
แน่นอนว่า ESG เป็นเรื่องที่องค์กรทั่วโลกตระหนักถึง โดยเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและลดกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการดำเนินธุรกิจ
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานของประเทศในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 247.7 ล้านตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 66.5 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 6.7%
และตามกรอบเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน ปี 2573 ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ไทยมีเป้าหมายที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 30 ล้านตันในอีก 7 ปีข้างหน้า รวมทั้งไทยได้ประกาศว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608
จากข้อมูลข้างต้นนี้ถือเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ‘บูติคนิวซิตี้’ ในฐานะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมากว่า 30 ปีก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ให้ความสำคัญกับ ESG และนำมาเป็นวิสัยทัศน์องค์กร เพื่อเปลี่ยนภาพจำของ ‘แฟชั่น’ ที่เคยถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากกระบวนการผลิต อาทิ การฟอก การย้อมสี รวมทั้งการตัดเย็บและเหลือผ้าส่วนเกินสู่ภาพลักษณ์ที่ ‘แฟชั่น’ ไม่จำเป็นต้องเป็นขยะอีกต่อไป
ผ่านการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อลดการใช้ทรัพยากรประเภทวัสดุบริสุทธิ์และค้นพบแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือ อาศัยนวัตกรรมต่างๆ เพื่อลดผ้าส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากกระบวนการตัดเย็บ โดยเริ่มต้นจากกระบวนการสร้างแพตเทิร์นที่จะถูกคำนวณมาอย่างดีเพื่อให้สามารถใช้ผ้าได้อย่างคุ้มค่าและเหลือผ้าส่วนเกินให้น้อยที่สุด พร้อมเรียนรู้และหาแนวทางในการนำผ้าส่วนเกินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในปี 2565 บมจ.บูติคนิวซิตี้ ใช้ผ้าในการตัดเย็บเสื้อผ้าทั้งสิ้น 78,450.66 กิโลกรัม หรือราว 78.45 ตัน โดยผ้า 80% ถูกนำไปตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกาย และจะมีผ้าส่วนเกินคิดเป็น 20% ของผ้าที่ใช้ทั้งหมด หรือ 15,690.13 กิโลกรัม หรือประมาณ 15.69 ตัน
นางประวรา เอครพานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในกระบวนการผลิตเสื้อผ้านั้น จะได้ชิ้นงานหรือสินค้าประมาณ 80% ที่เหลืออีก 20% จะเป็นผ้าส่วนเกินที่เหลือจากการผลิต ทำให้เรากลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรกับผ้าส่วนเกินเหล่านี้ ที่จะไม่ให้เหลือเป็นขยะอุตสาหกรรม เราจึงมองหาคู่คิดที่จะมาช่วยนำผ้าส่วนเกินมาพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และนำผ้าส่วนเกินเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
จนเกิดเป็นโครงการ “A’MAZE Green Society” (เอ-เมส กรีน โซไซตี้) ภายใต้วิสัยทัศน์ ESG เพื่อลดขยะเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรม พร้อมตั้งเป้าลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ได้อย่างน้อยปีละ 100,000 กิโลกรัมคาร์บอนโดยได้จับมือกับพันธมิตรอย่าง “ลฤก” แบรนด์พวงหรีดเสื่อในการนำผ้าส่วนเกิน 15% มาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ผ้าเป็นการอัปไซเคิล ให้ผ้าส่วนเกินกลับมามีมูลค่าโดยดอกไม้ผ้าจะถูกนำไปใช้ประดับตกแต่งพวงหรีดเสื่อให้เกิดความสวยงามภายใต้ชื่อ “ระลึกรักษ์”
ส่วนผ้าส่วนเกินอีก 5% ได้ร่วมกับ เดอะแพคเกจจิ้ง ส่งผ้าส่วนเกินประเภทโพลีเอสเตอร์ไปทดลองในห้องวิจัยและพบว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการด้วยเทคโนโลยีรีไซเคิล กลายเป็นเม็ดพลาสติก และสามารถนำมาทอเป็นแผ่นและนำมาตัดเย็บเป็นกระเป๋ารักษ์โลก Mimi ซึ่งนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายครั้ง โดยจำหน่ายไปแล้วกว่า 100,000 ใบ
นอกจากนี้ยังได้พันธมิตรคู่คิดอีก 2 รายคือ moreloop (มอร์ลูป) ที่ร่วมกันออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชันพิเศษ ภายใต้ชื่อ Mimi X moreloop โดยการนำผ้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ของมอร์ลูปมาออกแบบและเพิ่มลูกเล่นด้วยคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูน Mimi ลงบนเนื้อผ้า ทำให้ได้เสื้อผ้าแนว street wear
โดยที่กระบวนการผลิตสินค้าของ more loop ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เนื่องจากไม่มีการผลิตผ้าใหม่ และการนำผ้าส่วนเกินมาใช้ เท่ากับเป็นการลดขยะที่จะต้องนำไปเผาทำลายหรือฝังกลบ เมื่อผ้าหมดอายุการใช้งานหรือเสื่อมสภาพ
รวมทั้งยังมีโครงการ Organic Indigo ที่ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการย้อมคราม นำเสื้อผ้าขาวที่ส่งกลับจากร้านค้าในแต่ละสาขา จากอุบัติเหตุจากการลองชุด อาทิ คราบแป้ง เปื้อนลิปสติก ไปผ่านกระบวนการซักทำความสะอาด ออกแบบและทำสีขึ้นมาใหม่ด้วยการมัดย้อมด้วยครามธรรมชาติจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อคืนชีวิตให้เสื้อผ้าสีขาวกลับมามีความสดใส สามารถนำกลับมาสวมใส่ได้อีกครั้ง
จากการดำเนินโครงการ A’MAZE Green Society ทำให้ในปีที่ผ่านมา สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 125,521 กิโลกรัมคาร์บอน พร้อมกันนี้ยังได้มีการทำ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ติดลงบนผลิตภัณฑ์เพื่อแสดงข้อมูล ให้ผู้บริโภคได้ทราบว่าวัฏจักรของเสื้อผ้าตัวนั้นสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปริมาณเท่าไร ซึ่งลูกค้าก็จะได้มีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ด้วยเช่นกัน