
เมื่อภาพลักษณ์ไม่ได้สะท้อนฐานะการเงินอีกต่อไป "หนี้" จึงกลายเป็นเรื่องที่มองไม่เห็น สำรวจเบื้องหลังปรากฏการณ์ "รู้หน้า ไม่รู้หนี้" พร้อมสัญญาณเตือนและแผนรับมือ ก่อนปัญหาจะลุกลามเป็นหนี้เสีย
มีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งที่ใช้ไม่ได้กับสังคมไทยในวันนี้
"ดูจากภายนอก ก็น่าจะสบายดี"
เพราะในยุคที่ภาพลักษณ์ถูกเผยแพร่ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ทุกวัน การแต่งตัวดี กินร้านดัง ใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่ หรือมีภาพท่องเที่ยวต่างประเทศ ไม่ได้บอกฐานะทางการเงินของใครอีกต่อไป
เบื้องหลังชีวิตที่ดูราบรื่นของคนจำนวนไม่น้อย อาจซ่อนบัตรเครดิตที่เต็มวงเงิน การผ่อนสินค้าหลายชิ้นพร้อมกัน หรือเงินเดือนที่หายไปเกือบหมดภายในไม่กี่วันหลังเงินเข้า
คำว่า "รู้หน้า ไม่รู้หนี้" จึงไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยเพราะปัญหาหนี้ในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากคนส่วนน้อยที่ใช้เงินเกินตัว แต่กำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานจำนวนมากที่มีรายได้ มีหน้าที่การงาน และใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป
ภาพจำของ "คนเป็นหนี้" มักถูกโยงเข้ากับการใช้เงินเกินกำลัง แต่ข้อมูลกลับชี้ว่า ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก SCB EIC ประเมินว่า สุขภาพการเงินของครัวเรือนไทยยังเปราะบางจากหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแรง ชั่วโมงทำงานลดลง ค่าจ้างเฉลี่ยหดตัว ไปจนถึงภาระหนี้ที่ยังซ่อนอยู่นอกระบบ และครัวเรือนจำนวนมากที่มีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
นั่นหมายความว่า ต่อให้ใช้เงินอย่างระมัดระวัง หากรายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ หรือมีเหตุไม่คาดคิดเข้ามาเพียงครั้งเดียว ฐานะทางการเงินก็อาจเริ่มสั่นคลอนได้
ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันการเงินเองก็เข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น หลังคุณภาพหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง ทำให้หลายคนเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "กู้ใหม่ก็ยาก หนี้เก่าก็ยังไม่หมด"
อีกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Lifestyle Inflation หลายคนไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยในคราวเดียว แต่ค่อย ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตไปพร้อมกับรายได้ เช่น เงินเดือนเพิ่ม ก็เปลี่ยนคอนโดฯ
หรือ โบนัสออก ก็เปลี่ยนรถ ,รายได้สูงขึ้น ก็เปลี่ยนโทรศัพท์รุ่นใหม่, กินร้านที่ดีขึ้น สมัครบริการรายเดือนเพิ่มขึ้น หรือเดินทางต่างประเทศบ่อยขึ้น
การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งอาจดูสมเหตุสมผล แต่เมื่อสะสมต่อเนื่อง รายจ่ายประจำก็ขยายตัวตามไปด้วย จนรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เคยกลายเป็นเงินออม
สิ่งที่น่ากังวล คือ รายจ่ายเหล่านี้มักลดลงได้ยาก เพราะเมื่อคุ้นชินกับมาตรฐานการใช้ชีวิตระดับหนึ่งแล้ว การลดระดับลงมักให้ความรู้สึกเหมือน "ถอยหลัง" จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนมีรายได้มากขึ้น กลับรู้สึกว่าเงินไม่เคยพอใช้
อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่น่ากังวล ณ เวลานี้ คือ “หนี้เสีย” โดย ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ระบุว่ายอดหนี้เสีย (NPL) ในระบบเครดิตบูโร มีมูลค่าทะลุ 1.33 ล้านล้านบาท
ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้กลายเป็น NPL ภายในคืนเดียว แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะผ่านการจ่ายขั้นต่ำ การเริ่มค้างชำระ การผิดนัด และสุดท้ายคือการถูกจัดเป็นหนี้เสียเมื่อค้างชำระเกิน 90 วัน
ทุกช่วงเวลาที่เราปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ดอกเบี้ยยังเดินต่อ ค่าปรับยังเพิ่มขึ้น และโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ก็ลดลง เมื่อถึงจุดนั้น ยิ่งหาทางออกได้ยาก และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกสถาบันการเงินฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย ทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้กู้สินเชื่อในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย
หากปัจจุบัน ยังชำระได้ปกติ แต่เริ่มรู้สึกว่าตึงมือสุดๆ นี่คือ Action Plan ที่ต้องทำทันที
1. ระยะเร่งด่วน (หยุดเลือดไหล)
2. ระยะกลาง (จัดทัพแก้หนี้)
3. ระยะยาว (สร้างภูมิคุ้มกัน)
สุดท้าย ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยเป็นเพียงภาพสะท้อนปลายทาง คำถามสำคัญกว่าคือ คนไทยจำนวนมากกำลังอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่รายได้เติบโตช้ากว่าค่าครองชีพ ขณะที่แรงกดดันจากการรักษาคุณภาพชีวิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรายได้ไม่สามารถสร้างเงินออมได้ การก่อหนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือรักษาระดับการใช้ชีวิต และเมื่อหนี้ก้อนหนึ่งยังไม่หมด หนี้ก้อนใหม่ก็เริ่มเข้ามาแทนที่ นี่คือเหตุผลที่คำว่า "รู้หน้า ไม่รู้หนี้" กำลังสะท้อนความจริงของสังคมไทยมากกว่าจะเป็นคำพูดติดตลกอย่างที่เคยเป็น.
ที่มา : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ,SCB EIC ,เครดิตบูโร ,makebykbank
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney