
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค. 2569 ลูกจ้างต้องถูกหักเงินเดือนเพิ่มเท่าไร และนายจ้างสมทบให้เท่าไร เช็กสิทธิประโยชน์ ใครต้องเข้าเป็นสมาชิก และออกจากงานได้เงินคืนหรือไม่
เหลือเวลาอีกราว 1 เดือน ก่อนกฎหมาย “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” หรือ Employee Welfare Fund (EWF) จะเริ่มบังคับใช้จริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อระบบสวัสดิการแรงงานไทย โดยลูกจ้างจะมีเงินสะสมของตัวเอง และได้รับเงินสมทบจากนายจ้างเพิ่มเติม
ประเด็นที่ตามมาคือ ลูกจ้างต้องถูกหักเงินเพิ่มจากเงินเดือนเท่าไร ต่างจากประกันสังคมอย่างไร ใครบ้างที่อยู่ในข่าย และเมื่อออกจากงานจะได้รับเงินคืนในรูปแบบไหน
Thairath Money รวบรวมประเด็นสำคัญของ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ในมุมของพนักงาน เพื่อทำความเข้าใจก่อนเริ่มหักเงินเข้ากองทุนในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
สิ่งที่ลูกจ้างต้องรับรู้เป็นอันดับแรก คือ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นเงินสะสมเพิ่มเติมจากประกันสังคม โดยคำนวณจากค่าจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ใช้เพดานเดียวกับการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม
อัตราการนำส่งแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ตัวอย่าง หากค่าจ้างอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ในระยะแรก ลูกจ้างจะถูกหักเงินสะสม 75 บาทต่อเดือน และนายจ้างสมทบให้อีก 75 บาท รวมเป็นเงินเข้ากองทุน 150 บาทต่อเดือน
จุดสำคัญคือ เงินดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่เป็นเงินสะสมที่มีทั้งส่วนของลูกจ้าง เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลตามหลักเกณฑ์ของกองทุน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างครอบคลุมลูกจ้างหลายกลุ่ม ทั้งลูกจ้างรายวัน รายเดือน ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และพนักงานพาร์ทไทม์ รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
ในกรณีที่สถานประกอบการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างยังไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิก PVD ได้ เช่น อยู่ระหว่างทดลองงาน ก็ยังมีหน้าที่เข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามเงื่อนไขของกฎหมาย
เช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิก PVD หรือออกจาก PVD แล้วแต่ยังคงทำงานอยู่ ก็อาจอยู่ในข่ายต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นอกจากนี้ ยังครอบคลุมลูกจ้างต่างด้าว รวมถึงลูกจ้างที่ยังทำงานต่อหลังเกษียณอายุ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
เมื่อสิ้นสภาพการจ้าง สิทธิในเงินกองทุนไม่ได้หายไป โดยโครงสร้างสิทธิประโยชน์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ
ส่วนแรก เงินของสมาชิก
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม พร้อมเงินสมทบจากนายจ้างและดอกผลตามหลักเกณฑ์ เมื่อสิ้นสภาพการจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการลาออก เกษียณอายุ สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือถูกเลิกจ้าง
แม้กรณีถูกให้ออกจากงานเนื่องจากกระทำผิดวินัย เงินสะสมในส่วนของสมาชิกก็ยังเป็นสิทธิที่ได้รับคืนตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ส่วนที่สอง เงินกองทุนกลาง
เป็นเงินสำหรับช่วยเหลือลูกจ้างในกรณีที่ถูกเลิกจ้างและนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย หรือไม่จ่ายเงินอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินสงเคราะห์จากส่วนนี้ได้ตามหลักเกณฑ์
กรณีลูกจ้างเสียชีวิต เงินในกองทุนจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ใน แบบ สกล.5 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น การจัดทำเอกสารระบุผู้รับผลประโยชน์จึงเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นการกำหนดปลายทางของเงินกองทุน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
1. ตรวจสอบสถานะกับ HRสอบถามฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่าสถานประกอบการอยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนหรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไร
2. จัดทำแบบระบุผู้รับผลประโยชน์ตรวจสอบและจัดทำ แบบ สกล.5 เพื่อระบุบุคคลที่จะได้รับเงินตามสิทธิ หากเกิดกรณีเสียชีวิต
3. ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวหากมีการเปลี่ยนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หรือข้อมูลสำคัญ ควรแจ้งนายจ้างให้ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้สิทธิในอนาคต
4. รู้กำหนดเวลารับเงินเมื่อออกจากงานเมื่อสิ้นสภาพการจ้าง นายจ้างมีหน้าที่แจ้งกองทุน และเงินตามสิทธิจะต้องจ่ายคืนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สิ้นสภาพการจ้าง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ทั้งนี้ แม้การเริ่มบังคับใช้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จะหมายถึงการมีเงินหักจากค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีกส่วน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลูกจ้างจะมีเงินสะสมที่นายจ้างร่วมสมทบให้ด้วย สิ่งที่ควรทำก่อนถึงวันที่ 1 ตุลาคม จึงไม่ใช่เพียงเตรียมรับมือกับเงินเดือนที่ถูกหักเพิ่ม แต่ควรทำความเข้าใจว่าเงินก้อนนี้สะสมอย่างไร ใครมีสิทธิได้รับ และต้องดำเนินการเรื่องใดเพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลกับ HR และการจัดทำเอกสารระบุผู้รับผลประโยชน์ให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้น
ที่มา : กระทรวงแรงงาน , บมจ.ธรรมนิติ
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney