
ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจำนวนมากเผชิญกับภาวะซึมเศร้าและความว่างเปล่าหลังขายกิจการ (Exit) เนื่องจากขาดเป้าหมายในชีวิตที่เคยยึดติดกับความสำเร็จของบริษัท
ในฐานะสตาร์ทอัพหรือธุรกิจใหม่ที่กำลังโต หนึ่งในความฝันสูงสุดของผู้ก่อตั้งคือการพาธุรกิจไป Exit และผู้ประกอบการหลายคนเลือกที่จะขายธุรกิจออกเพื่อถอนทุนออกมาเป็นผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สำหรับผู้สร้างธุรกิจหลายคน เงินจำนวนมหาศาลที่ทำให้ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีไปจนถึงมหาเศรษฐี กลับไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงที่หลายคนตามหา
บทความหนึ่งที่เผยแพร่บน Bloomberg โดย Tiffany Ap ระบุว่า อาการรวยฉับพลัน หรือที่เรียกว่า Sudden Wealth Syndrome กำลังกัดกินผู้ก่อตั้งในวงการเทคโนโลยีจำนวนมากอยู่ และปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกระแส AI ที่ทำให้เกิดเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นมาแทบทุกวัน
ภาพที่หลายคนมอง เมื่อขายบริษัทได้เงินก้อนโตมานั้น นั่นคือความสุขสบายที่หลายคนใฝ่หา แต่สำหรับคนที่ทำงานหนักมาตลอด บางคนก็เริ่มต้นจากความยากลำบากและความทะเยอทะยานนั้น เมื่อ Exit ออกไปแล้ว ผลที่ตามมากลับกลายเป็นความว่างเปล่า ไร้ซึ่งเป้าหมายในชีวิต
หนึ่งในนั้นที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในตัวเองหลังจากขายกิจการได้หลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ Anastasia Koroleva ตามข้อมูลบน LinkedIn เธอระบุว่า หลังเธอขายสตาร์ทอัพออกไป ซึ่งสามารถทำเงินให้เธอมากถึง 4 เท่าเมื่อ 15 ปีก่อน สิ่งนั้นกลับส่งผลให้เกิดวิกฤตทางอารมณ์และความคิด (Psychological Struggles)
เธอระบุว่า ความยากลำบากนั้นทำให้เธอต้องเลิกรากับสามี ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันหลายอย่าง จนเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เธอหันมาทำรายการพอดแคสต์ของตัวเองในชื่อ Exit Paradox สัมภาษณ์เศรษฐีหลายคน และเธอค้นพบว่า มีคนมั่งคั่งมากมายที่มีพื้นฐานมาจากสตาร์ทอัพ ต้องเผชิญสถานการณ์ทางอารมณ์เช่นเดียวกับเธอ
จุดสูงสุดที่เหมือนจะเป็นความสำเร็จที่ใฝ่ฝันมานานนั้น กลับกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจ บางคนอธิบายว่า “กำลังฟื้นตัวจากการขายบริษัทมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์” หรือแม้แต่ “ดิ้นรนอยู่นานนับสิบปี” เพื่อให้พ้นสภาพชีวิตที่ไร้จุดหมาย
สิ่งนี้นักจิตบำบัดเรียกว่า “Sudden Wealth Syndrome” หรืออาการรวยฉับพลัน โดย Annie Wright นักจิตบำบัด ระบุว่า เหตุผลของกลุ่มอาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นในยุค AI โดยจะประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ
ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการถูกลอตเตอรี่ เพราะความรวยจากธุรกิจแบบนี้จะผูกติดกับตัวตนของพวกเขาไปตลอดกาล แม้ว่าจะรู้สึกประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม แต่ผลที่ตามมาบางครั้งกลายเป็นความไม่พึงพอใจและสะสมเป็นความเจ็บปวด
นักจิตบำบัดระบุว่า หลายคนกำลังตกเป็นเหยื่อของ “Arrival Fallacy” หรือการเข้าใจผิดว่าหากไปถึงเป้าหมายตัวเลขที่วางไว้แล้วมันจะนำความสุขที่ยั่งยืนมาให้ แต่เมื่อมันไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ก่อตั้งหลายคนจึงเลือกกระโดดไปสร้างธุรกิจใหม่ทันที แต่ไม่ใช่เพราะแรงบันดาลใจ แต่เป็นเพราะความจำเป็นที่จะพิสูจน์ว่าความสำเร็จครั้งแรกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
Sherry Walling นักจิตวิทยาที่คลุกคลีกับนักธุรกิจในวงการสตาร์ทอัพ เล่าว่า คนที่รับมือกับเงินก้อนใหญ่ได้ดีที่สุด มักจะยึดถือสองความคิดไว้ด้วยกัน คือ “ฉันทำงานหนักมาก และฉันก็โชคดีมาก” เป็นการให้รางวัลตัวเองโดยไม่หลงตัวเองจนเกินไป
ส่วนคนที่ต้องทุกข์ทรมานมากที่สุดมักเป็นคนที่ “บริษัทคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต” ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่มีงานอดิเรก ไม่มีความหมายอื่นในชีวิตนอกเหนือจากการขายบริษัท “นั่นคือจุดที่คุณผูกคุณค่าในตัวเองและความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองทั้งหมดไว้กับเหตุการณ์นี้เพียงเหตุการณ์เดียว” จึงไม่มีเงินจำนวนไหนที่ “จะเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงสิ่งนั้นให้คุณได้”
เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมาพร้อมกระแส AI วงจรความมั่งคั่งขยายตัวรวดเร็วขึ้นทวีคูณ แม้แต่พนักงานในบริษัทเองก็กลายเป็นผู้มั่งคั่งหน้าใหม่ ที่สามารถเดินออกจากบริษัทด้วยเงินจำนวนมหาศาลได้ทันที
หนึ่งในดีลที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ IPO ของ Anthropic ที่คาดว่าจะสร้างมหาเศรษฐีพันล้านได้อีก 7 คน ซึ่งก็คือกลุ่มผู้ก่อตั้งทั้งหมด และจะสร้างเศรษฐีร้อยล้านได้อีกกว่า 50 คน และคลอดเศรษฐีระดับสิบล้านได้อีกกว่า 1,200 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ Anthropic อยู่นั่นเอง
ก่อนหน้านี้ก็ได้มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากจากการที่ SpaceX เข้าตลาดฯ เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา และยังไม่รวม Billionaires และ Millionaires อีกจำนวนมากที่จะเกิดขึ้นมาจากการที่ OpenAI เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า ซึ่งทั้ง 2 บริษัทรวมกันคาดว่าจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอีกหลายสิบคน
ภาพที่เกิดขึ้นหลังความมั่งคั่งทะยานสู่จุดใหม่ คือการใช้เงินอย่างไม่บันยะบันยังของคนที่มีเงินมากพอจนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป จนในบางสังคมต้องมีการตั้งคอมมูนิตี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้เศรษฐีเหล่านี้ได้สร้างเครือข่าย บริหารความมั่งคั่ง เพิ่มโอกาสการลงทุน ไปจนถึงบริหารภาพใหม่ของชีวิตด้วยเช่นกัน
เพราะคนที่เพิ่งมีเงินมหาศาลมาอยู่ในมือ พลวัตในชีวิตเปลี่ยนไปหลายอย่าง Sam Parr ผู้ประกอบการและผู้ก่อตั้ง Hampton เครือข่ายสำหรับนักธุรกิจที่มีความมั่งคั่งสูง ระบุว่า เมื่อคนคนหนึ่งก้าวขึ้นถึงยอดพีระมิดตั้งแต่อายุยังน้อย ผลที่ตามมาคือแรงกระแทกที่มีต่อครอบครัว
ความคิดและการสื่อสารถึงทั้งพ่อแม่ คู่ชีวิต และเพื่อนกลับต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวเริ่มมีความคิดว่าตัวเองสมควรได้อะไรบ้าง ส่วนคนใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตยิ่งยากกว่า บางครั้งคนจะรวยก็ต้องแลกมาด้วยสิ่งที่มีราคาแพงกว่าที่คิด ที่จะแยกระหว่างคนที่ต้องการความใกล้ชิดจริง ๆ กับคนที่ต้องการเพียงการเข้าถึง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความระแวดระวังที่มากขึ้น
ตามข้อมูลการศึกษาของ Anastasia Koroleva เธอพบว่า จากจำนวนนักธุรกิจที่พาธุรกิจ Exit นั้น หลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้วราว 10 ปี มี 15% ที่ยังคงอยู่ในโหมดเศร้า ขณะที่ 70% นั้นสบายดีแต่บางครั้งยังรู้สึกว่างเปล่า และมีเพียง 15% เท่านั้นที่รู้สึกว่าสิ่งนี้เข้ามาเติมเต็มชีวิตจริง ๆ
เธอมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ตัวเลขในกลุ่มสุดท้ายเพิ่มขึ้นอีก จึงจัดแคมป์อบรม Post Wealth System ที่ออกแบบมาเพื่อนำทางผู้ที่มีอิสรภาพทางการเงินไปสู่ชีวิตที่เติมเต็มมากขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างของผู้ที่หลุดพ้นจากวงเวียนดังกล่าวคือ Michael Sonnenfeldt ผู้ก่อตั้ง Tiger 21 หนึ่งในเครือข่ายสำหรับคนรวยระดับ Ultrawealthy ที่คอยมองดูเพื่อนร่วมสังคมต้องเผชิญกับปัญหารวยเร็วเกินไปมาตลอด 30 ปี
“จะรวยจะจน แค่มีเงินก็ดีแล้ว” Michael Sonnenfeldt ยกคำพูดของคุณยายของภรรยาขึ้นมา พร้อมบอกว่า คนรวยจำนวนไม่น้อยปรับตัวได้ไม่ดี และคนที่ไม่รวยก็ปรับตัวได้ไม่ดีเช่นกัน “แต่ติดที่ว่า ความผิดพลาดของคนรวยมันสังเกตเห็นได้ชัดกว่าเวลาที่พวกเขาทำพลาด”
เขาไม่อยากให้คนตั้งความหวังว่าเงินมันจะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น พร้อมยกแนวคิดเดียวกับเกมขึ้นมาว่า ให้มองชีวิตเป็นเกมที่ไม่สิ้นสุด ที่เราไม่ได้เล่นเพื่อชนะ แต่เพื่อให้ไปต่อได้ยาว และต้องยอมรับให้ได้ว่า มันเป็นการปรับตัวที่ยากสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จสูงและถูกฝึกให้ยึดติดกับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ
ตอนนี้ ปัญหา “รวยเร็วเกินไป” ยังถือว่าอยู่ในคนกลุ่มน้อยมาก ๆ แต่ในยุค AI นี้ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้โลกเราจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอีกกี่คน และในอนาคตคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกลุ่มศึกษานำร่อง เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีเงินทุนหนุนหลัง ที่กำลังค้นหาก่อนคนอื่น ๆ ว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทำอะไรเมื่อไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทำอีกแล้ว
ที่มา: Bloomberg
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney