หุ้น ทอง กองทุน หรือ Bitcoin ถอดสูตรปั้นเงิน หมื่นแรกสู่หลักล้านกับ 2 กูรูจากสินทรัพย์ 2 โลก

Personal Finance

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

หุ้น ทอง กองทุน หรือ Bitcoin ถอดสูตรปั้นเงิน หมื่นแรกสู่หลักล้านกับ 2 กูรูจากสินทรัพย์ 2 โลก

Date Time: 22 มิ.ย. 2569 18:41 น.

Video

รู้จัก Ajinomoto ที่ไม่ใช่ บริษัทผงชูรส แต่เป็นผู้คุมเกมเงียบๆในยุค AI | Digital Frontiers EP.63

Summary

“การลงทุนมีความเสี่ยง… แต่ไม่ลงทุนเลย เสี่ยงกว่า” เรื่องนี้จริงแค่ไหน? หาคำตอบกับ 2 กูรูโลกการเงินการลงทุน บนเวที CTC2026 แล้วถ้าวันนี้จะลงทุน ต้องเริ่มยังไง ลงในอะไร? พร้อมคำแนะนำจัดพอร์ตยังไงให้ไม่พัง ทั้งหุ้น ทอง กองทุน หรือ Bitcoin เลือกแบบไหนดีในวันที่โลกการเงินมีความผันผวนสูง

Latest


ในยุคที่โลกการเงินมีความผันผวนสูง หลายคนพยายามวิ่งตามหาช่องทางใหม่ ๆ ในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงหวาดกลัวและเลือกที่จะ “กอดเงินสด” เอาไว้เฉย ๆ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การอยู่เฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่อันตรายที่สุด

“การลงทุนมีความเสี่ยง…” คำที่ใครหลายคนได้ยินมาตลอด และตระหนักได้ในเรื่องนี้หากจะก้าวขาเข้ามาในโลกการลงทุน แต่มีอีกสิ่งที่ต้องตระหนักรู้มากกว่าคือ จริง ๆ แล้ว “การอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยนั้น มีราคาที่ต้องจ่ายแพงที่สุด”

Thairath Money ร่วมกับ Creative Talk ผู้จัดงาน Creative Talk Conference 2026 (CTC2026) สร้างสรรค์ session พิเศษบน Future Stage ชวน 2 กูรูจากสองขั้วของโลกการเงินและการลงทุนมาแบ่งปันมุมมองร่วมกัน

  • ลูกหมู - นฤมล บุญสนอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) นักวางแผนการเงิน CFP® และกรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
  • นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH)
  • รดา - ลภัสรดา พิพัฒน์ Head of Content, Thairath Money (ผู้ดำเนินรายการ) 

ร่วมหาคำตอบในประเด็น “ต้องลงทุนยังไง ในวันที่เงินไม่เล่นตามกฎเดิม” ที่จะพาโลกการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Finance) มาร่วมกับโลกสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) ไขข้อสงสัยว่าทำไมเราต้องเริ่มลงทุน เริ่มยังไง ลงทุนกับอะไรดี พร้อมแนวคิดปั้นพอร์ตให้ไปถึงหลักล้าน


ต้นทุนของการอยู่เฉย ๆ… ที่กลืนกินความมั่งคั่ง

หลายคนมักได้ยินคำเตือนเสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ “ความเสี่ยงจากการไม่ลงทุน” เพราะศัตรูตัวฉกาจที่คอยกัดกินเงินในกระเป๋าของเราอย่างเงียบ ๆ คือ เงินเฟ้อ

นฤมล ได้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า ดัชนีก๋วยเตี๋ยว เทียบราคาก๋วยเตี๋ยว 1 ชามตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน จากที่เคยทานชามละ 30-40 บาท ปัจจุบันพุ่งทะยานไปถึงชามละ 60-80 บาท และยิ่งถ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือห้างสรรพสินค้าราคาก็ทะยานถึง 100-150 บาทไปแล้ว

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ หรือ Medical Inflation ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เจ็บป่วยเลย นฤมล ได้เปรียบเทียบค่ายาขวดเดียวกันที่ซื้อร้านขายยาข้างนอกราคา 150 บาท แต่หากเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนอาจถูกบวกเพิ่มไปถึง 700 บาท ซึ่งนั่นเท่ากับว่าบวกไปมากกว่า 200% เลยทีเดียว

นอกจากปัจจัย 4 แล้ว ทางด้าน นิรันดร์ ยังเสริมอีกว่า ค่าการศึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งหลุมดำที่ดูดซับความมั่งคั่ง โดยเฉพาะค่าเทอมโรงเรียน (นานาชาติ) ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีและแทบไม่เคยลดราคาลงเลย

นี่คือเครื่องยืนยันว่า การฝากเงินทิ้งไว้เฉย ๆ เพื่อรับดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แถมยังถูกหักภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากอีก 15% จะไม่มีทางทำให้เรารอดพ้นจากค่าครองชีพที่สูงลิ่วในอนาคตได้อย่างแน่นอน

และเมื่อรู้แล้วว่าจะต้องลงทุน คำถามต่อไปคือ จะต้องแบ่งเงินยังไงถึงจะไม่พัง?


พอร์ตหลัก vs พอร์ตซิ่ง

นฤมล แนะนำหลักการจัดสรรพอร์ตสำหรับมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของกิจการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงและความตื่นเต้น ประกอบไปด้วย

  • Core Port พอร์ตหลักที่เป็นเสาหลักของบ้าน: ส่วนนี้เน้นการปกป้องเงินต้น มุ่งหวังผลตอบแทนที่สม่ำเสมอเพื่อสร้าง Passive Income โดยตั้งเป้าหมายขั้นต่ำไว้ที่ 4% หรือพยายามดันให้ถึง 8-10% ต่อปี สินทรัพย์ในกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นพื้นฐานดี กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้อนุพันธ์แฝง (Structure Notes)
  • Trading Port พอร์ตซิ่งเอาไว้เก็งกำไร: สำหรับกลุ่มที่ต้องการความตื่นเต้น ส่วนนี้ นฤมล ยกตัวอย่างไว้สำหรับใครที่อยากเทรดคริปโตฯ หรือเทรด TFEX เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้น

และเพื่อให้เห็นภาพ นฤมล ยกว่ามันมีโมเดลการจัดสรรเงินประมาณนี้ สมมุติว่าเรามีเงินอยู่ 10 ล้านบาท แนะนำให้แบ่งเงิน 9 ล้านบาทไว้ใน Core Port เพื่อให้เงินก้อนนี้ทำเงินเลี้ยงตัวเราได้อย่างปลอดภัย ส่วนอีก 500,000 ถึง 1 ล้านบาท ให้แยกไปอยู่ใน Trading Port เอาไปซิ่งได้ตามใจชอบ 

และถ้าพอร์ตซิ่งได้กำไร ให้โอนกำไรกลับมาสมทบในพอร์ตหลัก วิธีนี้หากพอร์ตซิ่งเสียหาย เงิน 1 ล้านบาทหายไป แม้เราจะเจ็บปวดแต่บ้านยังไม่พัง เพราะยังมีเสาหลัก 9 ล้านบาทคอยค้ำจุนอยู่ ดีกว่าการทุ่มเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทลงไปในสินทรัพย์เสี่ยงโดยไม่มีการแบ่งเงิน

นฤมล บุญสนอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) นักวางแผนการเงิน CFP® และกรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย
นฤมล บุญสนอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) นักวางแผนการเงิน CFP® และกรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย


Bitcoin และคริปโตฯ อาวุธใหม่ใช้กระจายความเสี่ยง

หากมามองในมุมของคนรุ่นใหม่ สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นทางเลือกใหม่ และทางเลือกแรก ๆ ของใครหลายคน แม้ภาพลักษณ์ของสินทรัพย์กลุ่มนี้มักถูกมองว่ามีความผันผวนสูงจนดูอันตราย แต่ทำไมคนถึงยังเลือกเข้าไปเล่นในสนามนี้

นิรันดร์ ได้ปูพื้นฐานเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับ Bitcoin โดยย้อนกลับไปที่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ที่ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ ส่งผลให้มูลค่าของเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ Bitcoin จึงถูกสร้างขึ้นมาในฐานะ Digital Gold หรือทองคำดิจิทัล ที่มีลักษณะเด่นคือ มีจำนวนจำกัดไว้เพียง 21 ล้านเหรียญทั่วโลกเท่านั้น ยิ่งความต้องการจากนักลงทุนสถาบันและคนทั่วโลกมีมากขึ้น มูลค่าของมันจึงพุ่งสูงขึ้น


แล้ว Bitcoin ชนะเงินเฟ้อจริงไหมหรือเป็นแค่เหรียญมาเฟีย?

นิรันดร์ เลยได้เปรียบเทียบ Purchasing Power ของ Bitcoin ให้เห็นภาพชัดเจน โดยยกตัวอย่างว่า ในปี 2016 มูลค่าบ้านในอเมริกาอยู่ที่ราว 280,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องใช้ 664 Bitcoin ในการซื้อ แต่พอมาในปี 2024 ราคาบ้านพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 430,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับใช้เพียง 6.6 Bitcoin เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ Bitcoin

นี่จึงกลายเป็นข้อพิสูจน์ว่าในระยะยาว Bitcoin สามารถทำหน้าที่ปกป้องความมั่งคั่งและเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนปัจจุบันสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Visa, Mastercard, Citibank หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Harvard และนักการเมืองระดับโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ให้การยอมรับสินทรัพย์นี้อย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ หากดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี ชี้ให้เห็นว่า สินทรัพย์ทั่วไปอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทน 1.3-1.5% หรือทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 6.9% ต่อปีหรือแม้แต่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 19% ต่อปี แต่ฝั่ง Bitcoin กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 121.6% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม คริปโตฯ มีความเสี่ยงและรอบวัฏจักรที่โหดร้ายมาก ในทุก ๆ 4 ปีมักจะมีช่วงที่ราคาดิ่งลงเหวถึง 58-73% ดังนั้น การจัดพอร์ตที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไป นิรันดร์ แนะนำว่าอาจจะแบ่งเงินเพียง 5-10% (สำหรับพอร์ตสาย Conservative) หรือ 10-20% (สำหรับสาย Risk Lover) เข้ามาในคริปโตฯ โดยเน้นไปที่เหรียญขนาดใหญ่อย่าง Bitcoin

นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH)
นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH)



สูตรลัดจัดพอร์ตของ 2 กูรู

เริ่มต้นที่ นฤมล ได้แชร์บทเรียนล้ำค่าจากประสบการณ์ในตลาดหุ้นไทยกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 1993 ผ่านวิกฤติตึกเวิลด์เทรด ดัชนีดิ่งลงจาก 1,700 จุด เหลือ 200-300 จุด ว่าสิ่งที่แยกนักลงทุนที่รอดกับนักลงทุนที่เจ๊งออกจากกันคือ อารมณ์และจิตวิทยา

“สูตรเด็ดของลูกหมูคือ ซื้อหุ้นดี ช่วงชั่วโมงเลวร้าย และ ต้องเป็นผู้กล้าในหมู่ผู้กลัว นฤมล กล่าว 

ย้อนกลับไปตอนที่ดัชนีร่วงเหลือ 300 จุด คนกลัวจนหนีออกจากตลาดหมด แต่นั่นคือจุดที่คนเป็นเศรษฐีเขาจัดเต็มพอร์ต พอมันดีดกลับไป 1,700-1,800 จุด เราก็แค่ขายทำกำไร ทุกตลาดมีวัฏจักรของอารมณ์ (Emotion) ถ้าแม่ค้าเริ่มพูดเรื่องทอง นั่นคือจุดที่ควร “ขาย” แต่ถ้านักวิเคราะห์บอกตลาดจะพัง คนเลิกลงทุน นั่นคือจุดที่เราต้องเตรียมเงินช้อน “ซื้อ”

สูตร 3 ข้อในการเลือกหุ้นพื้นฐานดีช่วงตลาดแพนิคของ นฤมล

  • ดูเงินปันผล (Dividend Yield): ต้องมากกว่า 4-5% ขึ้นไปในระดับราคาที่ยอมรับได้
  • ความสม่ำเสมอ: ย้อนหลังไป 5 ปี ต้องมีการจ่ายปันผลทุกปี ไม่มีปีไหนเบี้ยวหรือโบ๋
  • ดูราคารอบ 52 สัปดาห์ (52-Week High/Low): ถ้าราคา Discount (ลดราคา) ลงมาถึง 50% จากจุดสูงสุด แต่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยน ปันผลยังดีอยู่ ให้ทยอยแบ่งไม้ซื้อทันที

ด้าน นิรันดร์ เสริมว่า โลกคริปโตฯ ก็ใช้อารมณ์เดียวกัน ตอนปี 2021ตอนที่ Bitcoin อยู่ที่ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BTC คนโลภแห่ซื้อกันเต็มที่ จากนั้นมันดิ่งเหลือ 15,000 ตลาดก็เริ่มกลัว แต่คนที่กล้าซื้อตอน 15,000 ผ่านไป 2 ปี ราคาพุ่งทะลุ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทุกอย่างคือ “วัฏจักรของการซื้อตอนคนกลัว และขายตอนคนโลภ”

นอกจากนี้ ทีมงาน Binance TH ยังได้ทำสถิติจำลองการออมเงิน (DCA) ของมนุษย์เงินเดือนรายได้ 25,000 บาท โดยหักเงิน 30% มาลงทุนสม่ำเสมอ (เดือนละ 7,500 บาท) เป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ปลายปี 2020 ถึงปัจจุบัน) โดยเปรียบเทียบให้เห็น 2 โมเดล

  • พอร์ต Conservative (สายเซฟ): เน้นอุ่นใจ ถือเงินสด 10-15%, หุ้นหลัก 40-50%, ทองคำ 5% และคริปโตฯ 5-10% (ไม่ลงสินทรัพย์ทางเลือกอื่น) จบด้วยปลายทางเงินโตราว 700,000 กว่าบาท แบบนอนหลับสบายไม่ใจหายใจคว่ำ
  • พอร์ต Aggressive (สายซิ่ง): เน้นเร่งสปีด หดเงินสดเหลือ 5%, อัดหุ้นเทคฯ/เติบโตสูง 50%, ทองคำ 5%, ขยับคริปโตฯ เป็น 10-20% และเติมสินทรัพย์ทางเลือกตามเทรนด์อีก 20% แลกความเสี่ยงกับผลลัพธ์ที่อาจจะพุ่งทะลุ 1,000,000 บาท

อย่างไรก็ตาม เส้นพอร์ตสายซิ่งที่พุ่งแตะหลักล้านได้เร็วกว่าเนื่องจากมีสัดส่วนของ Bitcoin เข้ามาเป็นสารเร่งผลตอบแทนในช่วงขาขึ้น


มีเงิน 10,000 บาทแรก เริ่มต้นอย่างไร?

หากเราเดินมาพร้อมเงิน 10,000 บาทก้อนแรกในชีวิต ไม่มีพอร์ตการลงทุนใด ๆ อยู่เลย และอยากจะเริ่มลงทุน ทั้ง 2 ผู้เชี่ยวชาญได้ทิ้งท้ายคำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงไว้ดังนี้


ฝั่งการเงินดั้งเดิม

  • เริ่มต้นที่กองทุนรวม คำนวณมูลค่าเงินตามเวลา นฤมล ชี้ให้เห็นว่า หากเรามีระเบียบวินัยออมเงิน 10,000 บาททุกปีต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี (แบบห้ามเบิกมาใช้เด็ดขาด) พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานอย่างน่าอัศจรรย์
  • ถ้าทำผลตอบแทนได้ 5% ต่อปี ผ่านไป 30 ปี เงินจะโตเป็น 7 ล้านบาท
  • ถ้าเพิ่มความเสี่ยง ใส่คริปโตฯ ใส่หุ้นเทคฯ เข้าไป จนทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี ผ่านไป 30 ปี เงินจะเติบโตสูงถึงเกือบ 20 ล้านบาทเลยทีเดียว
  • อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่ อย่าเพิ่งกระโดดไปซื้อหุ้นรายตัวหรือเหรียญซิ่งตรง ๆ เพราะเรายังไม่มีความรู้ ให้เริ่มต้นลงทุนผ่าน กองทุนรวม (Mutual Fund) เช่น กองทุนดัชนี SET50 หรือ กองทุน S&P500 ของอเมริกา เลือกกองที่ค่าธรรมเนียมถูก ๆ แล้วคอยเปิดดูไส้ในว่าผู้จัดการกองทุนเขาเอาเงินเราไปซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่ตัวไหนบ้าง 
  • “เราจะได้เรียนรู้พฤติกรรมของหุ้นเหล่านั้นไปในตัว พอเริ่มเก่งแล้วค่อยแบ่งเงินคนละครึ่งมาซื้อสินทรัพย์รายตัว” นฤมล กล่าว


ฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล 

  • ควัก 1,000 บาทแรก ซื้อความรู้ให้ตัวเองก่อน นิรันดร์ ให้มุมมองที่เฉียบคมว่า เงิน 10,000 บาทอาจจะน้อยเกินไปที่จะนำไปกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายสิบประเภทให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • แนะนำสำหรับมือใหม่ว่า ให้ลองหักเงิน 1,000 บาทแรก ออกมาเลย ห้ามเอาไปซื้อสินทรัพย์ แต่เอาไปลงทุนกับความรู้ ซื้อหนังสือดี ๆ ลงคอร์สเรียน หรือเอาไปสมัครโปรแกรม AI เก่ง ๆ แล้วลองค้นหา Risk Profile ของตัวเอง ดูว่าเราเป็นคนสไตล์ไหน รับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ ถ้านอนหลับยากเวลาร่วงห้ามลงคริปโตฯ เยอะ 
  • “เมื่อเรามีความรู้และเข้าใจตัวเองจากเงิน 1,000 บาทแรกแล้ว เงินอีก 9,000 บาทที่เหลือจะถูกนำไปวางแผนได้อย่างถูกที่ถูกทางและคุ้มค่าที่สุด” นิรันดร์กล่าว


ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเลือกเดินในเส้นทางของโลกการเงินดั้งเดิมที่มีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน หรือโลกสินทรัพย์ดิจิทัลที่ให้ผลตอบแทนสูงลิ่ว สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนต้องตระหนักไว้เสมอคือ “บนโลกใบนี้ไม่มีทางลัด และการไม่ยอมศึกษาหาความรู้เลย ก็มีราคาที่ต้องจ่ายแพงไม่แพ้เงินเฟ้อเช่นกัน”


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ