
“การลงทุนมีความเสี่ยง… แต่ไม่ลงทุนเลย เสี่ยงกว่า” เรื่องนี้จริงแค่ไหน? หาคำตอบกับ 2 กูรูโลกการเงินการลงทุน บนเวที CTC2026 แล้วถ้าวันนี้จะลงทุน ต้องเริ่มยังไง ลงในอะไร? พร้อมคำแนะนำจัดพอร์ตยังไงให้ไม่พัง ทั้งหุ้น ทอง กองทุน หรือ Bitcoin เลือกแบบไหนดีในวันที่โลกการเงินมีความผันผวนสูง
ในยุคที่โลกการเงินมีความผันผวนสูง หลายคนพยายามวิ่งตามหาช่องทางใหม่ ๆ ในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงหวาดกลัวและเลือกที่จะ “กอดเงินสด” เอาไว้เฉย ๆ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การอยู่เฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่อันตรายที่สุด
“การลงทุนมีความเสี่ยง…” คำที่ใครหลายคนได้ยินมาตลอด และตระหนักได้ในเรื่องนี้หากจะก้าวขาเข้ามาในโลกการลงทุน แต่มีอีกสิ่งที่ต้องตระหนักรู้มากกว่าคือ จริง ๆ แล้ว “การอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยนั้น มีราคาที่ต้องจ่ายแพงที่สุด”
Thairath Money ร่วมกับ Creative Talk ผู้จัดงาน Creative Talk Conference 2026 (CTC2026) สร้างสรรค์ session พิเศษบน Future Stage ชวน 2 กูรูจากสองขั้วของโลกการเงินและการลงทุนมาแบ่งปันมุมมองร่วมกัน
ร่วมหาคำตอบในประเด็น “ต้องลงทุนยังไง ในวันที่เงินไม่เล่นตามกฎเดิม” ที่จะพาโลกการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Finance) มาร่วมกับโลกสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) ไขข้อสงสัยว่าทำไมเราต้องเริ่มลงทุน เริ่มยังไง ลงทุนกับอะไรดี พร้อมแนวคิดปั้นพอร์ตให้ไปถึงหลักล้าน
หลายคนมักได้ยินคำเตือนเสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ “ความเสี่ยงจากการไม่ลงทุน” เพราะศัตรูตัวฉกาจที่คอยกัดกินเงินในกระเป๋าของเราอย่างเงียบ ๆ คือ เงินเฟ้อ
นฤมล ได้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า ดัชนีก๋วยเตี๋ยว เทียบราคาก๋วยเตี๋ยว 1 ชามตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน จากที่เคยทานชามละ 30-40 บาท ปัจจุบันพุ่งทะยานไปถึงชามละ 60-80 บาท และยิ่งถ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือห้างสรรพสินค้าราคาก็ทะยานถึง 100-150 บาทไปแล้ว
แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ หรือ Medical Inflation ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เจ็บป่วยเลย นฤมล ได้เปรียบเทียบค่ายาขวดเดียวกันที่ซื้อร้านขายยาข้างนอกราคา 150 บาท แต่หากเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนอาจถูกบวกเพิ่มไปถึง 700 บาท ซึ่งนั่นเท่ากับว่าบวกไปมากกว่า 200% เลยทีเดียว
นอกจากปัจจัย 4 แล้ว ทางด้าน นิรันดร์ ยังเสริมอีกว่า ค่าการศึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งหลุมดำที่ดูดซับความมั่งคั่ง โดยเฉพาะค่าเทอมโรงเรียน (นานาชาติ) ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีและแทบไม่เคยลดราคาลงเลย
นี่คือเครื่องยืนยันว่า การฝากเงินทิ้งไว้เฉย ๆ เพื่อรับดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แถมยังถูกหักภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากอีก 15% จะไม่มีทางทำให้เรารอดพ้นจากค่าครองชีพที่สูงลิ่วในอนาคตได้อย่างแน่นอน
และเมื่อรู้แล้วว่าจะต้องลงทุน คำถามต่อไปคือ จะต้องแบ่งเงินยังไงถึงจะไม่พัง?
นฤมล แนะนำหลักการจัดสรรพอร์ตสำหรับมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของกิจการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงและความตื่นเต้น ประกอบไปด้วย
และเพื่อให้เห็นภาพ นฤมล ยกว่ามันมีโมเดลการจัดสรรเงินประมาณนี้ สมมุติว่าเรามีเงินอยู่ 10 ล้านบาท แนะนำให้แบ่งเงิน 9 ล้านบาทไว้ใน Core Port เพื่อให้เงินก้อนนี้ทำเงินเลี้ยงตัวเราได้อย่างปลอดภัย ส่วนอีก 500,000 ถึง 1 ล้านบาท ให้แยกไปอยู่ใน Trading Port เอาไปซิ่งได้ตามใจชอบ
และถ้าพอร์ตซิ่งได้กำไร ให้โอนกำไรกลับมาสมทบในพอร์ตหลัก วิธีนี้หากพอร์ตซิ่งเสียหาย เงิน 1 ล้านบาทหายไป แม้เราจะเจ็บปวดแต่บ้านยังไม่พัง เพราะยังมีเสาหลัก 9 ล้านบาทคอยค้ำจุนอยู่ ดีกว่าการทุ่มเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทลงไปในสินทรัพย์เสี่ยงโดยไม่มีการแบ่งเงิน
หากมามองในมุมของคนรุ่นใหม่ สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นทางเลือกใหม่ และทางเลือกแรก ๆ ของใครหลายคน แม้ภาพลักษณ์ของสินทรัพย์กลุ่มนี้มักถูกมองว่ามีความผันผวนสูงจนดูอันตราย แต่ทำไมคนถึงยังเลือกเข้าไปเล่นในสนามนี้
นิรันดร์ ได้ปูพื้นฐานเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับ Bitcoin โดยย้อนกลับไปที่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ที่ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ ส่งผลให้มูลค่าของเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ Bitcoin จึงถูกสร้างขึ้นมาในฐานะ Digital Gold หรือทองคำดิจิทัล ที่มีลักษณะเด่นคือ มีจำนวนจำกัดไว้เพียง 21 ล้านเหรียญทั่วโลกเท่านั้น ยิ่งความต้องการจากนักลงทุนสถาบันและคนทั่วโลกมีมากขึ้น มูลค่าของมันจึงพุ่งสูงขึ้น
แล้ว Bitcoin ชนะเงินเฟ้อจริงไหมหรือเป็นแค่เหรียญมาเฟีย?
นิรันดร์ เลยได้เปรียบเทียบ Purchasing Power ของ Bitcoin ให้เห็นภาพชัดเจน โดยยกตัวอย่างว่า ในปี 2016 มูลค่าบ้านในอเมริกาอยู่ที่ราว 280,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องใช้ 664 Bitcoin ในการซื้อ แต่พอมาในปี 2024 ราคาบ้านพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 430,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับใช้เพียง 6.6 Bitcoin เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ Bitcoin
นี่จึงกลายเป็นข้อพิสูจน์ว่าในระยะยาว Bitcoin สามารถทำหน้าที่ปกป้องความมั่งคั่งและเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนปัจจุบันสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Visa, Mastercard, Citibank หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Harvard และนักการเมืองระดับโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ให้การยอมรับสินทรัพย์นี้อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ หากดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี ชี้ให้เห็นว่า สินทรัพย์ทั่วไปอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทน 1.3-1.5% หรือทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 6.9% ต่อปีหรือแม้แต่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 19% ต่อปี แต่ฝั่ง Bitcoin กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 121.6% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม คริปโตฯ มีความเสี่ยงและรอบวัฏจักรที่โหดร้ายมาก ในทุก ๆ 4 ปีมักจะมีช่วงที่ราคาดิ่งลงเหวถึง 58-73% ดังนั้น การจัดพอร์ตที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไป นิรันดร์ แนะนำว่าอาจจะแบ่งเงินเพียง 5-10% (สำหรับพอร์ตสาย Conservative) หรือ 10-20% (สำหรับสาย Risk Lover) เข้ามาในคริปโตฯ โดยเน้นไปที่เหรียญขนาดใหญ่อย่าง Bitcoin
เริ่มต้นที่ นฤมล ได้แชร์บทเรียนล้ำค่าจากประสบการณ์ในตลาดหุ้นไทยกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 1993 ผ่านวิกฤติตึกเวิลด์เทรด ดัชนีดิ่งลงจาก 1,700 จุด เหลือ 200-300 จุด ว่าสิ่งที่แยกนักลงทุนที่รอดกับนักลงทุนที่เจ๊งออกจากกันคือ อารมณ์และจิตวิทยา
“สูตรเด็ดของลูกหมูคือ ซื้อหุ้นดี ช่วงชั่วโมงเลวร้าย และ ต้องเป็นผู้กล้าในหมู่ผู้กลัว” นฤมล กล่าว
ย้อนกลับไปตอนที่ดัชนีร่วงเหลือ 300 จุด คนกลัวจนหนีออกจากตลาดหมด แต่นั่นคือจุดที่คนเป็นเศรษฐีเขาจัดเต็มพอร์ต พอมันดีดกลับไป 1,700-1,800 จุด เราก็แค่ขายทำกำไร ทุกตลาดมีวัฏจักรของอารมณ์ (Emotion) ถ้าแม่ค้าเริ่มพูดเรื่องทอง นั่นคือจุดที่ควร “ขาย” แต่ถ้านักวิเคราะห์บอกตลาดจะพัง คนเลิกลงทุน นั่นคือจุดที่เราต้องเตรียมเงินช้อน “ซื้อ”
สูตร 3 ข้อในการเลือกหุ้นพื้นฐานดีช่วงตลาดแพนิคของ นฤมล
ด้าน นิรันดร์ เสริมว่า โลกคริปโตฯ ก็ใช้อารมณ์เดียวกัน ตอนปี 2021ตอนที่ Bitcoin อยู่ที่ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BTC คนโลภแห่ซื้อกันเต็มที่ จากนั้นมันดิ่งเหลือ 15,000 ตลาดก็เริ่มกลัว แต่คนที่กล้าซื้อตอน 15,000 ผ่านไป 2 ปี ราคาพุ่งทะลุ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทุกอย่างคือ “วัฏจักรของการซื้อตอนคนกลัว และขายตอนคนโลภ”
นอกจากนี้ ทีมงาน Binance TH ยังได้ทำสถิติจำลองการออมเงิน (DCA) ของมนุษย์เงินเดือนรายได้ 25,000 บาท โดยหักเงิน 30% มาลงทุนสม่ำเสมอ (เดือนละ 7,500 บาท) เป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ปลายปี 2020 ถึงปัจจุบัน) โดยเปรียบเทียบให้เห็น 2 โมเดล
อย่างไรก็ตาม เส้นพอร์ตสายซิ่งที่พุ่งแตะหลักล้านได้เร็วกว่าเนื่องจากมีสัดส่วนของ Bitcoin เข้ามาเป็นสารเร่งผลตอบแทนในช่วงขาขึ้น
หากเราเดินมาพร้อมเงิน 10,000 บาทก้อนแรกในชีวิต ไม่มีพอร์ตการลงทุนใด ๆ อยู่เลย และอยากจะเริ่มลงทุน ทั้ง 2 ผู้เชี่ยวชาญได้ทิ้งท้ายคำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงไว้ดังนี้
ฝั่งการเงินดั้งเดิม
ฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล
ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเลือกเดินในเส้นทางของโลกการเงินดั้งเดิมที่มีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน หรือโลกสินทรัพย์ดิจิทัลที่ให้ผลตอบแทนสูงลิ่ว สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนต้องตระหนักไว้เสมอคือ “บนโลกใบนี้ไม่มีทางลัด และการไม่ยอมศึกษาหาความรู้เลย ก็มีราคาที่ต้องจ่ายแพงไม่แพ้เงินเฟ้อเช่นกัน”
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney