ถอดกลยุทธ์ “ความยั่งยืน” ที่จับต้องได้ ของ Boncafe Thailand จากแก้วกาแฟ สู่ระบบนิเวศเป็นมิตรต่อโลก

Sustainability

ESG Strategy

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Tag

ถอดกลยุทธ์ “ความยั่งยืน” ที่จับต้องได้ ของ Boncafe Thailand จากแก้วกาแฟ สู่ระบบนิเวศเป็นมิตรต่อโลก

Date Time: 8 พ.ค. 2569 19:21 น.

Video

Dropbox เอาตัวรอดมายังไง ? เมื่อโปรดักส์ที่ขายกลายเป็น "ของแจกฟรี" | Digital Frontiers EP.58

Summary

บอนกาแฟ ประเทศไทย มุ่งสร้างระบบนิเวศยั่งยืน เชื่อมโยงต้นน้ำถึงปลายน้ำ ชูจุดเด่นกาแฟรักษ์โลกที่จับต้องได้ ตั้งเป้ารายได้ 1.5 พันล้าน และดันทุกเกรดสู่ Total Certified Coffee

ตลาดกาแฟเมืองไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจให้ยืนหยัดได้อย่างยาวนานจึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างยอดขาย แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่แข็งแรงและยั่งยืนอย่างแท้จริง 

อุษาพรรณ อินทีวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ ประเทศไทย จำกัด ได้เผยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ท่ามกลางตลาดกาแฟในประเทศไทยที่เติบโตขึ้นทุกปี แต่ยังคงมีความท้าทายจากจำนวนแก้วที่คนไทยดื่มต่อวัน ซึ่งยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับระดับโลก ทำให้เห็นช่องว่างในการเติบโตอีกมาก 

ทว่าในขณะเดียวกัน การแข่งขันก็สูงขึ้นจากการมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาตลอดเวลา ดังนั้นการจะเติบโตอย่างยั่งยืนในสมรภูมินี้ บอนกาแฟต้องวางตัวเป็นระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แม้บริษัทจะไม่มีไร่หรือฟาร์มกาแฟเป็นของตัวเอง แต่การเลือกสนับสนุนเกษตรกร ในฐานะ “ผู้สนับสนุน” และ “ตัวกลาง”  ที่เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ผ่านแนวคิดเรื่องความยั่งยืนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้คือหัวใจสำคัญ

จากมาตรฐานความยั่งยืน สู่กลไกการซัพพอร์ตเกษตรกร

และเมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนมักติดภาพลักษณ์ของความออร์แกนิก แต่ในความเป็นจริง บอนกาแฟมองว่าออร์แกนิกในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ปลูกที่ต้องมีโฉนดที่ดินชัดเจน ซึ่งทำได้ยากในหลายพื้นที่ บอนกาแฟจึงได้หันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐาน Rainforest Alliance เป็นแกนหลัก ซึ่งปัจจุบันนำเข้าจากเวียดนามผ่านเครือข่ายบอนกาแฟทั่วเอเชีย มาตรฐานนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ของเกษตรกรและการดูแลธรรมชาติ โดยทุกบาทและทุกกิโลกรัมที่ซื้อจะมีการปันผลกลับไปสู่ต้นน้ำ เกิดเป็นวงจรที่ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการดูแลโลกโดยตรง 

Roadmap และทิศทางสู่ "Total Certified Coffee"

ซึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นสิ่งที่ "จับต้องได้" ในเชิงเศรษฐกิจ อุษาพรรณ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันพร้อมที่จะจ่ายเพื่อรักษ์โลก หากราคานั้นมีความสมเหตุสมผลและไม่สูงจนเกินเอื้อม บอนกาแฟจึงพยายามปิดช่องว่างระหว่างสินค้าปกติกับสินค้ากลุ่ม Sustainability

“ในยุโรปเรื่อง ESG และ Carbon Footprint กลายเป็นมาตรฐานบังคับ (Must have) แต่ในเอเชียยังอยู่ในระดับที่ "ควรมี" (Nice to have) โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า B2B อย่างโรงแรม 5 ดาว และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับ ESG และ Carbon Footprint อย่างเข้มข้น” อุษาพรรณ กล่าว 

สำหรับแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะสั้น : เน้นการปูพื้นฐานความรู้เรื่อง Certified Coffee ให้กับลูกค้า B2B และขยายการรับรู้สู่กลุ่ม B2C

ระยะกลาง : มุ่งเน้นการยกระดับโรงคั่วของตนเองให้ได้รับมาตรฐานความยั่งยืน หรือหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญมาเสริมทัพ

ระยะยาว : ตั้งเป้าให้กาแฟบอนกาแฟทุกเกรด แม้แต่ระดับ Entry level อย่างกลุ่ม 4C (Common Code for Coffee Community) ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนทั้งหมด

นวัตกรรม “กลางน้ำ” และการบริหารจัดการขยะ

นอกเหนือจากตัวเมล็ดกาแฟ บอนกาแฟยังนำเข้านวัตกรรมเครื่องทำกาแฟระดับโลก เช่น Ceado (เชอาโด), Eureka (ยูเรก้า) และ Mazzer (แมสเซอร์) ที่มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและลดการสูญเสียวัตถุดิบ (Zero Waste) ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้ร้านค้าได้จริง ในส่วนของโรงงานเองก็ได้นำระบบโซลาร์เซลล์มาใช้ มีการจัดการแพ็กเกจจิ้งผ่านกระบวนการ Upcycle และนำระบบไคเซ็น (Kaizen) มาใช้จัดระเบียบเพื่อลดของเสียและเก็บสถิติค่าไฟและขยะอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวความยั่งยืนให้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งองค์กร

“Boncafe Thailand ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลการดำเนินงานของเครือ Massimo Zanetti Beverage Group ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นผู้ใช้สารกาแฟดิบ (Certificated Green Bean) รายใหญ่จากปริมาณการบริโภคโดยรวมกว่า 125,000 ตันต่อปี แบ่งเป็น Rainforest Alliance Certified 25% หรือ 31,250 ตันต่อปี, Organic Certified 1.5% หรือ 1,875 ตันต่อปี และ Fairtrade Certified 3.5% หรือ 4,375 ตันต่อปี” อุษาพรรณ กล่าว

ความท้าทายทางเศรษฐกิจและเป้าหมายรายได้ 1,500 ล้านบาท

ในปีนี้ บอนกาแฟตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท (เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก) แม้จะเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากสภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนดิบพุ่งสูงขึ้นถึง 40% รวมถึงค่าขนส่งและแพ็กเกจจิ้งที่เพิ่มขึ้น โจทย์หลักคือการบริหารต้นทุนให้ไม่แกว่งและไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคจนเกินไป เพราะหากราคาสินค้ารักษ์โลกสูงกว่าปกติมากเกินไปในฟยุคเศรษฐกิจรัดเข็มขัด ผู้บริโภคก็ยากที่จะเข้าถึง

หัวใจ คือ นักแก้โจทย์

อุษาพรรณ กล่าวเสริมว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 17 ปีในบอนกาแฟ เธอไม่ได้มองกาแฟเป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่มองเป็น “โซลูชัน” ที่ต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ครบถ้วน ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่ต้องรักษาไว้ และกลุ่มใหม่ที่ต้องเร่งสปีดในช่องทางออนไลน์ นอกจากกาแฟแล้ว บริษัทยังมุ่งมั่นปั้นกลุ่มเครื่องดื่ม “ชา” และกลุ่ม Non-coffee ให้แข็งแกร่งเท่าเทียมกับกาแฟ 

“ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวเฉดไหน ก็ถือว่าได้เริ่มช่วยโลกแล้ว เพราะความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมจนสมบูรณ์แบบ แต่คือการเริ่มลงมือทำและสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำธุรกิจให้เติบโตและการรักษาโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นถัดไปอย่างยั่งยืน” 

ทั้งนี้  บอนกาแฟ ประเทศไทย ยังได้พาธุรกิจกาแฟสู่ยุคที่ใส่ใจโลก โชว์ศักยภาพและมอบประสบการณ์กาแฟคุณภาพที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรม "Boncafe Go Green Certified Coffee Workshop" ในฐานะผู้นำโซลูชันกาแฟครบวงจร (One Stop Coffee & Beverage Solutions) ส่งต่อคุณภาพมาตรฐานระดับโลกจาก Rainforest Alliance ให้แก่ธุรกิจโรงแรมและพันธมิตรร้านกาแฟชั้นนำทั่วไทย มุ่งมั่นตอกย้ำความเป็นตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของลูกค้ามานานกว่า 35 ปี ด้วยหัวใจสำคัญคือความยั่งยืนที่จับต้องได้ ภายในงาน "World of Coffee Bangkok 2026" อีกด้วย

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney