ถอดบทเรียนจากซีรีส์ The Ordinary Jackpot รู้จัก F*ck-Off Money เงินที่ทำให้กล้าพูดว่า “ไม่”

Personal Finance

Wealth Management

ชญานิษฐ์ โชติกาญจนวัฒน์ (โฟม)

ชญานิษฐ์ โชติกาญจนวัฒน์ (โฟม)

Tag

ถอดบทเรียนจากซีรีส์ The Ordinary Jackpot รู้จัก F*ck-Off Money เงินที่ทำให้กล้าพูดว่า “ไม่”

Date Time: 23 ต.ค. 2569 08:00 น.

Video

ความเสี่ยงรอบใหม่ของ TSMC | Digital Frontiers EP.78

“Summary“

ต้องมีเงินเท่าไหร่ ? ถึงจะไม่ต้องทนกับงานที่ไม่ชอบ ถอดบทเรียนจากซีรีส์ The Ordinary Jackpot รู้จัก F*ck-Off Money เงินที่ทำให้กล้าพูดว่า “ไม่”

ผ่าน 6 ข้อคิดสำคัญเพื่อปลดล็อกอำนาจการต่อรองในชีวิต

  • พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และกล้าฉีกขนบธรรมเนียมเดิม
  • ในการเจรจา “คำถามคืออำนาจ
  • อย่าเพิ่งตัดสินใครจากคำพูดคนอื่น
  • สร้าง F*ck-Off Money เพื่อคืนอำนาจและอิสรภาพในการควบคุมชีวิต
  • มองเห็นคุณค่าและศักยภาพของตัวเอง
  • กล้าตัดสินใจบนความเสี่ยงที่คำนวณแล้ว: ผู้นำที่ดีไม่หลีกเลี่ยงปัญหา แต่กล้าแลกเพื่อผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์

Latest


⚠️ บทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาสำคัญ แต่รับรองว่าอ่านจบแล้วมุมมองการทำงานของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

ความฝันสูงสุดของคนทำงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยเมื่อถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ อาจเป็นการยื่นใบลาออกต่อหน้าหัวหน้าทันทีเพื่อไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ แต่ซีรีส์เกาหลีแนวออฟฟิศ-คอมเมดี้เรื่อง “The Ordinary Jackpot” หรือชื่อไทย "โปรดอย่าลองดี วันนี้พี่รวย" ที่เพิ่งลาจอไปหมาดๆ กลับเลือกเล่าเรื่องราวในมุมมองที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง 

ผ่านชีวิตของ “กงอึนแท” หัวหน้าทีมขายแห่งฮงซองกรุ๊ป บริษัทที่ทำยอดขายได้มากเป็นอันดับสองและถือแบรนด์มากเป็นอันดับสามของวงการ เป็นบริษัทใหญ่ที่มีพนักงาน 900 คน และยอดขายปีละแปดแสนล้านวอน 

แต่ “กงอึนแท” ผู้นี้กำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) จากการโหมงานหนักมาตลอด 3 ปี ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน ยังคงอยู่ในกรอบเดิม ใช้เวลาเท่าเดิม ทำเต็มที่เหมือนทุกครั้ง มาทำงานคนแรกและกลับคนสุดท้าย ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “ผู้ช่วยผู้จัดการ” หลังจากนั้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “หัวหน้าทีม” 

จนมีโรคประจำตัวตามติดอย่างไขมันพอกตับ และภาวะเกือบหมอนรองกระดูกเคลื่อน เขาคือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ยอมก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก เพียงเพราะเชื่อว่าหากทำตามระบบและไม่พกพาความโกรธ การไต่เต้าสู่ความสำเร็จคงอยู่ไม่ไกล 

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็เกิดคำถามในหัวขึ้นมาว่า 

“ทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตแบบนี้เหรอ” 

“ถ้าทำงานหนักขึ้นอีกนิด ชีวิตฉันจะดีขึ้นอีกหน่อยไหม”

“ฉันใช้ชีวิต และทำงานหนักขนาดนี้ไปเพื่ออะไร”

“แล้วฉันหยุดใช้ชีวิตและหันมาทำงานหนักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ฉันเลิกโกรธไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ”

“รู้มั้ยแค่ลืมตาตื่นมา ก็จ่ายเงินไปเท่าไหร่แล้วกับการเป็นมนุษย์เงินเดือน” 

แต่ก็นั่นแหละในชีวิตการทำงานมันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด…

โชคชะตาชีวิตก็เหมือนจะไม่ค่อยเข้าข้าง จนวันนึงเขาไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต เกิดเหตุการณ์ตลกร้าย ร้านไม่มีเงินทอน เลยแนะนำให้ซื้อลอตเตอรี่แทน เพื่อที่จะได้พอดีกับค่าสินค้า นี่คือจุดพลิกผันที่ทำให้แนวคิดในการใช้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล…

ฝันลาออกสู่ความจริง เมื่อเงินรางวัลไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเลขในบัญชี แต่เปลี่ยนวิธีคิด

เขาถูกรางวัลลอตเตอรี่ก้อนโตถึง 1,977 ล้านวอน ซึ่งเมื่อหักภาษี 33% แล้ว เหลือเงินสดสุทธิ 1,300 ล้านวอน (ราว 32 ล้านบาท)

ทว่าจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่คือกระบวนการคิด แรกๆ เขาเพียงแต่คิดว่า “ฉันจะลองโกรธดูบ้าง ถึงเวลาแล้วที่จะลองปล่อยให้ตัวเองโกรธได้สักที”หรืออยากจะทำอะไรตามใจบ้าง แต่แล้วสิ่งที่เขาทำจริงๆ มีเพียงแค่คิดว่า… เหมือนลาภลอยก้อนนั้นจะเข้ามาในบัญชีง่ายๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

แต่สิ่งสำคัญที่ถือเป็นจุดไคลแม็กซ์ของเรื่องคือ แนวคิดทางการเงินส่วนบุคคล (Personal Finance) ที่หลังจากคำนวณตัวเลขอย่างถี่ถ้วน เขากลับพบความจริงว่าเงินรางวัล 1,300 ล้านวอนแม้ดูเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่เป็นเพียงกระแสเงินสดขาเข้าก้อนเดียวที่ยังไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณเร็วเพื่อใช้ชีวิตหรูหราไปตลอดโดยไม่ทำงานเลย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น 

ถอดรหัส Personal Finance ถูกหวยพันล้าน ทำไมยังเกษียณทันทีไม่ได้?

ในทางกลับกัน เมื่อเขาเล็งเห็นโอกาสในการสร้างรายได้สม่ำเสมอจึงลองไปปรึกษาเรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อรับค่าเช่ารายเดือน จนเกิดการเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์ที่น่าสนใจ 

เพราะเมื่อพิจารณาจากฐานเงินเดือนเดิมที่เขาทำได้ปีละประมาณ 70 ล้านวอน หากอิงตามอัตราผลตอบแทนสุทธิจากการให้เช่าในเกาหลีใต้ที่เฉลี่ยอยู่ราว 2.3 – 2.5% ต่อปี การที่จะสร้างรายได้สุทธิ 70 ล้านวอนต่อปีเท่ากับว่าตัวเขาในตลาดแรงงานมีมูลค่าประเมินเปรียบเสมือน 'ตึก VIP' มูลค่ากว่า 3,000 ล้านวอนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง 

เวทมนตร์ของ F*ck-Off Money เปลี่ยนจาก ‘เหยื่อ’ เป็น ‘ผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรอง’

การตัดสินใจทำงานต่อจึงเป็นการรักษาศักยภาพของตัวเองและคงไว้ซึ่งกระแสเงินสดรายเดือน เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำวัน ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้เงินก้อนใหญ่รับบทบาทเป็นเบาะรองรับวิกฤตและสร้างอิสรภาพทางใจ

การเลือกตอกบัตรทำงานที่เดิมโดยมีเช็คเงินสดอยู่ในกระเป๋า คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนแนวคิด F*ck-Off Money หรือ เงินก้อนสำรองที่มากพอจะซื้อ ‘อำนาจในการปฏิเสธ’ และคืนอำนาจในการควบคุมชีวิตให้แก่คนทำงาน 

เมื่อไม่ต้องพึ่งพาเงินเดือนเพื่อประทังชีวิตแบบวันต่อวันอีกต่อไป ความกลัวเรื่องการถูกไล่ออก ความเกรงใจระบบที่ไม่เป็นธรรม หรือการต้องกล้ำกลืนฝืนทนเก็บซ่อนความโกรธก็หมดไป ตัวตนในที่ทำงานของเขาจึงเปลี่ยนจาก “เหยื่อของระบบ” กลายเป็น “ผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรอง” เขากล้าที่จะแสดงความโกรธอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ กล้าพูดความจริงในห้องประชุม และมองงานตรงหน้าไม่ต่างจากสนามทดลองที่เขาสามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเป็นตัวเองที่สุด

พฤติกรรมและความกล้าหาญใหม่นี้ได้ส่งผลลัพธ์อย่างเด่นชัดต่อกลยุทธ์และการทำงานจริง โดยเฉพาะเมื่อเขาตัดสินใจรับทำแบรนด์อย่าง “ลักเนส” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครในองค์กรอยากรับเนื่องจากขาดทุนและมองไม่เห็นอนาคต กงอึนแทได้ใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยฉีกขนบธรรมเนียมเดิมๆ และนำทักษะการเจรจาต่อรองมาใช้จริงอย่างชาญฉลาด 

ในการเจรจา คำถามคืออำนาจ

เขายึดหลักการที่ว่า “ในการเจรจา คำถามคืออำนาจ” พร้อมกล้าเปิดบทต่อรองเงื่อนไขสำคัญ เช่น การให้ฝั่งลักเนสนำเงิน 3% ของมูลค่าออเดอร์มาใช้ส่งเสริมการขาย ตลอดจนการต่อรองอัตรากำไรขั้นต้น และการรวบรวมแบรนด์ต่างๆ ไว้บริหารจัดการเองอย่างมีประสิทธิภาพ 

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการทำงานในองค์กรหรือการทำธุรกิจไม่เคยเป็นเส้นตรง และไม่มีสมการสำเร็จรูปที่ประกันความปลอดภัยได้ 100% บ่อยครั้งที่หัวหน้าทีมต้องเผชิญหน้ากับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งความขัดแย้งในทีม งบประมาณที่บานปลาย ไปจนถึงวิกฤตสต็อกสินค้าล้นคลังระดับพันล้าน สิ่งที่แยกแยะระหว่างผู้บริหารที่ล้มเหลวกับผู้นำที่พาทีมรอดชีวิต ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงปัญหา แต่คือแนวคิดในการมองเห็น “ปัญหาของการตระหนักรู้ปัญหา” และการกล้าตัดสินใจบนความเสี่ยงที่คำนวณมาอย่างถี่ถ้วน

การเดิมพันงบประมาณบนความเสี่ยงที่คำนวณแล้ว

ทว่าความท้าทายของผู้นำไม่ได้หยุดอยู่แค่การบริหารคน แต่รวมถึงการบริหารงบประมาณและการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน บางครั้งการบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่าอาจแลกมากับการยอมแหกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของบริษัท เช่น การที่กงอึนแทตัดสินใจใช้งบเกินกว่าที่กำหนดไปถึง 30% เพื่อสั่งซื้อออเดอร์สำคัญ ในมุมมองการเงินเชิงกลยุทธ์ นี่ไม่ใช่เรื่องของการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย 

แต่คือการชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงเฉพาะหน้ากับผลตอบแทนที่จะได้รับ หากตัวเลขคำสั่งซื้อนั้นสามารถนำไปนับเป็นยอดขายจริงที่คุ้มค่า การกล้าท้าทายกรอบปฏิบัติเดิมเพื่อสร้างการเติบโต จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้บริหารยุคใหม่ที่ต้องกล้าคิด กล้าแลก และรับผิดชอบผลลัพธ์

เช่น กรณีที่สินค้าส่งมาเกินจากข้อตกลงมหาศาล จากมูลค่า 300 ล้านวอน เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านวอน ซึ่งหากคิดเป็นราคาขายปลีกอาจสูงเกินหมื่นล้านวอน การจมอยู่กับสต็อกมหาศาลนี้เทียบเท่ากับการจมน้ำทางสภาพคล่อง ทางออกเดียวคือการระบายสินค้าออกให้เร็วที่สุด แต่วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ อาจไม่ทันการณ์ คำตอบจึงอยู่ที่การสร้าง "กระแส" และการเปลี่ยนมุมมองต่อวิกฤตสื่อ

ซึ่งท่ามกลางข่าวลือเรื่องการหย่าร้างของพรีเซนเตอร์อย่าง “ยูจีฮยอน” ตามกติกาการตลาดแบบเดิม บริษัทส่วนใหญ่มักเลือกยกเลิกสัญญาเพื่อเลี่ยงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่กงอึนแทกลับมีทัศนคติเฉียบคมมองเห็นโอกาสในข้อจำกัด โดยการเปลี่ยนสัญญาพรีเซนเตอร์ใหม่ให้มีข้อกำหนดด้านศีลธรรมที่ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย พร้อมเสนอแนวคิดว่าการหย่าร้างไม่ควรถือเป็นเรื่องน่าประณามในสังคม นี่คือการปรับกลยุทธ์ที่ไม่เพียงรักษาสัมพันธภาพทางธุรกิจไว้ได้ แต่ยังเป็นการยกระดับแบรนด์ให้มีความเป็นมนุษย์และเข้าใจโลกมากขึ้น

พลิกฝันร้ายสต็อกหมื่นล้าน เปลี่ยนข่าวฉาวพรีเซนเตอร์เป็นรันเวย์เรียลไทม์

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการใช้กระแสสังคมให้เป็นประโยชน์อย่างแยบยล ด้วยการให้พรีเซนเตอร์สวมรองเท้าของแบรนด์เข้าร่วมการไต่สวนการหย่า การจับจ้องของสื่อมวลชนเปลี่ยนภาพถ่ายการเมืองเรื่องส่วนตัวให้กลายเป็นรันเวย์โชว์สินค้าแบบเรียลไทม์ จุดประกายให้เกิดกระแสตามหาสินค้าตามร้านค้าทุกสาขา ดันยอดขายพุ่งสูงขึ้นถึง 1,400% ภายในเดือนเดียว สต็อกที่เคยเป็นฝันร้ายทางบัญชีถูกพลิกกลับมาเป็นโอกาสในการบริหารจัดการอย่างทรงพลัง

บทสรุปของการแก้ปัญหานี้ไม่ได้จบลงแค่การสร้างกระแสชั่วคราว แต่คือการต่อยอดเชิงโครงสร้างธุรกิจ ด้วยการนำสินค้าไปกระจายขายในร้านมัลติแบรนด์ 40 สาขาที่จะเปิดตัวพร้อมกัน ควบคู่กับการใช้ศักยภาพในการระบายสินค้าเป็นไพ่เหนือกว่าในการต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนมูลค่าคำสั่งซื้อให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าจริง จนสามารถลดมูลค่าคำสั่งซื้อลงเหลือ 1,500 ล้านวอนได้สำเร็จ

ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของการทำงานร่วมกัน บทเรียนจากทีมยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในยามปกติคนในองค์กรอาจมีความคิดเห็นไม่ตรงกันหรือกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่เมื่อเกิดวิกฤตหรือสภาวะคับขัน ทุกคนก็พร้อมที่จะร่วมมือช่วยเหลือกันเสมอ โดยยึดหลักการสำคัญในการทำงานว่าจะต้องไม่พึงตัดสินใครเพียงเพราะคำพูดของคนอื่น

สุดท้ายเรื่องราวใน “The Ordinary Jackpot” โปรดอย่าลองดี วันนี้พี่รวย จึงไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์สะท้อนตลกร้ายของคนถูกหวยที่ยังต้องมาทำงาน แต่คือคอร์สการเงินและบทเรียนชีวิตออฟฟิศที่ย้ำเตือนเราว่า ในโลกที่เวลาเดินอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคนโดยไม่แบ่งแยก คนทำงานอาจไม่จำเป็นต้องรอให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ถึงจะเริ่มสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และทางการเงินของตัวเองได้ เพียงแค่เราเริ่มเก็บเงินสำรอง บริหารสภาพคล่อง และมองเห็นคุณค่าในตัวเองเพื่อสร้าง F*ck-Off Money ทีละเล็กทีละน้อย เราก็จะสามารถเปลี่ยนงานจากพันธนาการในชีวิต ให้กลายเป็นทางเลือกที่เราเป็นผู้กำหนดและควบคุมได้อย่างแท้จริง

6 ข้อคิดจากซีรีส์ ปลดล็อก 'อำนาจการต่อรอง' ในชีวิต เมื่อความมั่นคงทางใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับลอตเตอรี่

1.พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และกล้าฉีกขนบธรรมเนียมเดิม

วิกฤตสต็อกสินค้าล้นคลังหรือข่าวฉาวของพรีเซนเตอร์ อาจเป็นฝันร้ายทางธุรกิจ แต่นักบริหารที่มองเห็นโอกาสในข้อจำกัดจะกล้าฉีกกฎเดิมๆ เปลี่ยนพื้นที่สื่อและวิกฤตสังคมให้กลายเป็นกลยุทธ์การตลาดอันทรงพลัง

2.ในการเจรจา “คำถามคืออำนาจ”

การตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์และการถือไพ่เหนือกว่า ทำให้เราควบคุมทิศทางในการต่อรองได้ ไม่ว่าจะเป็นการขอทุนส่งเสริมการขาย หรือการต่อรองราคากับซัพพลายเออร์เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของธุรกิจ

3.อย่าเพิ่งตัดสิน “ใครคนหนึ่ง” เพียงเพราะคำพูดของคนอื่น

การเปิดใจรับฟังและมองผู้ร่วมงานด้วยความเป็นธรรม ปราศจากอคติหรือคำนินทา จะช่วยสร้างความไว้วางใจและดึงพลังความร่วมมือในทีมออกมาได้มากที่สุดในยามเกิดวิกฤต

4.สร้าง F*ck-Off Money เพื่อคืนอำนาจและอิสรภาพในการควบคุมชีวิต

เงินสำรองที่มากพอไม่ได้มีไว้แค่ใช้ชีวิตหรูหรา แต่มีไว้เพื่อซื้อ “สิทธิในการปฏิเสธ” สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ช่วยลดความกลัวในที่ทำงาน เปลี่ยนเราจาก “เหยื่อของระบบ” ไปเป็น “ผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรอง”

5.มองเห็นคุณค่าและศักยภาพของตัวเอง 

แรงงานและทักษะที่เรามีคือสินทรัพย์ ที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง การเปรียบเทียบตัวเองเป็นเหมือน 'ตึก VIP' ใจกลางเมือง ทำให้เราตระหนักว่างานไม่ได้เป็นเพียงพันธนาการเพื่อหาเช้ากินค่ำ แต่เป็นสนามทดลองศักยภาพของเราเอง

6.ความกล้าตัดสินใจบนความเสี่ยง 

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จไม่ได้หลีกเลี่ยงปัญหา แต่กล้าท้าทายกรอบปฏิบัติเดิมและกล้าใช้งบประมาณเกินเป้าหมาย หากประเมินแล้วว่าผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องแลก

แล้วคุณล่ะ ถ้าถูกหวยจะเลือกทำงานต่อ หรือ ลาออกกันแน่ ? 

อ่านบทความจากซีรีส์เพิ่มเติมได้ที่นี่ 

อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance  

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney