รู้จัก Sudden Wealth Syndrome เศรษฐีใหม่เผชิญความเครียด มั่งคั่งฉับพลัน จนชีวิตปรับตัวไม่ทัน

Personal Finance

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

รู้จัก Sudden Wealth Syndrome เศรษฐีใหม่เผชิญความเครียด มั่งคั่งฉับพลัน จนชีวิตปรับตัวไม่ทัน

Date Time: 21 ก.ย. 2569 17:58 น.

Video

Nebius เอาเงินจากไหนมาลงทุนมหาศาล? | Digital Frontiers EP.75

Summary

ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจำนวนมากเผชิญกับภาวะซึมเศร้าและความว่างเปล่าหลังขายกิจการ (Exit) เนื่องจากขาดเป้าหมายในชีวิตที่เคยยึดติดกับความสำเร็จของบริษัท

  • นักจิตบำบัดระบุว่า 'Sudden Wealth Syndrome' เกิดจากธุรกิจที่เติบโตเร็วเกินไปในยุค AI, ความกลัวที่จะพลาดโอกาส (FOMO) และความกดดันด้านศีลธรรมจากการสร้างเทคโนโลยี
  • ข้อมูลจาก Anastasia Koroleva ผู้ก่อตั้งพอดแคสต์ Exit Paradox พบว่ามีเพียง 15% ของผู้ที่ Exit ธุรกิจแล้วเท่านั้นที่รู้สึกว่าความมั่งคั่งช่วยเติมเต็มชีวิตได้อย่างแท้จริง
  • การยึดติดกับ 'Arrival Fallacy' หรือความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเงินจะนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการหลายคนต้องดิ้นรนหาทางออกทางจิตใจ
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มองชีวิตเป็นเกมที่ไม่สิ้นสุด (Infinite Game) และไม่ควรผูกคุณค่าของตนเองไว้กับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงอย่างเดียวเพื่อป้องกันวิกฤตทางอารมณ์

Latest


ในฐานะสตาร์ทอัพหรือธุรกิจใหม่ที่กำลังโต หนึ่งในความฝันสูงสุดของผู้ก่อตั้งคือการพาธุรกิจไป Exit และผู้ประกอบการหลายคนเลือกที่จะขายธุรกิจออกเพื่อถอนทุนออกมาเป็นผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สำหรับผู้สร้างธุรกิจหลายคน เงินจำนวนมหาศาลที่ทำให้ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีไปจนถึงมหาเศรษฐี กลับไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงที่หลายคนตามหา

บทความหนึ่งที่เผยแพร่บน Bloomberg โดย Tiffany Ap ระบุว่า อาการรวยฉับพลัน หรือที่เรียกว่า Sudden Wealth Syndrome กำลังกัดกินผู้ก่อตั้งในวงการเทคโนโลยีจำนวนมากอยู่ และปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกระแส AI ที่ทำให้เกิดเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นมาแทบทุกวัน

ภาพที่หลายคนมอง เมื่อขายบริษัทได้เงินก้อนโตมานั้น นั่นคือความสุขสบายที่หลายคนใฝ่หา แต่สำหรับคนที่ทำงานหนักมาตลอด บางคนก็เริ่มต้นจากความยากลำบากและความทะเยอทะยานนั้น เมื่อ Exit ออกไปแล้ว ผลที่ตามมากลับกลายเป็นความว่างเปล่า ไร้ซึ่งเป้าหมายในชีวิต

เมื่อเงินทองไม่ใช่คำตอบ

หนึ่งในนั้นที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในตัวเองหลังจากขายกิจการได้หลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ Anastasia Koroleva ตามข้อมูลบน LinkedIn เธอระบุว่า หลังเธอขายสตาร์ทอัพออกไป ซึ่งสามารถทำเงินให้เธอมากถึง 4 เท่าเมื่อ 15 ปีก่อน สิ่งนั้นกลับส่งผลให้เกิดวิกฤตทางอารมณ์และความคิด (Psychological Struggles)

เธอระบุว่า ความยากลำบากนั้นทำให้เธอต้องเลิกรากับสามี ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันหลายอย่าง จนเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เธอหันมาทำรายการพอดแคสต์ของตัวเองในชื่อ Exit Paradox สัมภาษณ์เศรษฐีหลายคน และเธอค้นพบว่า มีคนมั่งคั่งมากมายที่มีพื้นฐานมาจากสตาร์ทอัพ ต้องเผชิญสถานการณ์ทางอารมณ์เช่นเดียวกับเธอ

จุดสูงสุดที่เหมือนจะเป็นความสำเร็จที่ใฝ่ฝันมานานนั้น กลับกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจ บางคนอธิบายว่า “กำลังฟื้นตัวจากการขายบริษัทมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์” หรือแม้แต่ “ดิ้นรนอยู่นานนับสิบปี” เพื่อให้พ้นสภาพชีวิตที่ไร้จุดหมาย

สิ่งนี้นักจิตบำบัดเรียกว่า “Sudden Wealth Syndrome” หรืออาการรวยฉับพลัน โดย Annie Wright นักจิตบำบัด ระบุว่า เหตุผลของกลุ่มอาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นในยุค AI โดยจะประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ

  • ธุรกิจทำเงินได้เร็วเกินไป นับตั้งแต่ยุคคริปโตฯ บูม ระยะเวลาที่สตาร์ทบริษัทหนึ่งไปถึงจุดที่มีสภาพคล่องสูงนั้นสั้นลงเรื่อย ๆ หรือสตาร์ทอัพสามารถทำเงินได้เร็วขึ้นมากต่างจากยุคก่อน ๆ ทำให้ผู้ก่อตั้งมีระยะเวลาที่จะเติบโตไปพร้อมกับความมั่งคั่งน้อยลง พร้อมกันนี้ธุรกิจยังได้รับความสนใจจากสาธารณะ ถูกจับตาจากตลาด และความมั่งคั่งก็สามารถพุ่งขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน
  • กังวลว่าจะเสียโอกาส อีกหนึ่งเหตุผลใหญ่คือ ผู้ก่อตั้งธุรกิจเทคโนโลยีต่างกังวลว่า หน้าต่างโอกาสจะปิดลง หากชะลอความเร็วในการเติบโตลง หลายคนมองว่า ช่วงนี้คือโอกาสสำคัญที่จะโต หรืออีกนัยหนึ่งเรียกได้ว่าเป็น FOMO ในการทำธุรกิจ ที่ต่อให้มีเงินทองมากแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่ธุรกิจจะต้องไม่หยุดโต
  • ยึดติดกับศีลธรรม เหตุผลข้อนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกหยิบมาพูดถึงมากนัก นั่นคือ การต้องมาตอบคำถามว่า “ความมั่งคั่งที่ได้มานี้มาจากอะไรที่สร้างคุณค่าให้กับโลกนี้หรือไม่” กลายเป็นภาระที่หนักอึ้งของผู้ประกอบการหลายคน จนบางคนถึงขั้นเผชิญกับ “บาดแผลทางศีลธรรม” จากสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นและผลกระทบที่เทคโนโลยีมีต่อผู้อื่น

ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการถูกลอตเตอรี่ เพราะความรวยจากธุรกิจแบบนี้จะผูกติดกับตัวตนของพวกเขาไปตลอดกาล แม้ว่าจะรู้สึกประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม แต่ผลที่ตามมาบางครั้งกลายเป็นความไม่พึงพอใจและสะสมเป็นความเจ็บปวด 

นักจิตบำบัดระบุว่า หลายคนกำลังตกเป็นเหยื่อของ “Arrival Fallacy” หรือการเข้าใจผิดว่าหากไปถึงเป้าหมายตัวเลขที่วางไว้แล้วมันจะนำความสุขที่ยั่งยืนมาให้ แต่เมื่อมันไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ก่อตั้งหลายคนจึงเลือกกระโดดไปสร้างธุรกิจใหม่ทันที แต่ไม่ใช่เพราะแรงบันดาลใจ แต่เป็นเพราะความจำเป็นที่จะพิสูจน์ว่าความสำเร็จครั้งแรกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

Sherry Walling นักจิตวิทยาที่คลุกคลีกับนักธุรกิจในวงการสตาร์ทอัพ เล่าว่า คนที่รับมือกับเงินก้อนใหญ่ได้ดีที่สุด มักจะยึดถือสองความคิดไว้ด้วยกัน คือ “ฉันทำงานหนักมาก และฉันก็โชคดีมาก” เป็นการให้รางวัลตัวเองโดยไม่หลงตัวเองจนเกินไป 

ส่วนคนที่ต้องทุกข์ทรมานมากที่สุดมักเป็นคนที่ “บริษัทคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต” ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่มีงานอดิเรก ไม่มีความหมายอื่นในชีวิตนอกเหนือจากการขายบริษัท “นั่นคือจุดที่คุณผูกคุณค่าในตัวเองและความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองทั้งหมดไว้กับเหตุการณ์นี้เพียงเหตุการณ์เดียว” จึงไม่มีเงินจำนวนไหนที่ “จะเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงสิ่งนั้นให้คุณได้”

ตามหาจุดสมดุล

เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมาพร้อมกระแส AI วงจรความมั่งคั่งขยายตัวรวดเร็วขึ้นทวีคูณ แม้แต่พนักงานในบริษัทเองก็กลายเป็นผู้มั่งคั่งหน้าใหม่ ที่สามารถเดินออกจากบริษัทด้วยเงินจำนวนมหาศาลได้ทันที

หนึ่งในดีลที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ IPO ของ Anthropic ที่คาดว่าจะสร้างมหาเศรษฐีพันล้านได้อีก 7 คน ซึ่งก็คือกลุ่มผู้ก่อตั้งทั้งหมด และจะสร้างเศรษฐีร้อยล้านได้อีกกว่า 50 คน และคลอดเศรษฐีระดับสิบล้านได้อีกกว่า 1,200 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ Anthropic อยู่นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ก็ได้มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากจากการที่ SpaceX เข้าตลาดฯ เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา และยังไม่รวม Billionaires และ Millionaires อีกจำนวนมากที่จะเกิดขึ้นมาจากการที่ OpenAI เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า ซึ่งทั้ง 2 บริษัทรวมกันคาดว่าจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอีกหลายสิบคน

ภาพที่เกิดขึ้นหลังความมั่งคั่งทะยานสู่จุดใหม่ คือการใช้เงินอย่างไม่บันยะบันยังของคนที่มีเงินมากพอจนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป จนในบางสังคมต้องมีการตั้งคอมมูนิตี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้เศรษฐีเหล่านี้ได้สร้างเครือข่าย บริหารความมั่งคั่ง เพิ่มโอกาสการลงทุน ไปจนถึงบริหารภาพใหม่ของชีวิตด้วยเช่นกัน

เพราะคนที่เพิ่งมีเงินมหาศาลมาอยู่ในมือ พลวัตในชีวิตเปลี่ยนไปหลายอย่าง Sam Parr ผู้ประกอบการและผู้ก่อตั้ง Hampton เครือข่ายสำหรับนักธุรกิจที่มีความมั่งคั่งสูง ระบุว่า เมื่อคนคนหนึ่งก้าวขึ้นถึงยอดพีระมิดตั้งแต่อายุยังน้อย ผลที่ตามมาคือแรงกระแทกที่มีต่อครอบครัว 

ความคิดและการสื่อสารถึงทั้งพ่อแม่ คู่ชีวิต และเพื่อนกลับต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวเริ่มมีความคิดว่าตัวเองสมควรได้อะไรบ้าง ส่วนคนใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตยิ่งยากกว่า บางครั้งคนจะรวยก็ต้องแลกมาด้วยสิ่งที่มีราคาแพงกว่าที่คิด ที่จะแยกระหว่างคนที่ต้องการความใกล้ชิดจริง ๆ กับคนที่ต้องการเพียงการเข้าถึง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความระแวดระวังที่มากขึ้น

ตามข้อมูลการศึกษาของ Anastasia Koroleva เธอพบว่า จากจำนวนนักธุรกิจที่พาธุรกิจ Exit นั้น หลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้วราว 10 ปี มี 15% ที่ยังคงอยู่ในโหมดเศร้า ขณะที่ 70% นั้นสบายดีแต่บางครั้งยังรู้สึกว่างเปล่า และมีเพียง 15% เท่านั้นที่รู้สึกว่าสิ่งนี้เข้ามาเติมเต็มชีวิตจริง ๆ

เธอมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ตัวเลขในกลุ่มสุดท้ายเพิ่มขึ้นอีก จึงจัดแคมป์อบรม Post Wealth System ที่ออกแบบมาเพื่อนำทางผู้ที่มีอิสรภาพทางการเงินไปสู่ชีวิตที่เติมเต็มมากขึ้น 

หนึ่งในตัวอย่างของผู้ที่หลุดพ้นจากวงเวียนดังกล่าวคือ Michael Sonnenfeldt ผู้ก่อตั้ง Tiger 21 หนึ่งในเครือข่ายสำหรับคนรวยระดับ Ultrawealthy ที่คอยมองดูเพื่อนร่วมสังคมต้องเผชิญกับปัญหารวยเร็วเกินไปมาตลอด 30 ปี

“จะรวยจะจน แค่มีเงินก็ดีแล้ว” Michael Sonnenfeldt ยกคำพูดของคุณยายของภรรยาขึ้นมา พร้อมบอกว่า คนรวยจำนวนไม่น้อยปรับตัวได้ไม่ดี และคนที่ไม่รวยก็ปรับตัวได้ไม่ดีเช่นกัน “แต่ติดที่ว่า ความผิดพลาดของคนรวยมันสังเกตเห็นได้ชัดกว่าเวลาที่พวกเขาทำพลาด”

เขาไม่อยากให้คนตั้งความหวังว่าเงินมันจะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น พร้อมยกแนวคิดเดียวกับเกมขึ้นมาว่า ให้มองชีวิตเป็นเกมที่ไม่สิ้นสุด ที่เราไม่ได้เล่นเพื่อชนะ แต่เพื่อให้ไปต่อได้ยาว และต้องยอมรับให้ได้ว่า มันเป็นการปรับตัวที่ยากสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จสูงและถูกฝึกให้ยึดติดกับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ

ตอนนี้ ปัญหา “รวยเร็วเกินไป” ยังถือว่าอยู่ในคนกลุ่มน้อยมาก ๆ แต่ในยุค AI นี้ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้โลกเราจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอีกกี่คน และในอนาคตคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกลุ่มศึกษานำร่อง เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีเงินทุนหนุนหลัง ที่กำลังค้นหาก่อนคนอื่น ๆ ว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทำอะไรเมื่อไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทำอีกแล้ว


ที่มา: Bloomberg


อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ