเด็นที่ส่งผลกระทบในระยะยาวแต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ การทำข่าวคัดค้านการสร้างอุโมงค์สลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งไทยรัฐเลือกนำเสนอมิติผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการระเบิดภูเขา ซึ่งโครงการยังคงไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้มาจนถึงปัจจุบัน
หรือในกรณีล่าสุด อย่างข่าวพะยูนถูกล่าตัดหัวถ่วงน้ำ สื่อในเครือไม่ได้เพียงรายงานข่าวจบไปในแต่ละวัน แต่ได้ส่งทีมข่าวสอบสวนลงพื้นที่เจาะลึกเพื่อสะท้อนวิกฤตจำนวนพะยูนไทยในท้องทะเลที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด โดยใช้การเล่าเรื่องเชิงสืบสวนสอบสวนเพื่อดึงดูดความสนใจและชี้ให้เห็นว่าเป็นภัยใกล้ตัว รวมถึงการพาดหัวข่าวในประเด็นยากๆ อย่าง Climate Change ด้วยภาพที่เห็นเด่นชัด เช่น การเล่าเรื่องคนไร้บ้านที่ต้องเสียชีวิตบนท้องถนนเพราะโลกที่ร้อนจัด เพื่อให้คนเข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
ทางด้าน กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ ได้กล่าวสนับสนุนว่า คนทำงานสื่อด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังมีจำนวนน้อย และการทำงานในด้านนี้เปรียบเสมือนการ “หาพวก” เพื่อสร้างแนวร่วม
โดยได้หยิบยกประสบการณ์จากการไปทำข่าวการประชุมโลกร้อน (COP) ซึ่งเป็นพื้นที่เจรจาต่อรองทางการเมืองระดับโลกที่จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้นำและรัฐมนตรี
โดยแบ่งการประชุมเป็น 3 แกนหลัก คือ การลดก๊าซเรือนกระจก, การรับมือผลกระทบ และการจัดหาทุนและเทคโนโลยีช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ซึ่งหากไม่มีนักข่าววิ่งเข้าไปหาแหล่งข่าว และภาคประชาสังคมที่ยืนเรียกร้องอยู่ภายนอกห้องประชุม เสียงของคนเหล่านั้นที่ต้องการให้ลดการใช้ฟอสซิลและให้บริษัทใหญ่รับผิดชอบก็คงไม่มีวันดังออกมาสู่โลกภายนอก
เขาชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของข่าวสิ่งแวดล้อมหรือวารสารศาสตร์สีเขียวนั้น มีทิศทางที่สวนทางกับระบบอัลกอริทึมของสื่อยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเป็นข่าวที่ไม่มีความดราม่าขัดแย้งแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน ผลกระทบไม่เห็นเด่นชัดในระยะสั้นแต่เป็นเรื่องระยะยาว และเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจยาก เช่น Net Zero, Carbon Credit, CBAM ซึ่งหากไม่มีสื่อมวลชนคอยย่อยและอธิบาย ชาวบ้านก็จะไม่เข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติทางวิทยาศาสตร์ยังมีมุมมองที่ต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่แนวคิดแบบเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน ไปจนถึงแนวคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ในการทำงานข่าวสิ่งแวดล้อม กิตติ ได้อ้างถึงหนังสือ “Silent Spring” ของราเชล คาร์สัน ที่เปิดโปงอันตรายของสาร DDT หนังสือเล่มนี้ถือเป็นคัมภีร์และจุดเริ่มต้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดองค์กร US EPA (Environmental Protection Agency) หรือสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา รวมถึงภาพสารคดี Blue Planet ของ BBC แต่กระนั้นเรื่องเหล่านี้ก็ยังคงถูกนำเสนอผ่านสื่อน้อยมาก เพราะถูกอัลกอริทึมเบียดบังด้วยข่าวประเภทอื่น
สอดคล้องกับ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ThaiPBS) ที่ระบุว่า หน้าที่ของคนทำข่าวคือการเป็น “ผู้ส่งสารที่น่าเชื่อถือ” เพื่อให้ผู้บริโภคนำข้อมูลไปคิดและตัดสินใจเอง ไม่ใช่คนทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ หรือชี้นำความคิด โดยสื่อต้องทำหน้าที่กระตุกสังคมให้ตื่นรู้ เช่น การตั้งคำถามเรื่องการแจกสวัสดิการของรัฐ หรือการให้ความรู้เรื่อง AI แต่ในโลกปัจจุบัน ความจริงมักถูกตัดทอนและเลือกนำเสนอเพียงบางด้านเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
วันชัย ได้นำเสนอข้อมูลเชิงวิกฤตที่สังคมไทยไม่ค่อยพูดถึง โดยอ้างอิงรายงานจากสถาบัน Climate Central ที่ระบุว่าภายในปี 2050 หรืออีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า เมืองชายฝั่งทั่วโลกและประชากรกว่า 150 ล้านคนรวมถึงกรุงเทพมหานครและจังหวัดในภาคกลางของประเทศไทย จะประสบปัญหาน้ำท่วมจมน้ำอย่างแน่นอน
รวมถึงข้อมูลจากนักวิจัยที่เดินทางไปแอนตาร์กติกาก็ชี้ชัดว่าน้ำแข็งขั้วโลกใต้ยุบตัวจนเห็นพื้นดินและละลายเร็วกว่าที่คิด ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และวิกฤตที่น่ากลัวที่สุดในอนาคตคือสงครามแย่งชิงน้ำจืด เนื่องจากเทือกเขาหิมาลัยที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายหลัก 6 สายในเอเชียซึ่งหล่อเลี้ยงประชากรนับพันล้านคนกำลังละลายไปอย่างมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียที่มีการผ่านกฎหมายย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาที่กำลังจมน้ำไปยังเกาะบอร์เนียวภายใต้ชื่อเมือง “นูซันตารา” และจะเริ่มย้ายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยกลับยังไม่มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการย้ายเมืองหลวงหรือการสร้างเขื่อนกั้นทะเล สุดท้ายเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงแนวคิดที่ถูกเก็บพับไว้ แม้ว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในเวลานี้ แต่ก็แทบไม่มีผู้สมัครคนใดหยิบยกประเด็นการจมน้ำของเมืองขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยยังขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ที่มักมองแต่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่อาจไม่ได้คำนวณมูลค่าความเสียหายของป่าไม้ แหล่งปะการัง และการท่องเที่ยวที่ต้องสูญเสียไป
จิตสุภา ได้เสริมในประเด็นนี้ว่า สื่อกระแสหลักอย่างช่อง 3 หรือไทยรัฐ ยังคงเป็นองค์กรธุรกิจที่ต้องหาความสมดุลระหว่างโลกทุนนิยม ความอยู่รอดขององค์กร และความสวยงามของโลก ธุรกิจสื่ออยู่ได้ด้วยเม็ดเงินโฆษณาและยอดวิว ซึ่งข่าวสิ่งแวดล้อมทำยอดได้ไม่ดีเท่าข่าวอาชญากรรมหรือข่าวดราม่า
อีกทั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนทำงานสื่อยังต้องเผชิญกับคดีความจากผู้มีอำนาจและกลุ่มทุน ทำให้การทำงานยากลำบากขึ้น สื่อจึงต้องพยายามปรับตัวหาทางนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะควบคู่ไปกับการรักษาความอยู่รอดของพนักงานและองค์กร
เพื่อแก้โจทย์ความยากและความไกลตัวของข่าวสิ่งแวดล้อม กิตติ ได้แชร์สูตรในการทำงานว่า ต้องดึงเรื่องราวเข้ามาให้ใกล้ตัวผู้ฟัง เช่น แทนที่จะบอกว่าน้ำแข็งขั้วโลกละลายซึ่งคนไทยรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็ต้องเปลี่ยนมาบอกว่ากรุงเทพฯ กำลังจะมีอุณหภูมิร้อนจัดเทียบเท่าทะเลทราย รวมทั้งต้องเน้นนำเสนอข่าวเชิงบวกที่เป็น “ทางออกของปัญหา” ซึ่งจะช่วยให้คนเปิดใจและค่อย ๆ ซึมซับเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม
“เกราะคุ้มกันที่สำคัญที่สุดของสื่อ คือ สิ่งที่นำเสนอต้องเป็นความจริง และต้องเป็นการนำเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่มีความขัดแย้งหรือมีเรื่องส่วนตัว หากสื่อรักษาหลักการตรงไปตรงมาและรักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับผู้สนับสนุน สื่อก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย” กิตติ กล่าว
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาต่างมองไปถึงอนาคตของการสร้างสื่อมวลชนรุ่นใหม่ โดย วันชัย ให้ความเห็นว่านักข่าวสายสิ่งแวดล้อมเป็นสายที่ทำงานยากที่สุดเพราะต้องรู้รอบด้าน ทั้งกฎหมาย วิทยาศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ แต่น่าดีใจที่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันหันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตในชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปัจจุบันจึงเห็นเด็กนักเรียนและคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาทำ Startup เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และปุ๋ยอินทรีย์กันมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคต ข่าวสิ่งแวดล้อมจะมีบทบาทสำคัญไม่แพ้ข่าวการเมืองหรือข่าวกีฬา
ด้าน จิตสุภา มองว่า การสร้างสื่อมวลชนที่เน้นนำเสนอประเด็นสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องเผชิญกับข้อจำกัดรอบด้าน โดยธรรมชาติของผู้ชมทั่วไปมักไม่ได้ให้ความสนใจกับข่าวสิ่งแวดล้อมมากเท่ากับข่าวอาชญากรรม ข่าวดราม่า หรือข่าวชาวบ้านที่มีสีสัน และสามารถสร้างยอดวิวได้มากกว่า
ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาและจำนวนสปอนเซอร์จากหน่วยงานหรือองค์กรที่พร้อมจะสนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังมีปริมาณน้อยตามไปด้วย นอกจากนี้ สื่อยังต้องแบกรับความเสี่ยงจากข้อจำกัดในการทำงานที่ยากลำบากกว่าในอดีต จนทำให้หลายสำนักข่าวต้องปรับตัวเพื่อหาทางรอดและเซฟตัวเองให้ปลอดภัย
ดังนั้น สื่อมวลชนในยุคนี้จึงต้องทำหน้าที่เป็นองค์กรธุรกิจที่ต้องบาลานซ์ตัวเองให้อยู่รอดได้ในโลกทุนนิยม ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์เพื่อกระจายสู่สาธารณชน ซึ่งการจะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนอย่างแท้จริงจากทุกภาคส่วนในสังคม
ดังนั้นการที่สถาบันการเงินลุกขึ้นมาจัดงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง “Earth Jump” โดยธนาคารกสิกรไทย สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มตระหนักว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ “ไม่ทำไม่ได้” และสำหรับสื่อมวลชนยุคนี้ก็เช่นกัน การไม่พูดเรื่องความยั่งยืนถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
สิ่งสำคัญคือจะสื่อสารอย่างไรให้เกิดประโยชน์แท้จริง ในเมื่อนักการเมืองคิดตามรอบการเลือกตั้ง และนักการตลาดคิดตามไตรมาส แต่สิ่งแวดล้อมต้องคิดเป็นทศวรรษ สื่อมวลชนจึงไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยลำพัง แต่ต้องการการสนับสนุนจากผู้บริโภค
หากสังคมชอบคอนเทนต์สิ่งแวดล้อมแบบใด ไม่ว่าจะเป็นข่าวเจาะลึกหรือข่าวสร้างความหวัง ก็ควรช่วยกันสนับสนุนผ่านการกดไลก์ กดแชร์ หรือ Subscribe เพื่อให้คนทำสื่อมีรายได้ มีกำลังใจ และขับเคลื่อนโลกใบนี้ไปข้างหน้าด้วยกัน เพื่อให้นักข่าวสิ่งแวดล้อมไม่ใช่อาชีพที่ตกสำรวจ แต่เป็นอาชีพที่มีพลังและสามารถเปลี่ยนโลกได้จริง
นอกจากนี้ในงานยังมี K-Climate Solutions ครบวงจร ตั้งแต่การเช็กความพร้อมธุรกิจด้วย ESG Readiness Check คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย
และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ EARTH JUMP 2026 คือ โอกาสดีที่ได้ต้อนรับเวทีระดับโลกผ่านความร่วมมือกับ World Bank Group ในการจัดงาน 8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งการจัดงานนี้ทำให้ประเทศไทยโดดเด่นในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายระดับโลกกับการปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ
อ่านข่าว Sustainability และ ESG กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/sustainability
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney