อะไรทำให้การ์ดสะสม 1 ใบ แพงเป็นล้าน จนเป็นสินทรัพย์ลงทุนใหม่ คุยกับ "โอม แห่ง Cardster Thailand"

Personal Finance

Wealth Management

Tag

อะไรทำให้การ์ดสะสม 1 ใบ แพงเป็นล้าน จนเป็นสินทรัพย์ลงทุนใหม่ คุยกับ "โอม แห่ง Cardster Thailand"

Date Time: 18 ต.ค. 2569 14:50 น.

Video

NVIDIA AI Factory โมเดลหมื่นล้าน ทั้งฉลาดและเสี่ยง | Digital Frontiers

“Summary“

อะไรทำให้กระดาษ 1 ใบราคาแพงกว่าบ้าน? จาก Passion วัย 7 ขวบ สู่เบอร์ 1 Cardster Thailand คุยกับ "โอม-อภิสัณห์" ในวันที่การ์ดสะสมกลายเป็นสินทรัพย์ลงทุนใหม่

Latest


เมื่อไม่นานมานี้ วงการการ์ดสะสมระดับโลกต้องบันทึกสถิติใหม่อีกครั้ง เมื่อการ์ด Pikachu Illustrator (เกรด PSA 10) ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง Logan Paul ถูกจบประมูลผ่านแพลตฟอร์ม Goldin ด้วยมูลค่าสูงถึง 16,492,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 515 ล้านบาท ตอกย้ำสถิติ Guinness World Records เป็นการ์ดโปเกมอนที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์


ความล้ำค่าของกระดาษแผ่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่มันคือผลงานการออกแบบของ อัตสึโกะ นิชิดะ ผู้วาดตัวละครพิคาชูต้นฉบับ ซึ่งผลิตขึ้นในปี 1998 เพียง 39 ใบในโลก เพื่อมอบเป็นรางวัลแก่ผู้ชนะงานประกวดวาดภาพในญี่ปุ่น โดยไม่เคยถูกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ และใบนี้เป็นเพียงใบเดียวในโลกที่ผ่านการประเมินสภาพระดับ Gem Mint 10 หรือสภาพสมบูรณ์แบบที่สุดจากสถาบันตัวกลางสากลอย่าง Professional Sports Authenticator (PSA)

ซึ่งย้อนกลับไปในวันที่การ์ดใบนี้ถูกแจก เป็นยุคที่ผู้ได้รับอาจยังไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่ากระดาษในมือจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ในอีกสองทศวรรษถัดมาและปรากฏการณ์ "กระดาษเปลี่ยนชีวิต" นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในต่างประเทศ

จาก Passion วัยเด็ก สู่ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับตลาด

สำหรับในประเทศไทยนั้น หากถามถึงการ์ดสะสมที่มีมูลค่าสูงที่สุด น่าจะอยู่ที่ราว 40-45 ล้านบาท นี่คือคำบอกเล่าของ “โอม-อภิสัณห์ วงษ์ภิญญาวัธน์ CEO” แห่ง The Cardster Co., Ltd. ในงานเปิด Bangkok International Card Show 2026 

ก่อนที่เขาจะหยิบยกเรื่องราว การ์ดในคอลเลกชันส่วนตัว ที่มีมูลค่าสูงสุดอย่างการ์ดเบสบอล Shohei Ohtani (โชเฮ โอทานิ) ระดับ 1/1 (One-of-One มีใบเดียวในโลก) มาเล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจ 


การ์ดใบนี้มีความพิเศษตรงที่ฝังชิ้นส่วนถุงมือแข่งจริงตรงบริเวณโลโก้ธงชาติญี่ปุ่น พร้อมลายเซ็นสด และได้รับการเกรดสภาวะสมบูรณ์แบบสมบูรณ์ทั้งตัวการ์ดและลายเซ็น (KSA 10/10) เขาซื้อมาในช่วงก่อนกระแสจะพีคสุดขีดด้วยราคาประมาณ 3–4 ล้านบาท แต่ปัจจุบัน มีนักสะสมเสนอราคาขอซื้อต่อสูงถึง 20 ล้านบาท 

ทว่าเขายังคงเลือกที่จะเก็บมันไว้ เพราะสำหรับคนที่อยู่ในวงการนี้ มูลค่าของการ์ดอาจไม่ได้จบลงที่ตัวเลขบนข้อเสนอซื้อขาย หากยังรวมถึงความหายาก เรื่องราวเบื้องหลัง และความรู้สึกผูกพันที่เงินอาจซื้อทดแทนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การ์ดจะกลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าหลายล้านบาท หรือเป็นสินทรัพย์ที่นักสะสมทั่วโลกแข่งขันกันครอบครอง จุดเริ่มต้นของ“โอม-อภิสัณห์” เองก็ไม่ได้ต่างจากคนรักการ์ดอีกจำนวนมาก นั่นคือการได้รู้จักการ์ดตั้งแต่วัยเด็ก

จากความหลงใหลในวัยเยาว์ ความทรงจำบนซองกระดาษนั้นได้เติบโตมาเป็นธุรกิจจริงจัง ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 จนกลายเป็น Cardster Thailand ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายการ์ดสะสมเบอร์ 1 ของไทย และเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย


ถอดรหัส กระดาษหลักล้าน อะไรเป็นตัวกำหนดมูลค่า?

สำหรับคนนอกวงการ การจ่ายเงินซื้อกระดาษแผ่นละหลักแสนหรือหลักล้านอาจดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเข้าใจ แต่ในมุมมองของนักการเงินและนักสะสม มูลค่าของการ์ดไม่ได้เกิดจากราคาตั้งต้น แต่ถูกกำหนดด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ

  1. ความหายาก (Rarity): โดยเฉพาะการ์ดตระกูล 1/1 (One-of-One) หรือการ์ดรางวัลที่ไร้การผลิตซ้ำ
  2. สภาพของการ์ด (Condition & Grading): การมีสถาบันตัวกลางระดับโลกอย่าง PSA คอยตรวจเช็กขอบ มุม ผิวหน้า และสัดส่วนเพื่อตัดเกรด 1-10 ( Gem Mint 10) ถือเป็นดัชนีชี้วัดความแท้และความสมบูรณ์แบบ คล้ายกับการมีเซียนพระและใบรับรองในวงการพระเครื่อง
  3. ความนิยมของตัวละคร/นักกีฬา (Popularity): ผลงานสนามแข่งของนักกีฬา หรือความอิมแพกต์ของตัวละคร pop culture
  4. เรื่องราวและประวัติศาสตร์ (Story & History): ลายเซ็นสด (On-card Auto) ชิ้นส่วนเสื้อแข่งจริง (Game-used Patch) หรือผู้สร้างสรรค์ artwork
  5. พลังของคอมมูนิตี้ (Community Demand): อุปสงค์ในตลาดที่พร้อมจะแย่งชิงเมื่อการ์ดหลุดออกมาสู่การประมูล

องค์ประกอบเหล่านี้เปลี่ยนการ์ดสะสมจากการเป็นเพียง "ของเล่น" ให้กลายเป็น Alternative Asset (สินทรัพย์ลงทุนทางเลือก) ที่มีความคล่องตัวในการซื้อขายเปลี่ยนมือสูง และมีสถิติราคาเปิดเผยโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์มการประมูลสากลอย่าง eBay หรือ Goldin Auctions

อย่างในเคสของนักสะสมไทย เคยมีการส่งประมูลการ์ดฟุตบอล Cristiano Ronaldo 1/1 ลายเซ็นสด ผ่านบริการของ Cardster และจบประมูลไปได้สูงถึง 14 ล้านบาท (420,000 USD) โดยมีนักสะสมต่างชาติเป็นผู้ชนะประมูลไป


“สำหรับ Card Collector การ์ดที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่ใบที่แพงที่สุดในคอลเลคชั่นสะสม แต่อาจเป็นใบแรกที่นักสะสมได้มา ใบที่ตามหามาหลายปีหรือใบที่มีเรื่องราวบางอย่างในความทรงจำของนักสะสม และนี่คือเสน่ห์ของ Collectible Cards ที่ราคาไม่ได้ชี้วัดคุณค่าเสมอไป” 

เปิดกลไกตลาด จากความชื่อชอบ สู่ Asset ลงทุนใหม่ 

ตัวเลขตลาดการ์ดสะสมระดับโลก (Collectible Card Market) จากข้อมูลของ Card Ladder ระบุว่า ในปี 2025 มาร์เก็ตแคปซื้อขายรวมอยู่ที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพียงช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าพุ่งสูงขึ้นไปถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 แสนล้านบาท) โดยตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมการเทรดเปลี่ยนมือกันเองของรายย่อย

3 ตลาดใหญ่ที่สุดของการ์ดสะสม ประกอบไปด้วย

  • สหรัฐอเมริกา ขับเคลื่อนด้วยการ์ดกีฬา (Sports Cards) และฐานการประมูลระดับสากล
  • ญี่ปุ่น ต้นตำหรับและศูนย์กลางวัฒนธรรม Trading Card Games (TCGs) ของโลก ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ยักษ์ใหม่อย่าง โปเกมอน และ วันพีซ
  • จีน ตลาดผู้ซื้อขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในฝั่งการ์ดบาสเกตบอลและการ์ดสะสมสายบันเทิง

ขณะที่ภาพรวมตลาดในประเทศไทย มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งหมด (นับรวมการเทรดเปลี่ยนมือย่อย) ถูกประเมินว่าสูงถึง 20,000 - 30,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 200-300% ในช่วงปีที่ผ่านมา


เมื่อสแกนพฤติกรรมผู้เล่นในไทย CEO The Cardster เล่าว่า ตลาดถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลัก 

  • Trading Card Games (TCGs): มีสัดส่วนสูงถึง 75% นำโดยโปเกมอน (Pokémon), วันพีซ (One Piece) และ Magic: The Gathering ซึ่งการ์ดโปเกมอนภาษาไทยกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะมีกลุ่มแฟนคลับในไทยกว่า 2 แสนคนแล้ว การ์ดภาษาไทยยังถูกยอมรับในเวทีแข่งระดับโลก (World Championship) ส่งผลให้นักสะสมต่างชาติตามเก็บการ์ดภาษาไทยในฐานะการ์ดที่มีการผลิตจำกัด (Limited Edition)
  • Sports & Non-Sports Cards: คิดเป็นสัดส่วน 25% ครอบคลุมการ์ดกีฬาบาสเกตบอล ฟุตบอล เบสบอล F1 (เช่น การ์ด Alex Albon 1/1 พร้อมชิ้นส่วนธงชาติไทย) ไปจนถึงการ์ดดารา ภาพยนตร์ หรือ Disney (เช่น การ์ด Mickey Mouse หายากราคาหลักแสนดอลลาร์)


โครงสร้างการซื้อขายในไทยปัจจุบันเป็นการเทรดผ่านตัวกลางประมาณ 65% และซื้อขายกันเอง 35% โดยมีกลุ่มผู้ซื้อเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเล็กวัย 7 ขวบ ที่เข้ามาด้วยความชอบ จนถึงกลุ่มหลักที่มีกำลังซื้อสูงสุดคือช่วงอายุ 32-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาจากวัยเด็กและปัจจุบันมีศักยภาพในการลงทุน


“เสน่ห์ของวงการนี้คือ เข้าแล้วออกยาก ครับ” 

“ภาวะเศรษฐกิจแทบไม่มีผลกระทบต่อตลาดการ์ดเลย เพราะคนไม่ได้มองว่ามันคือการฟุ่มเฟือย แต่มองเป็นสินทรัพย์ที่เก็บมูลค่าได้ ยิ่งมีอินฟลูเอนเซอร์และคนนอกวงการเข้ามา ก็ยิ่งเกิดตัวแปรที่ขับเคลื่อนความต้องการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา”

6 ขาธุรกิจ Cardster และก้าวต่อไปสู่ Economic & Cultural Tourism

ปัจจุบัน Cardster เติบโตจากการเป็นร้านค้าปลีกเล็กๆ สู่การเป็น Ecosystem ครบวงจร 6 ขาธุรกิจ (Retail, Wholesale/Distribution, Live Streaming, Grading, Consignment ฝากประมูลต่างประเทศ และ Event Organizing) โดยทำรายได้จาก 66 ล้านบาทในปีที่แล้ว พุ่งสู่เป้าหมาย 220 ล้านบาท ในปีนี้ ซึ่งกว่า 60% ยังคงมาจากฝั่ง Retail

แต่นอกจากมิติทางธุรกิจ สิ่งที่ Cardster กำลังผลักดัน คือการใช้คอมมูนิตี้การ์ดสะสมมาเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อน เศรษฐกิจการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทย (Driving Tourism)


โดย งาน Bangkok International Card Show (BICS) ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือสะพานเชื่อมสำคัญ จากจุดเริ่มต้นที่มีผู้เข้าร่วม 500 คน สู่งาน BICS 2025 ที่มีผู้ร่วมงานกว่า 5,000 คนจาก 23 ประเทศ และในปี 2026 นี้ คาดการณ์ผู้เข้าร่วมงานกว่า 12,000 คน จาก 30 ประเทศทั่วโลก โดยมีการ Collab ร่วมกับแบรนด์การ์ดระดับโลกอย่าง Futera เพื่อออกการ์ดซีรีส์พิเศษ Thai Culture Series พรีเซนต์เอกลักษณ์ไทยผ่านงานศิลปะบนการ์ด

นักสะสมต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงาน ไม่เพียงแต่มาซื้อขายการ์ด แต่ยังเดินทางท่องเที่ยว พักโรงแรม และใช้จ่ายในประเทศ เกิดเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Passion

ก้าวต่อไปของกระดาษเปลี่ยนโลก

จากซองการ์ดราคาไม่กี่ดอลลาร์ในวันวาน สู่ธุรกิจร้อยล้านและอีเวนต์ระดับนานาชาติ เรื่องราวของ โอม-อภิสัณห์ และ Cardster Thailand ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คุณค่าที่แท้จริงของการ์ด ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ ความทรงจำ เรื่องราว และการเชื่อมโยงผู้คน เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการสะสมยุคใหม่ (Collectible Culture)

คำถามสำคัญถัดไปเมื่อมองอนาคตวงการนี้ในประเทศไทยก็คือ ในวันที่การ์ดสะสมไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม แต่ได้ก้าวมาเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกและ Soft Power ชนิดใหม่ ประเทศไทยจะสามารถปักหมุดกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น Capital Hub of Collectible Cards ของเอเชียอย่างเต็มตัว เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและนักสะสมจากทั่วทุกมุมโลกได้ไกลแค่ไหนในอนาคต?


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์