
การส่งต่อ Bitcoin ขึ้นอยู่กับรูปแบบการถือครอง ทั้งผ่านแพลตฟอร์มศูนย์กลาง, ETF หรือการเก็บรักษาด้วยตนเอง (Self-custody) ซึ่งมีขั้นตอนทางกฎหมายและเทคนิคที่ต่างกัน
Bitcoin (BTC) อาจเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี แต่สำหรับนักลงทุนที่มอง Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “ซื้อที่ราคาเท่าไร” หรือ “จะขายเมื่อไร” แต่ยังรวมถึงคำถามที่ว่า หากวันหนึ่งเจ้าของ Bitcoin เสียชีวิต แล้วสินทรัพย์ที่สะสมไว้จะถูกส่งต่อไปยังลูกหลานอย่างไร?
เพราะ Bitcoin แตกต่างจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิมตรงที่การมีสิทธิในสินทรัพย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงชื่อเจ้าของบัญชี แต่ในกรณีที่ถือครองด้วยตนเอง การเข้าถึง Bitcoin ผูกอยู่กับข้อมูลสำคัญอย่าง Private Key, Seed Phrase และ Passphrase ดังนั้นหากไม่มีการวางแผนส่งต่อไว้ล่วงหน้า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่จริงบน Blockchain แต่ไม่มีใครเข้าถึงได้
สิรภพ นิลบดี หรือ “อาจารย์ขิง” Head of Bitcoin Education บริษัท ไรท์ ชิฟท์ จำกัด (Right Shift) อธิบายว่า วิธีบริหาร Bitcoin เพื่อส่งต่อเป็นมรดกสามารถแตกต่างกันไปตามรูปแบบการถือครอง โดยแต่ละวิธีมีทั้งข้อดี ความเสี่ยง และขั้นตอนที่ทายาทต้องดำเนินการแตกต่างกัน
สำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้ถือ Bitcoin ด้วยตัวเอง แต่ซื้อและเก็บไว้บนแพลตฟอร์มของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อเจ้าของบัญชีเสียชีวิต ทายาทสามารถดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดการสินทรัพย์ดังกล่าวได้
โดยทั่วไป กระบวนการจะเกี่ยวข้องกับการขอคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ก่อนนำคำสั่งศาลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบมรณบัตรและเอกสารยืนยันตัวตนไปยื่นต่อผู้ให้บริการ เพื่อดำเนินการกับสินทรัพย์ในบัญชีของผู้เสียชีวิตตามขั้นตอนของแต่ละแพลตฟอร์ม
จุดสำคัญ คือ ทายาทควรรู้ก่อนว่าเจ้าของมรดกถือ Bitcoin อยู่ที่ไหน เพราะแม้กระบวนการทางกฎหมายจะสามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีหรือแพลตฟอร์มที่ใช้ถือครอง สินทรัพย์ก็อาจถูกมองข้ามไปได้
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การลงทุนผ่าน Bitcoin ETF โดยหากเป็นหน่วยลงทุนที่ถือผ่านระบบตลาดทุน การส่งต่อจะมีลักษณะใกล้เคียงกับการจัดการหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนอื่น ๆ มากกว่าการส่งต่อ Private Key
สำหรับ Bitcoin ETF ในตลาดหุ้นไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต. ขณะที่นักลงทุนไทยบางรายสามารถลงทุนใน Bitcoin ETF ต่างประเทศผ่านผู้ให้บริการที่เปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้
กรณีเจ้าของบัญชีเสียชีวิต ทายาทจะต้องดำเนินการตามกระบวนการของผู้ให้บริการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายละเอียดอาจแตกต่างกันตามประเภทของสินทรัพย์ ประเทศที่จดทะเบียน และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ต้น คือ เก็บข้อมูลว่าทรัพย์สินอยู่ที่แพลตฟอร์มใด และอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใด
สำหรับผู้ที่ซื้อและเก็บ Bitcoin บนแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศ กระบวนการจัดการมรดกอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มอาจมีนโยบายสำหรับกรณีผู้ใช้งานเสียชีวิตแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องเอกสาร ขั้นตอนการยืนยันสิทธิ ค่าใช้จ่าย และกระบวนการทางกฎหมาย
นอกจากนี้หากผู้ให้บริการอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของประเทศอื่น การดำเนินการกับสินทรัพย์อาจต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการของประเทศนั้นด้วย ดังนั้นนักลงทุนควรบันทึกข้อมูลแพลตฟอร์มที่ใช้ถือครองสินทรัพย์ รวมถึงช่องทางและขั้นตอนที่ทายาทต้องใช้ในการติดต่อผู้ให้บริการ
กรณีที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การถือ Bitcoin แบบ Self-custody หรือการเก็บรักษา Bitcoin ด้วยตัวเอง
ข้อแตกต่างสำคัญ คือ ไม่มีบริษัทหรือแพลตฟอร์มที่สามารถช่วยยืนยันสิทธิให้ทายาทได้โดยตรงเหมือนบัญชีซื้อขายทั่วไป เพราะสิทธิในการเข้าถึง Bitcoin ผูกกับกุญแจที่ใช้ควบคุม Wallet ดังนั้นในกรณีนี้ คือ ทำอย่างไรให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเข้าถึง Bitcoin ไปถึงทายาทอย่างปลอดภัย โดยไม่เปิดช่องให้บุคคลอื่นนำ Bitcoin ไปก่อนเวลา โดยปัญหานี้แบ่งได้เป็น 2 มิติสำคัญ
มิติแรก คือ จะส่งมอบสิทธิในการเข้าถึงอย่างไร สมมติว่านักลงทุนเก็บ Seed Phrase ไว้ในตู้เซฟและบอกลูกหลานว่ามีข้อมูลดังกล่าวอยู่ วิธีนี้ดูง่าย แต่มีความเสี่ยง เพราะหากทายาทสามารถเข้าถึง Seed Phrase ได้ตั้งแต่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ ก็อาจเข้าถึง Bitcoin ได้ทันที
ในทางกลับกัน หากนำ Seed Phrase ทั้งหมดไปฝากไว้กับบุคคลอื่น เช่น ทนาย ก็สร้างความเสี่ยงอีกด้าน เพราะบุคคลที่ถือ Seed Phrase อาจสามารถเข้าถึง Bitcoin ได้โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของเสียชีวิตจึงเกิดแนวคิดในการแบ่งสิทธิการเข้าถึงออกจากกัน
หนึ่งในวิธีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ คือ Multisig หรือ Multi-signature Wallet ตัวอย่างเช่น สร้าง Wallet แบบ 2-of-3 Multisig หมายความว่า Wallet มี Key ทั้งหมด 3 ชุด แต่ต้องใช้ Key อย่างน้อย 2 ชุดร่วมกันจึงจะสามารถทำธุรกรรมได้
สมมติว่าเจ้าของ Bitcoin แบ่ง Key ออกเป็น 3 ชุด และจัดเก็บไว้ในสถานที่หรือกับบุคคลที่แตกต่างกัน เมื่อเจ้าของยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถควบคุม Bitcoin ได้ตามเงื่อนไขที่ออกแบบไว้ ขณะเดียวกันหากเจ้าของเสียชีวิต ทายาทสามารถใช้ Key ของตนร่วมกับ Key อีกชุดที่ถูกกำหนดไว้สำหรับกระบวนการมรดกเพื่อเข้าถึงสินทรัพย์ได้
ข้อสำคัญ คือ Multisig ไม่ได้หมายความว่าเอา Seed Phrase เดียวกันไปแบ่งเป็นหลายส่วน แต่เป็นการใช้ Key หลายชุดร่วมกันตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน Wallet สำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์จำนวนมาก วิธีนี้จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ Key ชุดเดียวสูญหาย ถูกขโมย หรือถูกเปิดเผยก่อนเวลา
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อนขึ้น ยังมีบริการประเภท Collaborative Multisig ซึ่งเข้ามาช่วยจัดโครงสร้าง Wallet แบบ Multisig และอาจถือ Key บางส่วนไว้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
แนวคิดสำคัญ คือ ผู้ให้บริการไม่ควรสามารถนำ Bitcoin ของเจ้าของไปได้โดยลำพัง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อเจ้าของเสียชีวิต ผู้ให้บริการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการส่งมอบ Key หรือช่วยดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้
ข้อแลกเปลี่ยน คือ นักลงทุนต้องยอมพึ่งพาบุคคลที่สามมากขึ้น และต้องพิจารณาทั้งเรื่อง ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิคมากขึ้น Bitcoin ยังสามารถออกแบบเงื่อนไขการใช้จ่ายผ่าน Script ได้ แนวคิดหนึ่ง คือ Dead Man's Switch ซึ่งออกแบบเงื่อนไขให้สิทธิในการเข้าถึง Bitcoin เปลี่ยนไปเมื่อไม่เกิดกิจกรรมตามระยะเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น หากไม่มีการเคลื่อนไหวของ Bitcoin ด้วย Key ของเจ้าของเป็นระยะเวลาหนึ่งตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ทายาทจึงสามารถใช้ Key ของตนเพื่อเข้าถึงสินทรัพย์ได้
แนวทางนี้มีข้อดีตรงที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องส่งมอบ Key หลักที่ใช้งานอยู่ให้กับทายาทตั้งแต่แรก แต่เป็นแนวทางที่ต้องออกแบบอย่างระมัดระวัง เพราะหากตั้งเงื่อนไขผิดหรือไม่มีกลไกสำรอง ก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อการสูญเสียสินทรัพย์ได้เช่นกัน
อีกหนึ่งปัญหาที่มักถูกมองข้าม คือ ต่อให้ทายาทได้รับ Key แล้ว แต่ถ้าไม่รู้วิธีใช้งาน Bitcoin ก็ยังมีโอกาสสูญเสียสินทรัพย์ได้
อาจารย์ขิงระบุว่า ผู้ถือ Bitcoin จำนวนหนึ่งพยายามสร้างความเข้าใจพื้นฐานให้กับคนในครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนในครอบครัวอาจไม่ได้ใช้งานหรือเรียนรู้ต่อเนื่อง ทำให้ลืมขั้นตอนที่จำเป็น โดยทางออกหนึ่ง คือ การจัดทำเอกสารส่งต่อมรดก Bitcoin ไว้ล่วงหน้า โดยไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลลับทั้งหมดลงในเอกสารเดียวกัน
สิ่งที่ควรระบุ เช่น
โดยเฉพาะ Seed Phrase และ Passphrase ควรถือเป็นข้อมูลลับที่ไม่ควรส่งให้บุคคลอื่นโดยไม่จำเป็น หรือในทางกลับกัน ข้อมูลอย่าง Extended Public Key (Xpub), Wallet Descriptor หรือข้อมูลยอด Bitcoin อาจถูกออกแบบให้ใช้สำหรับการตรวจสอบหรือกู้คืนโครงสร้าง Wallet ได้ในบางกรณี โดยต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าข้อมูลแต่ละประเภทเปิดเผยได้มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือ เมื่อเจ้าของเสียชีวิตแล้ว ทายาทนำ Seed Phrase ไปโพสต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นอาจเท่ากับเปิดทางให้บุคคลอื่นเข้าถึง Bitcoin ได้ทันที
อีกเรื่องที่นักลงทุน Bitcoin ต้องวางแผนควบคู่กัน คือ ภาษี การที่ Bitcoin ถูกเก็บใน Self-custody และไม่มีตัวกลางรับรู้ ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์ดังกล่าวจะอยู่นอกกฎหมายภาษี
ตามข้อมูลที่อาจารย์ขิงให้ไว้ หากมรดกสุทธิที่ทายาทได้รับมีมูลค่าเกินเกณฑ์ 100 ล้านบาท โดยต้องพิจารณารวมทรัพย์สินและหนี้สินประเภทอื่นตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่เกินเกณฑ์อาจอยู่ภายใต้ภาษีมรดกตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น นักลงทุนที่มี Bitcoin จำนวนมากควรวางแผนเรื่องเอกสาร การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และภาระภาษีไว้ล่วงหน้า ไม่ควรมองเพียงเรื่องการเก็บ Private Key เท่านั้น
นอกจากนี้ แนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลยังมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ Travel Rule ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเก็บและส่งต่อข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างผู้ให้บริการ ประเด็นนี้ทำให้แนวคิดที่ว่า “ถ้าเป็น Self-custody แล้วจะไม่มีใครรู้ว่าเราถือ Bitcoin” ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นสมมติฐานในการวางแผนภาษี
สำหรับนักลงทุน Digital Asset ที่ถือ Bitcoin ในระยะยาว การวางแผนส่งต่อสามารถเริ่มจาก 7 ขั้นตอนง่าย ๆ
สำหรับนักลงทุนที่มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ระยะยาว การวางแผนมรดกจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ควรคิดตั้งแต่วันที่เริ่มสะสม ไม่ใช่รอจนเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วค่อยหาวิธีแก้ เพราะความแตกต่างสำคัญของ Bitcoin เมื่อเทียบกับสินทรัพย์แบบดั้งเดิม คือ ไม่มีใครสามารถกดปุ่มรีเซ็ตรหัสผ่านให้เราได้
หากถือผ่านตัวกลาง สิ่งสำคัญ คือ การทำให้ทายาทรู้ว่าถือสินทรัพย์ไว้ที่ไหนและต้องดำเนินการอย่างไร หากถือแบบ Self-custody สิ่งสำคัญยิ่งกว่าเดิมคือการออกแบบระบบให้คนที่เราต้องการให้ได้รับสามารถเข้าถึงได้เมื่อถึงเวลา ขณะที่คนที่ไม่ควรเข้าถึงไม่สามารถนำ Bitcoin ไปก่อนได้ และเหนือสิ่งอื่นใด การส่งต่อ Bitcoin ที่สมบูรณ์ไม่ได้มีเพียงการส่งต่อ “กุญแจ” แต่คือการส่งต่อ ความรู้ ความเข้าใจ และแผนการจัดการสินทรัพย์ ให้กับคนข้างหลังด้วย
เพราะสุดท้ายแล้ว Bitcoin อาจไม่มีวันหายไปจาก Blockchain แต่ถ้าไม่มีใครรู้ว่าจะเข้าถึงมันอย่างไร มันก็อาจกลายเป็นมรดกที่ไม่มีวันถูกส่งถึงมือคนที่เราตั้งใจไว้
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney