
การบริจาคเงินให้สถานพยาบาลของรัฐผ่านระบบ e-Donation สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดบริจาคจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ
หลายคนคงเห็นข่าวเศรษฐีบริจาคที่ดิน สิ่งของ หรือเงินให้โรงพยาบาลกันมากมาย บางคนตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคม ขณะเดียวกัน “การให้” เหล่านี้ก็อาจสร้างดอกผลให้มากกว่านั้น Thairath Money ชวนมาเปิดกระเป๋าเงินเศรษฐีว่าทำไมเขาถึงเลือกบริจาคเงินให้โรงพยาบาล ไปจนถึงการตั้งมูลนิธิขึ้นมา
โรงพยาบาลรัฐมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายแห่งต้องเรี่ยไรการบริจาคเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการ ฝั่งผู้อุปการคุณหรือผู้บริจาคก็จะได้สิทธิประโยชน์ไปหลายด้านจากเงินก้อนเดียว ส่วนใหญ่จะมี 3 ด้านหลักๆ
1. การลดหย่อนภาษี โดยทางกรมสรรพากรมีกฎให้คนที่บริจาคเงินแก่สถานพยาบาลของรัฐผ่านระบบ e-Donation (ตามลิสต์ที่กำหนด) จะสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ของจำนวนเงินที่บริจาคจริง (แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ) สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีสูงระดับ 35% นี่คือตัวช่วยในการบริหารภาษีที่ช่วยประหยัดเงินได้มหาศาล
2. ส่วนลดการรักษาพยาบาล หลายโรงพยาบาลมีสิทธิประโยชน์ให้คนที่บริจาคให้มูลนิธิในเครือ หรือ โอนตรงมาที่โรงพยาบาล ยิ่งถ้าบริจาคเงินหลัก 30 - 50 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับสิทธิส่วนลด 50-100% ค่ารักษาฯ ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) เช่น มูลนิธิศิริราชพยาบาล, มูลนิธิรามาธิบดี, หรือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สภากาชาดไทย ฯลฯ
แต่ส่วนนี้ไม่ได้แปลว่า เหล่าผู้บริจาคเข้าโรงพยาบาลแล้วจะไม่ต้องควักเงินจ่ายสักบาท เพราะมีเงื่อนไขที่ต้องอ่านให้ละเอียด เช่น ให้ส่วนลดค่าห้อง, ค่ารักษาฯ และส่วนใหญ่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่ายาเคมีบำบัด หรือพยาบาลพิเศษ ฯลฯ อาจไม่ได้ฟรีอย่างที่คิดแม้อาจได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพราะถือเป็นระดับ VIP ของโรงพยาบาล
ที่สำคัญคือ เงื่อนไขเหล่านี้ทางโรงพยาบาลมักระบุไว้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในทางกฎหมายก็หมายถึง อาจไม่ใช่สิทธิตลอดชีพ หรือต่อไปอาจเพิ่มเงื่อนไขใหม่ๆ ขึ้นมาก็ได้
3. ภาพลักษณ์ทางสังคม หลายคนคงเคยเห็นป้ายรายชื่อผู้บริจาคติดตามเสา หรือหน้าตึกหน้าห้องประชุมในโรงพยาบาล นี่อาจสร้างความภูมิใจที่ได้สร้างสาธารณกุศล ถือเป็นผลตอบแทนทางใจและทางสังคมที่มากกว่าตัวเงิน (สำหรับบางคน)
สำหรับเรื่องนี้เรายกหูไปหา ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ (อาจารย์มิก) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีอากรและผู้ก่อตั้ง iTAX ที่เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า การบริจาคในรูปแบบบุคคลสามารถลดหย่อนภาษีฯ ได้อยู่แล้ว (ถ้าบริจาคตามรายชื่อของทางสรรพากร) แต่การตั้งเป็นมูลนิธิเชื่อว่ามักเกิดจากเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งที่อยากทำเพื่อสังคม ซึ่งก็มีข้อดีหลากหลายด้าน
1. สร้างความชัดเจนและความเป็นทางการ โดยมูลนิธิจะมีการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อสังคมที่ชัดเจน ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ง่ายขึ้น รวมถึงอาจมีแรงต้านทางสังคมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเรี่ยไรรับเงินบริจาคในนามบุคคล
2. ง่ายต่อการบริหารจัดการและชี้แจงภาษี พอเป็นมูลนิธิทำให้การแยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่วนตัวออกจากเงินที่ใช้ทำกิจกรรมทางสังคมได้อย่างชัดเจน
3. การสร้างมรดกตระกูล (Legacy) ไปพร้อมกับการทำ CSR สร้างภาพลักษณ์ที่ดีไปพร้อมกับการทำเพื่อสังคม
ตัวอย่างเช่น ถ้าเศรษฐีซื้อน้ำไปแจกให้คนที่ตรอกแห่งหนึ่งจะไม่สามารถลดหย่อนภาษีฯ ได้ แต่ถ้าโอนเงินก่อนนั้นเข้าไปในมูลนิธิที่ตั้งขึ้น (ได้รับการประกาศจากทางการว่าเป็นสถานะองค์การกุศลสาธารณะแล้ว) ค่อยนำเงินก้อนนั้นไปซื้อน้ำบริจาคก็ถือว่าได้ประโยชน์ทางอื่นๆ เพิ่มเติม ในประเทศไทย มีหลายครอบครัวที่เลือกจัดตั้งมูลนิธิเพื่อทำโครงสร้างการทำเพื่อสังคมให้ชัดเจน ควบคุมเม็ดเงิน และยกระดับภาพลักษณ์ของตระกูลได้อย่างยั่งยืนกว่าการบริจาคแบบครั้งเดียวจบ
แต่ในด้านเทาๆ ยังเห็นการใช้มูลนิธิเป็นแหล่งฟอกเงิน เช่น การนำเงินเทาเข้ามาบริจาคในมูลนิธิและนำเงินนั้นไปทำอย่างอื่นต่อ เช่น อาจอ้างว่าใช้จ่ายผู้รับเหมาสร้างตึก หรือซื้อสินค้าอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแต่ยังเกิดขึ้นจริงในไทยและทั่วโลก
จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นว่า การบริจาคถือเป็นหนึ่งในการวางแผนการเงินของเหล่าเศรษฐี จะเห็นหลายตระกูลใหญ่ในไทย มักจะเปิดมูลนิธิเพื่อสังคมกัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะผู้ก่อตั้งอยากให้เจตนารมณ์ของตัวเองยังคงอยู่ และเพื่อลดความขัดแย้งภายในครอบครัวที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เรียกว่าเป็นการให้ที่ไม่ใช่แค่บริจาค แต่เหล่าเศรษฐีมักคิดต่อว่าจะทำยังไงให้เงินมีประสิทธิภาพสูงสุด
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney