ทำไมเงินก้อนเดียวกัน แต่รู้สึกรวยไม่เท่ากัน สำรวจความเหลื่อมล้ำ แม้แต่หมู่คนมีเงินระดับท็อปของโลก

Personal Finance

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ทำไมเงินก้อนเดียวกัน แต่รู้สึกรวยไม่เท่ากัน สำรวจความเหลื่อมล้ำ แม้แต่หมู่คนมีเงินระดับท็อปของโลก

Date Time: 10 ก.ย. 2569 10:19 น.

Video

ยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง แล้วเราจะเอาแรงที่ไหนไปอินเรื่อง "รักษ์โลก"? | Money Issue EP.69

Summary

เงินเท่ากัน ทำไมเรารู้สึก “รวย” ไม่เท่ากัน? อยู่ที่ไหน อายุเท่าไร และเทียบตัวเองกับใคร ล้วนเปลี่ยนความหมายของคำว่ามีพอ

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเรียกตัวเองว่า “รวย” ได้เต็มปาก?

รายงานสำรวจความมั่งคั่ง Capgemini Wealth Report ประจำปี 2026 ให้คำตอบผ่านตัวเลขที่ค่อนข้างชัด หากมีพอร์ตสินทรัพย์ลงทุนตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท โดยไม่นับรวมที่อยู่อาศัย ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มเศรษฐีเงินล้านของโลกแล้ว

ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 25.3 ล้านคน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อเทียบกับประชากรโลกทั้งหมด ยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.3%

ในประเทศไทย ตัวเลขใกล้เคียงกันยังถูกใช้เป็นเส้นแบ่งลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ของหลายธนาคาร โดยบริการ Private Banking ระดับเริ่มต้นมักกำหนดให้ลูกค้ามีพอร์ตลงทุนและเงินฝากรวมกันอย่างน้อยประมาณ 30 ล้านบาท

ตามนิยามดังกล่าว คนที่มีเงินระดับ 30-33 ล้านบาทย่อมเรียกตัวเองว่า “คนรวย” ได้แล้ว

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีเงินถึงเกณฑ์นี้ กลับยังไม่รู้สึกว่าตัวเองรวย หรือบางรายยังรู้สึกกังวลกับอนาคตทางการเงินอยู่ตลอดเวลา คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่เส้นชัยของความรวย ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่กับตัวเลขในบัญชี แต่มักขยับตามชีวิตของคนที่เรามองเห็นและเลือกนำตัวเองไปเปรียบเทียบ

มีเท่าไรก็ยังรู้สึกน้อยกว่าใครบางคน

บทความเรื่อง “มีเงินล้าน (ดอลลาร์สหรัฐ) แล้ว ทำไมยังไม่รู้สึกรวย” เขียนโดย สิกขวัตร สื่อสัจจา เผยแพร่ผ่านเพจ KKP EDGE ขยายความว่า “ความรวย” มีทั้งด้านที่คำนวณได้และด้านที่เกิดจากความรู้สึก ด้านที่คำนวณได้อาจดูจากสินทรัพย์สุทธิ หรือ Net Worth ซึ่งนำทรัพย์สินทั้งหมดมาหักด้วยหนี้สินที่มีอยู่ แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ได้สะท้อนครบว่า เจ้าของทรัพย์สินมีชีวิตทางการเงินที่มั่นคงเพียงใด

คนสองคนอาจมีสินทรัพย์สุทธิเท่ากัน แต่มีภาระค่าใช้จ่าย สภาพคล่อง และความเสี่ยงจากแหล่งรายได้แตกต่างกันมาก คนหนึ่งอาจมีเงินพอใช้โดยไม่ต้องกังวล ขณะที่อีกคนต้องหารายได้ระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรักษาวิถีชีวิตเดิมเอาไว้

ด้านความรู้สึกยิ่งวัดได้ยากกว่า เพราะมนุษย์มักประเมินฐานะของตัวเองผ่านคนรอบข้าง

คนที่มีเงิน 30 ล้านบาท อาจรู้สึกว่าตัวเองมั่นคงเมื่ออยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่มีเงินน้อยกว่า แต่หากอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีบ้านหลายหลัง มีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือมีพอร์ตหลักร้อยล้าน เงินก้อนเดิมอาจดูเล็กลงทันที ทั้งที่จำนวนเงินไม่ได้ลดลงแม้แต่บาทเดียว

เมื่อรายได้ของคนรอบตัวเพิ่มขึ้น บ้านหลังใหญ่ขึ้น รถแพงขึ้น หรือมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่หรูหรากว่า เส้นชัยในใจก็ขยับตาม จากเคยคิดว่ามี 10 ล้านบาทก็เพียงพอ กลายเป็นต้องมี 30 ล้านบาท และเมื่อไปถึง 30 ล้านบาท เป้าหมายใหม่อาจกลายเป็น 100 ล้านบาท

การแข่งขันเช่นนี้แทบไม่มีจุดจบ เพราะจะมีคนที่รวยกว่าให้เปรียบเทียบอยู่เสมอ

แม้แต่ในกลุ่มคนรวย ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ

รายงานความมั่งคั่งสะท้อนว่า ภายในกลุ่มเศรษฐีเงินล้านเองยังมีช่องว่างด้านทรัพย์สินอยู่มาก กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมาก หรือ Ultra High Net Worth ซึ่งถือครองสินทรัพย์ลงทุนตั้งแต่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนเพียง 1% ของกลุ่มเศรษฐีเงินล้านทั้งหมด

พูดอีกแบบคือ แม้จะมีพอร์ต 33 ล้านบาทและอยู่ในกลุ่มคนรวย 0.3% ของโลกแล้ว ก็ยังมีคนอีกกลุ่มซึ่งถือครองสินทรัพย์มากกว่าหลายสิบเท่า

ความรวยจึงสามารถสร้างความรู้สึก “ยังไม่พอ” ได้ตลอดเวลา หากเจ้าของเงินใช้คนที่อยู่สูงกว่าเป็นมาตรวัดฐานะของตัวเอง โดยเฉพาะในยุคที่ชีวิตของคนร่ำรวยปรากฏอยู่บนหน้าจอทุกวัน การเปรียบเทียบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเพื่อน บ้านข้าง ๆ หรือเพื่อนร่วมงานอีกต่อไป แต่ขยายไปถึงเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และมหาเศรษฐีจากทั่วโลก

ยิ่งเห็นคนอื่นมีมาก เส้นแบ่งระหว่าง “ความต้องการ” กับ “ความจำเป็น” ก็ยิ่งพร่าเลือน รายจ่ายที่เคยมองว่าฟุ่มเฟือยอาจค่อย ๆ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของชีวิต

ท้ายที่สุด แม้รายได้และทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ความรู้สึกมั่นคงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

วัดความรวยจากเงินที่เลี้ยงชีวิตได้

KKP EDGE อธิบายแนวคิดจากหนังสือ The Algebra of Happiness ของ Scott Galloway ซึ่งเสนอให้นิยามความร่ำรวยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างรายได้จากสินทรัพย์กับอัตราการใช้จ่าย

สมการพื้นฐานคือ

รายได้จากสินทรัพย์ มากกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต

ตัวอย่างเช่น คนที่มีพอร์ตลงทุน 10 ล้านบาท ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 5% หรือมีรายได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผลประมาณปีละ 500,000 บาท หากใช้จ่ายปีละ 400,000 บาท รายได้จากสินทรัพย์ก็เพียงพอรองรับชีวิตโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินออกมาใช้

ในทางกลับกัน คนที่ทำกำไรจากหุ้นหรือคริปโตได้ปีละ 2 ล้านบาท อาจดูมีฐานะดีกว่า แต่หากมีภาระจากบ้านราคาแพง รถหรู ค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติ และค่าใช้จ่ายสูงจนเกือบเท่ารายได้ ฐานะทางการเงินก็พร้อมสั่นคลอนได้ทันทีเมื่อรายได้สะดุด

คนแรกมีเงินน้อยกว่า แต่มีพื้นที่ให้ชีวิตมากกว่า ส่วนคนที่สองมีรายได้สูงกว่า แต่ต้องวิ่งเร็วอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้รูปแบบการใช้ชีวิตพังลงมา

ความมั่นคงจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครหาเงินได้มากกว่ากันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เงินซึ่งมีอยู่สามารถรองรับชีวิตได้นานแค่ไหน และเจ้าของเงินมีสิทธิเลือกหยุดหรือเปลี่ยนเส้นทางได้มากเพียงใด

เงินก้อนเดียวกัน มีค่าไม่เท่ากัน

การกำหนดตัวเลขกลางว่า “ต้องมีเท่านี้จึงจะรวย” ยังติดข้อจำกัดจากเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนอย่างน้อย 3 ด้าน

ด้านแรกคือ สถานที่ : เงิน 1 ล้านบาทในต่างจังหวัด กรุงเทพฯ และต่างประเทศ มีอำนาจซื้อไม่เท่ากัน ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และบริการพื้นฐาน ล้วนกำหนดว่าเงินก้อนหนึ่งจะรองรับคุณภาพชีวิตได้นานเพียงใด

เกณฑ์ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมากในประเทศไทยอาจเริ่มต้นราว 100 ล้านบาท ขณะที่ในสหรัฐฯ เกณฑ์เดียวกันอาจสูงถึงประมาณ 1,000 ล้านบาท ความหมายของคำว่า “รวย” จึงเปลี่ยนไปตามค่าครองชีพและโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่

ด้านที่สองคือ อายุ : เงิน 1 ล้านบาทในวัย 40 ปี มีเวลาเติบโตผ่านดอกเบี้ยทบต้นมากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในวัย 60 ปี แต่คนวัย 40 ปีก็อาจมีภาระรออยู่ข้างหน้าอีกมาก ทั้งค่าเลี้ยงดูลูก ค่าที่อยู่อาศัย และการเตรียมเงินเกษียณจำนวนเงินเท่ากันจึงให้ความมั่นคงต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้องใช้เงินและภาระของแต่ละช่วงชีวิต

ด้านสุดท้ายคือ สังคมรอบข้าง :  คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งทุกคนแข่งขันกันแสดงฐานะ มีโอกาสขยับรายจ่ายขึ้นตามกลุ่มโดยไม่รู้ตัว บ้าน รถ โรงเรียนของลูก ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ค่อย ๆ กลายเป็นต้นทุนของการยอมรับทางสังคม บางครั้ง คนเราไม่ได้หาเงินเพิ่มเพราะชีวิตเดิมอยู่ไม่ได้ แต่หาเพิ่มเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองตามหลังคนอื่น

ทั้งนี้ การมีเป้าหมายทางการเงินไม่ใช่เรื่องผิด เงินเก็บและพอร์ตลงทุนที่เติบโตช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มทางเลือกให้ชีวิตได้จริง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเป้าหมายนั้นไม่ได้มาจากความต้องการของตัวเอง แต่มาจากการเฝ้ามองว่าใครมีมากกว่า หากยังใช้ชีวิตของคนอื่นเป็นเส้นอ้างอิง ต่อให้มีเงินถึง 33 ล้านบาท 100 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น ความรู้สึกว่าตัวเองยังขาดก็อาจอยู่เหมือนเดิม

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ต้องมีเงินเท่าไรถึงจะรวย” แต่ควรถามว่า เงินเท่าไรจึงเพียงพอกับชีวิตที่ต้องการ ภาระที่ต้องรับผิดชอบ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้เพราะคนที่มีพอร์ตใหญ่ที่สุด อาจยังต้องวิ่งไล่ตามมาตรฐานของคนอื่น ขณะที่คนซึ่งมีน้อยกว่า อาจจัดการรายได้ รายจ่าย และความต้องการของตัวเองได้สมดุลกว่า

เมื่อรายได้จากทรัพย์สินรองรับรายจ่าย มีเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน ไม่มีหนี้ที่คอยบีบชีวิต และสามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญโดยไม่ต้องหวาดกลัวเรื่องเงิน นั่นอาจเป็นความร่ำรวยที่จับต้องได้มากกว่าตัวเลขกลม ๆ ในบัญชี

สุดท้ายแล้ว เส้นชัยทางการเงินที่ทำให้ชีวิตมั่นคง อาจไม่ใช่จุดที่มีเงินมากกว่าคนอื่น แต่คือจุดที่ไม่ต้องวิ่งตามชีวิตของใครอีกต่อไป.

เรียบเรียงจากข้อมูลของ KKP EDGE

อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ