
ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผ่านการเป็น “ผู้นำรายแรกในการผลิตยางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน”
บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH บริษัทผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรและพลังงานทดแทน ซึ่งมี 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจยางธรรมชาติ, ธุรกิจน้ำมันปาล์มดิบ, ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์
จัดงาน TEGH Low Carbon Partnership Forum 2026 เวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันด้านสภาพภูมิอากาศ และพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เข้มแข็ง และเติบโตได้จริง
ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การประกาศความสำเร็จระดับโลกในฐานะ World’s First Carbon Neutral Rubber Products หรือ ผู้นำรายแรกในการผลิตยางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งในยางแท่งคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Block Rubber) และน้ำยางข้นคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Latex)
ซึ่งการจะได้มาซึ่งยางคาร์บอนต่ำนั้น บริษัทต้องบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อย่างในระดับต้นน้ำ บริษัทต้องเข้าไปส่งเสริมให้สวนยางลดการใช้ปุ๋ยเคมี และปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ทำให้วัตถุดิบที่ออกมาจากสวนมีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่ายางทั่วไปตั้งแต่แรก
ในขณะที่ระดับโรงงาน บริษัทมีการปรับกระบวนการผลิตโดยเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแทน โดยปัจจุบันบริษัทมีการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดอยู่ประมาณ 30-40% และมีการตั้งเป้าใช้พลังงานสะอาด 100% ภายในปี 2030
สินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินงานธุรกิจของ TEGH เป็นการมุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกับสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
TEGH มองว่า ศักยภาพของบริษัทสามารถแข่งขันด้านราคาได้ไม่ยาก เพราะมีกำลังการผลิตสูง แต่การจะหาคู่แข่งที่สามารถทำสินค้าราคาถูกแล้วมาแข่งในตลาดพรีเมียมด้วยถือว่าไม่มีเลย
บริษัทจึงไม่ได้ตั้งเป้าเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้ามาตรฐาน แต่ยกระดับตัวเองขึ้นเป็นกลุ่ม Premium Low Carbon เพื่อสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน โดยไม่ได้ทิ้งตลาดเดิมไป
เนื่องจากในอนาคต หากมีกฎหมายบังคับเก็บภาษีคาร์บอน เช่น CBAM ตลาดใหม่นี้จะกลายเป็นทางรอดของเหล่าลูกค้าที่จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายการเสียภาษีคาร์บอน
ซึ่งศักยภาพการผลิตปัจจุบันของ TEGH มีกำลังการผลิตยางรวมทั้งหมด 430,000 ตันต่อปี โดยเริ่มแบ่งมาผลิตเป็นยางคาร์บอนนิวทรัลได้แล้ว 150,000 ตันต่อปี
และบริษัทตั้งเป้าหมายว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า (หลังจากนำบริษัทลูกเข้าตลาดหลักทรัพย์สำเร็จ) จะขยายสัดส่วนการผลิตยางคาร์บอนต่ำให้กลายเป็น 100% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าจะไม่มียางแบบปกติจำหน่ายอีกต่อไป
ปัจจุบันยางคาร์บอนต่ำของ TEGH ได้ส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกในทุกทวีปแล้ว โดยมีลูกค้ายางล้อระดับโลกกว่า 20 รายที่เข้ามารับมอบใบรับรองจากบริษัท
ในแง่การสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร ผ่านความร่วมมือระหว่างบริษัทแม่ (TEGH) และบริษัทลูก TEBP (บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายก๊าซชีวภาพ (Biogas)
โดยการกำจัดกากอินทรีย์ของ TEBP ซึ่งบริษัทสามารถนำกระบวนการนี้ไปสร้างเป็นคาร์บอนเครดิตได้ นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดกากอินทรีย์ไปเป็นผู้ผลิตและขายพลังงานสะอาดด้วยเช่นกัน
ด้านการควบคุมต้นทุนเพื่อต่อสู้กับวิกฤติ บริษัทมีการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน เช่น จากปัญหาสงครามหรือค่าขนส่งที่สูงขึ้น บริษัทไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากค่าขนส่งภายในประเทศมีสัดส่วนไม่ถึง 0.1% ของต้นทุน รวมถึงมีการสต๊อกบรรจุภัณฑ์พลาสติกล่วงหน้า ทำให้ภาพรวมต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) ปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5%
นอกเหนือจากธุรกิจยาง ในด้านธุรกิจน้ำมันปาล์มของกลุ่มธุรกิจยังมีรายได้ระดับ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทกำลังเจรจากับพาร์ทเนอร์โรงงานจีน เพื่อนำของเสีย จากกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพและน้ำมันปาล์ม ไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ซึ่งจะเป็นการสร้างช่องทางรายได้ใหม่
การขับเคลื่อนธุรกิจครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติไทยในการยกระดับจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุคาร์บอนต่ำของห่วงโซ่อุปทาน
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney