เงินเดือนเป็นแสน ชีวิตก็พังได้! ถ้าติดกับดัก 5 ภาพลวงตาการเงิน รู้ก่อนปรับแผนชีวิตได้ดีกว่า

Personal Finance

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เงินเดือนเป็นแสน ชีวิตก็พังได้! ถ้าติดกับดัก 5 ภาพลวงตาการเงิน รู้ก่อนปรับแผนชีวิตได้ดีกว่า

Date Time: 29 มิ.ย. 2569 08:00 น.

Video

คนไทยทุกคนสมควรรู้จัก “การลงทุน” กับ The MONEY GAME x New World Finance | Money Issue EP.57

Summary

รายได้สูงไม่ได้การันตีความมั่งคั่ง หากขาดการบริหารกระแสเงินสดและควบคุมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามรายได้

  • การลงทุนตามกระแสโดยไม่ศึกษาพื้นฐานธุรกิจอาจนำไปสู่การขาดทุน ควรเน้นการกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) และการลงทุนแบบ DCA
  • เงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อจะทำให้อำนาจซื้อลดลง จึงควรคำนวณเงินเฟ้อประกอบการวางแผนเกษียณเสมอ
  • ความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือนและการทำประกันภัยเป็นสิ่งจำเป็น
  • การผัดวันประกันพรุ่งในการออมเงินทำให้เสียโอกาสจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ยิ่งใช้เงินต้นน้อยลงเท่านั้น

“รวยหรือจนก็มีปัญหาทางการเงินได้เหมือนกัน”

คำพูดนี้ไม่เกินจริง… เพราะบางครั้งถึงมีเงินเยอะกว่าไม่ได้แปลว่าจะแก้ปัญหาได้เสมอไป เรามักเห็นคนเงินเดือนหลักแสนแต่มีหนี้เป็นสิบล้าน บางคนมีความรู้การลงทุนแต่ปลายทางเงินไม่พอใช้ ดังนั้นถ้าเป้าหมายของเราคือการวางแผนการเงินให้อยู่รอดและมั่นคง ยิ่งต้องเข้าใจและหลีกเลี่ยงหลุมพรางทางการเงินให้พ้น

5 ภาพลวงตาทางการเงินที่ทำให้คนตัดสินใจพลาด

หาเงินได้เยอะๆ ก็พอแล้ว 

นี่เป็นกับดักที่ชนชั้นกลางมักเจอ บางคนคิดว่ามีเงินเดือนสูงๆ หน้าที่การงานมั่นคงก็รอดแล้ว แต่พอเจาะลึกลงไปเจอค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือบางคนเมื่อรายได้มากขึ้น ก็ใช้จ่ายมากกว่าเดิม จนสุดท้ายแล้วไม่เหลือเงินเก็บเลยก็ได้ 

วิธีแก้: ต้องเข้าใจ “กระแสเงินสด” และ “ทรัพย์สินที่มีอยู่จริงๆ” เริ่มที่การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ให้เห็นชัดเจนไปเลยว่า สุดท้ายแล้วมีเงินเหลือเท่าไร บางเคสถ้าติดลบจนต้องไปกู้หรือขอยืมมาก็ถึงเวลาต้องจัดการให้เด็ดขาดไม่ว่าจะลดรายจ่าย หรือหารายได้เพิ่ม ขณะเดียวกันถ้ามีเงินเหลือออมแต่น้อยเกินไปสำหรับเป้าหมายที่วางไว้ ก็ต้องปรับแผนให้สอดคล้องกัน 

ภาพลวงตาในการลงทุน 

ตอนนี้เราสามารถลงทุนได้ทั่วโลก มีเทรนด์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นเต็มไปหมด ยิ่งกระแสไหนมาแรง คนมักแห่ไปลงทุนเพราะดูเป็นโอกาสที่ง่าย แต่ความจริงคือ สิ่งที่เห็นชัดเจนมักมีราคาแพงที่สุดเสมอ เช่น หุ้นกลุ่ม AI ที่ราคาพุ่งแรงเพราะคนเข้าไปซื้อกันมากมาย ถ้าเราไม่ศึกษาให้ดี ให้เข้าใจพื้นฐานของธุรกิจแล้วเข้าไปลงทุนตามๆ กัน ก็อาจขาดทุนจนเจ็บตัวได้เช่นกัน

วิธีแก้: ศึกษาการลงทุนให้เข้าใจก่อนเสมอ ที่สำคัญคือต้องทำ Asset Allocation หรือการกระจายความเสี่ยงในทรัพย์สินที่หลากหลาย เพื่อรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้น ถ้าอยากลงทุนในหุ้นกระแส อาจแบ่งสัดส่วนในพอร์ตเข้าไปลองลงทุนก่อน เพราะต่อให้ต้องขาดทุนแต่จะไม่กระทบกับแผนการเงินของชีวิต หรืออาจใช้กลยุทธ์การ DCA ที่ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนก็ได้

เงินล้านในวันนี้ อนาคตก็มีค่าเท่าเดิม

ถ้าเราเห็นตัวเลขเงินในบัญชีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บางคนรู้สึกว่าเรากำลังรวยขึ้นและเงินปลอดภัยถอนใช้เมื่อไรก็ได้ แต่ความจริงคือ ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากที่เราได้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ แสดงว่า “อำนาจซื้อ" ของเรากำลังลดลงเรื่อยๆ นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราจนลงอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว 

วิธีแก้: ถ้าต้องวางแผนระยะยาว เช่น  ทุนการศึกษาของลูก เงินเกษียณ ฯลฯ ต้องไม่ลืม "บวกอัตราเงินเฟ้อ" เข้าไปคำนวณด้วย เช่น อยากมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท แต่อนาคตค่าครองชีพอาจแพงขึ้นต้องเผื่อเงินเฟ้อเข้าไปด้วย

ยิ่งโตรายได้จะเพิ่ม จะมีงานทำไปเรื่อยๆ 

หลายคนคิดว่าแค่วันนี้รายได้ไหลเข้ากระเป๋าทุกเดือน หรือการงานที่ทำจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและชีวิตหลังเกษียณแล้ว แต่ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและมีความเสี่ยงใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เรายิ่งต้องวางแผนรับมือให้ทัน 

วิธีแก้: เมื่อชีวิตไม่แน่นอน ยิ่งต้องมี “แผนสำรอง” อาจเริ่มจากวางแผนเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่ายประจำ ขณะเดียวกันอาจทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือถ้าใครขับรถไปทำงานก็ต้องมีประกันภัยรถยนต์เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดคิด การมองถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นและวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ก็อาจช่วยให้เราสบายใจมากขึ้นถ้าเหตุร้ายนั้นเกิดขึ้นจริงๆ 

อายุน้อย ยังมีแรง เรื่องออมเงินไว้ทีหลัง

เพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี ทำไมต้องคิดเรื่องเกษียณ… เหล่าคนอายุน้อยมักคิดว่าการออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะยาว ค่อยไปเริ่มตอนอายุ 40-50 ปีก็ได้ หรือบางคนมองว่าร่างกายยังแข็งแรง สามารถทำงานหารายได้ไปเรื่อยๆ จะเริ่มออมเงินหรือลงทุนเมื่อไรก็ทัน นี่ถือเป็นภาพลวงตาของเวลาและการผัดวันประกันพรุ่ง ที่ทำให้เราเสียโอกาสจาก “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” เช่น ถ้าเราเริ่มออมเงินช้าไป 10 ปี อาจต้องใช้เงินออมต่อเดือนมากกว่าคนที่เริ่มเร็ว 2-3 เท่าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่ากัน 

วิธีแก้: เริ่มคุยกับตัวเองให้เห็น “แผนชีวิต” ที่ชัดเจน เช่น ถ้าอยากเกษียณแบบมีอิสรภาพทางการเงิน พฤติกรรม วิถีชีวิตตอนนี้ของเราสามารถพาไปถึงจุดนั้นได้ไหม ถ้าดูยากลำบากก็ถึงเวลาต้องปรับตัว เริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยยกตัวอย่างไว้ว่า เป้าหมายเก็บเงิน 1 ล้านบาทไว้ใช้หลังเกษียณตอนอายุ 60 ปี กรณีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี และดอกเบี้ยที่ได้มานำกลับไปออมหรือลงทุน

  • เริ่มออมตอนอายุ 31 ปี จะอยู่ที่ปีละ 15,000 บาท (เดือนละ 1,250 บาท) โดยจะใช้เงินออม 450,000 บาท และที่เหลืออีกประมาณ 600,000 บาทจะมาจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น
  • เริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี  จะต้องเก็บเงินปีละ 76,000 บาท (หรือเดือนละ 6,300 บาท) พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะเหลือเพียง 240,000 บาทเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว แม้ชีวิตอาจต้องเจออุปสรรคต่างๆ แต่การวางแผนการเงิน และมีแผนสำรองไว้ก่อน ก็อาจช่วยให้เราผ่านทุกปัญหาไปได้ง่ายขึ้น 



อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ