
บ้านเหลือขาย 200,000 ยูนิต แต่คนยังตื่นตี 5 ไปทำงาน โจทย์ใหญ่ของ "ชัชชาติ" สมัย 2 จะเปลี่ยนห้องว่างให้เป็นบ้านใกล้งานได้หรือไม่
รู้หรือไม่? ปัจจุบันแค่พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีบ้านและคอนโดมิเนียมใหม่ที่ยังขายไม่ออก ค้างเติ่งอยู่กว่า 200,000 ยูนิต
แต่ในเวลาเดียวกัน คนทำงานจำนวนไม่น้อยยังต้องตื่นตั้งแต่นอนตี 5 เพื่อเดินทางให้ทันเข้างาน 9 โมงเช้า ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ ฟังดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว มันคือ "ปัญหาเดียวกัน" และสะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพฯ วันนี้ไม่ได้ขาดแคลนที่อยู่อาศัย แต่เรากำลังขาด "ที่อยู่อาศัยในราคาที่คนเอื้อมถึง และอยู่ใกล้งาน" อีกด้วย
นี่คือ "ต้นทุนชีวิต" ที่คนกรุงต้องจ่ายแพงที่สุด ทั้งในรูปของตัวเงินที่ละลายไปกับค่าเดินทาง วันละหลายชั่วโมงไปอีกหลายสิบปี ความเหนื่อยล้าที่บั่นทอนความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน และโอกาสในชีวิตที่สูญหายไปบนท้องถนน เพียงเพราะต้องจำยอมซื้อหรือเช่าบ้านชานเมืองที่ราคาถูกกว่า
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นโยบายด้านที่อยู่อาศัยของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 น่าจับตามองอย่างยิ่ง ภายใต้ภารกิจทำกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองชั้นนำที่แข่งขันได้ในระดับโลก โดยรอบนี้ กทม. ไม่เลือกวิธีทุ่มงบสร้างตึกใหม่ให้ล้นตลาดเพิ่ม แต่เลือกจะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในเมือง (Existing Housing Stock) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบโจทย์ใหญ่ ทำอย่างไร? ให้คนอยู่ใกล้งาน ยกระดับคุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองไปพร้อมกันได้
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า แนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในกระดาษ แต่ กทม. ได้เริ่มวางรากฐานและลงมือทำไปแล้วหลายส่วน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป
Thairath Money เจาะความน่าสนใจในก้าวต่อไปของผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 คือการขยายผลสิ่งทึ่ทำมา สู่โมเดลเศรษฐกิจที่ล้อไปกับความจริงของตลาด ภายใต้ชุดข้อมูลจาก SCB EIC ที่ปรากฎวิกฤตอย่างชัดเจนว่า ณ สิ้นปี 2569 นี้ กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมราว 213,000 หน่วย ซึ่งหากไม่มีโครงการใหม่เกิดขึ้นเลย ยังต้องใช้เวลามากกว่า 4 ปีเต็มถึงจะระบายสต็อกได้หมด
กทม. จึงเลือกชูโมเดลที่จะเปลี่ยน "ห้องว่างล้นตลาด" ให้กลายเป็น "โอกาสของคนเมือง" ผ่านกลไกสำคัญ
นโยบายที่อยู่อาศัย ไม่ใช่นโยบายอสังหาฯ แต่คือ "นโยบายปากท้อง"
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นขยายผล และยังมีโจทย์หิน ๆ รออยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดึงใจให้เจ้าของห้องว่างยอมเข้าร่วมแพลตฟอร์มจำนวนมาก การออกแบบมาตรการภาษีหรือสิทธิประโยชน์จูงใจ ตลอดจนความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินและนายจ้างในการร่วมลงขัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโมเดลนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือ "วิธีคิด" เพราะที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงปัญหาที่อยู่อาศัย ภาครัฐมักจะคิดถึงการทุ่มงบประมาณไป "สร้างบ้านหลังใหม่" หรือ ทำโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกในพื้นที่จัดสรรใหม่ ทั้งที่โจทย์ของกรุงเทพฯ วันนี้ อาจไม่ใช่การสร้างเพิ่ม แต่เป็นการ "จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว" ให้ตอบโจทย์ชีวิตคนทำงานต่างหาก
ซึ่งเมื่อเมืองจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยได้ดี ผลลัพธ์สุดท้ายมันจะไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่ามีบ้านอยู่ แต่มันจะช่วยตัดลดเวลาบนท้องถนน ลดค่าเดินทาง เพิ่มเวลาพักผ่อนให้คนเมือง และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้คนเหลือเงินออมในกระเป๋ามากขึ้น มีโอกาสสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวนั่นเอง.
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney