
วีระพงษ์ ธัม เผยกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดผันผวน โดยเน้นคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพมากกว่าการมองดัชนีตลาดเพียงอย่างเดียว
“ตลาดหุ้นขึ้น แต่ทำไมพอร์ตยังติดลบ”
ช่วงที่ผ่านมาโลกการลงทุนผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น แม้บางช่วงตลาดหุ้นปรับตัวทำ All Time High แต่หลายคนยังขาดทุน นี่เลยเป็นสาเหตุหลักที่เราต้องจัดพอร์ตและวางแผนการลงทุนให้ดีเพื่อให้เติบโตได้ในทุกสถานการณ์
Thairath Money สรุปเรื่องราวที่น่าสนใจจากงาน SET in the City 2026 ผ่านมุมมองของ “วีระพงษ์ ธัม” นักลงทุน VI อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ThaiVI มาไว้ในบทความนี้แล้ว
วีระพงษ์ นักลงทุน VI เล่าจากประสบการณ์ลงทุนกว่า 22 ปี ของเขาว่า ในช่วงที่เกิด Lost Decade (ทศวรรษที่สูญหาย) ซึ่งเศรษฐกิจซบเซาติดต่อกันนานๆ มักมีภาพว่าดัชนีตลาดหุ้นจะไม่เติบโตตามไปด้วยไหน บางตลาดติดลบหนัก สถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ในบรรยากาศแบบนั้นยังมีโอกาสให้ลงทุนได้เสมอ
ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วง 10 ปี (2000-2009) ดัชนี S&P 500 เคยติดลบ 24-25% แต่ยังมีหุ้นที่น่าสนใจเกิดขึ้นอย่าง Apple, Amazon, Monster Beverage และ Netflix ซึ่งเติบโตสวนกระแสขึ้นมา
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ช่วงปี 1990-1999 ดัชนี Nikkei 225 ผลตอบแทนดัชนีเคยติดลบ 51% แต่มีหุ้นที่น่าสนใจ เช่น Keyence, Nidec, Fast Retailing, Nintendo ฯลฯ
ฝั่งตลาดหุ้นฮ่องกง หรือ ดัชนี Hang Seng ในช่วงปี 2014-2024 ผลตอบแทนดัชนีเคยติดลบถึง 15% แต่ก็มีหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงอย่าง Tencent, AIA, Techtronic, BYD
ทุกวิกฤตยังมีโอกาส ดังนั้นการคัดเลือกตลาดและเลือกหุ้น สำคัญกว่าการมองแค่ดัชนีเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นถูกทุกตัว ขอแค่เลือกถูกบางตัวแล้วทนถือให้เติบโตแบบทบต้นก็เพียงพอ
การคัดเลือกหุ้นที่ดี ต้องคัดเลือกธุรกิจที่เป็น "เครื่องจักรผลิตเงินสด" โดยมองหา
1) ธุรกิจที่อยู่ในตลาดที่มีขนาดใหญ่พอ เพราะยิ่งตลาดมีขนาดใหญ่ ธุรกิจก็จะมีพื้นที่ให้ขยายตัวได้มาก
2) มีจุดแข็ง (Moat) ที่สู้กับคู่แข่งได้ และต้องมีรายได้-กำไรเติบโต
3) มีกระแสเงินสดที่ดี หากขาดกระแสเงินสดที่ดีก็อาจเป็นการเติบโตที่ไม่มีคุณภาพ
อีกจุดที่นักลงทุนต้องคัดเลือกให้ดีคือ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพราะนี่คือสิ่งที่จะพาบริษัท/หุ้นที่เราลงทุน ขึ้นหรือปรับตัวลดลงได้ ต้องดูทั้งเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ การรับมือเมื่อเจอวิกฤต รวมถึงประเด็นด้านธรรมาภิบาล
นอกจากนี้นักลงทุนต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ "ความเสี่ยง" บริษัทที่ดีจะต้องมีหนี้สินไม่มากจนเกินไป เพราะบทเรียนจากช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งได้แสดงให้เห็นแล้วว่าธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งต้องล้มละลายไปเพราะการมีหนี้สินล้นพ้นตัว
แต่การจะเป็นนักลงทุนสาย VI ให้รอดสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การซ้อมและวินัยในการลงทุน เรียกว่าตั้งแต่การศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ลงทุนไป การติดตามผล และทบทวนความผิดพลาดเพื่อปรับแก้ไขอยู่เสมอให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้จริง
เบื้องต้นเทคนิคการจัดพอร์ตให้รับมือได้ทุกสถานการณ์คือ “พอร์ตที่ยั่งยืน = รายได้ + เติบโต + กระจายความเสี่ยง + กันชน” โดยต้องมีการกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์
วีระพงษ์ ยังย้ำว่า ไม่มีหุ้นประเภทไหนที่ดีที่สุดตลอดไป ดังนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับจังหวะชีวิต ตามความฟิตของตัวเอง และเป้าหมายของพอร์ตที่ต่างกัน
ในโลกการลงทุนช่วงอายุน้อยๆ ถ้าเราฟิตมากก็สามารถวิ่งได้หลาย Pace หรือขยายการลงทุนได้หลากหลาย แต่พออายุมากขึ้น ภาระมากขึ้น อาจต้องปรับให้พอร์ตมีความยืดหยุ่น มีกระแสเงินสด หรือต้องปรับพอร์ตให้เสี่ยงน้อยลง ซึ่งการจัดพอร์ตต้องวางแผนให้ชัดเจนเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยหุ้นมี 6 แบบหลักๆ ให้เราได้เลือกเข้าพอร์ตตัวเอง
แม้หุ้นเติบโตโตเร็ว ในไทยไม่ค่อยมี แต่อีก 5 ประเภทที่เหลือยังสามารถมองหาในตลาดหุ้นไทยได้ แต่เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตควรมองการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney