เจอ Lost Decade แต่พอร์ตโต! “วีระพงษ์ ธัม” เปิดสูตรลงทุนสาย VI ให้รอดในระยะยาว

Personal Finance

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เจอ Lost Decade แต่พอร์ตโต! “วีระพงษ์ ธัม” เปิดสูตรลงทุนสาย VI ให้รอดในระยะยาว

Date Time: 22 มิ.ย. 2569 14:00 น.

Video

รู้จัก Ajinomoto ที่ไม่ใช่ บริษัทผงชูรส แต่เป็นผู้คุมเกมเงียบๆในยุค AI | Digital Frontiers EP.63

Summary

วีระพงษ์ ธัม เผยกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดผันผวน โดยเน้นคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพมากกว่าการมองดัชนีตลาดเพียงอย่างเดียว

  • หลักการเลือกหุ้น VI ที่ดีต้องเป็นธุรกิจที่ผลิตกระแสเงินสดได้ มีจุดแข็งในการแข่งขัน มีการเติบโตต่อเนื่อง และผู้บริหารมีธรรมาภิบาล
  • การจัดพอร์ตที่ยั่งยืนควรประกอบด้วยการกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้นปันผล หุ้นเติบโต และสินทรัพย์ต่างประเทศเพื่อเป็นกันชน
  • นักลงทุนควรเลือกหุ้นให้เหมาะกับช่วงวัยและเป้าหมาย โดยแบ่งประเภทหุ้นเป็น 6 กลุ่มหลัก เช่น หุ้นโตช้า หุ้นใหญ่มั่นคง และหุ้นวัฏจักร เป็นต้น
  • หัวใจสำคัญของการลงทุนคือการมีวินัย การศึกษาหาความรู้ และการทบทวนความผิดพลาดเพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จริง

Latest


“ตลาดหุ้นขึ้น แต่ทำไมพอร์ตยังติดลบ”

ช่วงที่ผ่านมาโลกการลงทุนผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น แม้บางช่วงตลาดหุ้นปรับตัวทำ All Time High แต่หลายคนยังขาดทุน นี่เลยเป็นสาเหตุหลักที่เราต้องจัดพอร์ตและวางแผนการลงทุนให้ดีเพื่อให้เติบโตได้ในทุกสถานการณ์

Thairath Money สรุปเรื่องราวที่น่าสนใจจากงาน SET in the City 2026 ผ่านมุมมองของ “วีระพงษ์ ธัม” นักลงทุน VI อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ThaiVI มาไว้ในบทความนี้แล้ว


Lost Decade ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส

วีระพงษ์ นักลงทุน VI เล่าจากประสบการณ์ลงทุนกว่า 22 ปี ของเขาว่า ในช่วงที่เกิด Lost Decade (ทศวรรษที่สูญหาย) ซึ่งเศรษฐกิจซบเซาติดต่อกันนานๆ มักมีภาพว่าดัชนีตลาดหุ้นจะไม่เติบโตตามไปด้วยไหน บางตลาดติดลบหนัก สถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ในบรรยากาศแบบนั้นยังมีโอกาสให้ลงทุนได้เสมอ

ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วง 10 ปี (2000-2009) ดัชนี S&P 500 เคยติดลบ 24-25% แต่ยังมีหุ้นที่น่าสนใจเกิดขึ้นอย่าง Apple, Amazon, Monster Beverage และ Netflix ซึ่งเติบโตสวนกระแสขึ้นมา

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ช่วงปี 1990-1999 ดัชนี Nikkei 225 ผลตอบแทนดัชนีเคยติดลบ 51% แต่มีหุ้นที่น่าสนใจ เช่น Keyence, Nidec, Fast Retailing, Nintendo ฯลฯ

ฝั่งตลาดหุ้นฮ่องกง หรือ ดัชนี Hang Seng ในช่วงปี 2014-2024 ผลตอบแทนดัชนีเคยติดลบถึง 15% แต่ก็มีหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงอย่าง Tencent, AIA, Techtronic, BYD

ทุกวิกฤตยังมีโอกาส ดังนั้นการคัดเลือกตลาดและเลือกหุ้น สำคัญกว่าการมองแค่ดัชนีเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นถูกทุกตัว ขอแค่เลือกถูกบางตัวแล้วทนถือให้เติบโตแบบทบต้นก็เพียงพอ

ลงทุน VI ยังไงให้รอด

การคัดเลือกหุ้นที่ดี ต้องคัดเลือกธุรกิจที่เป็น "เครื่องจักรผลิตเงินสด" โดยมองหา 

1) ธุรกิจที่อยู่ในตลาดที่มีขนาดใหญ่พอ เพราะยิ่งตลาดมีขนาดใหญ่ ธุรกิจก็จะมีพื้นที่ให้ขยายตัวได้มาก 

2) มีจุดแข็ง (Moat) ที่สู้กับคู่แข่งได้ และต้องมีรายได้-กำไรเติบโต 

3) มีกระแสเงินสดที่ดี หากขาดกระแสเงินสดที่ดีก็อาจเป็นการเติบโตที่ไม่มีคุณภาพ

อีกจุดที่นักลงทุนต้องคัดเลือกให้ดีคือ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพราะนี่คือสิ่งที่จะพาบริษัท/หุ้นที่เราลงทุน ขึ้นหรือปรับตัวลดลงได้ ต้องดูทั้งเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ การรับมือเมื่อเจอวิกฤต รวมถึงประเด็นด้านธรรมาภิบาล

นอกจากนี้นักลงทุนต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ "ความเสี่ยง" บริษัทที่ดีจะต้องมีหนี้สินไม่มากจนเกินไป เพราะบทเรียนจากช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งได้แสดงให้เห็นแล้วว่าธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งต้องล้มละลายไปเพราะการมีหนี้สินล้นพ้นตัว

แต่การจะเป็นนักลงทุนสาย VI ให้รอดสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การซ้อมและวินัยในการลงทุน เรียกว่าตั้งแต่การศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ลงทุนไป การติดตามผล และทบทวนความผิดพลาดเพื่อปรับแก้ไขอยู่เสมอให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้จริง

เบื้องต้นเทคนิคการจัดพอร์ตให้รับมือได้ทุกสถานการณ์คือ “พอร์ตที่ยั่งยืน = รายได้ + เติบโต + กระจายความเสี่ยง + กันชน” โดยต้องมีการกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ 

  • อาจเริ่มต้นที่หุ้นปันผล ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้เรา 
  • เมื่อเชี่ยวชาญแล้วค่อยขยายไปที่หุ้นกลุ่มเติบโต เพื่อสร้างการเติบโตให้พอร์ตเหมาะกับการลงทุนระยะยาว 
  • จากนั้นขยายไปยังหุ้นต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงและหาโอกาสในตลาดอื่นๆ 
  • ควรมีสินทรัพย์อื่นๆ ในพอร์ตเพื่อเป็นกันชนรวมถึงบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

ลงทุนใน Pace ของตัวเองไม่ต้องตามใคร

วีระพงษ์ ยังย้ำว่า ไม่มีหุ้นประเภทไหนที่ดีที่สุดตลอดไป ดังนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับจังหวะชีวิต ตามความฟิตของตัวเอง และเป้าหมายของพอร์ตที่ต่างกัน

ในโลกการลงทุนช่วงอายุน้อยๆ ถ้าเราฟิตมากก็สามารถวิ่งได้หลาย Pace หรือขยายการลงทุนได้หลากหลาย แต่พออายุมากขึ้น ภาระมากขึ้น อาจต้องปรับให้พอร์ตมีความยืดหยุ่น มีกระแสเงินสด หรือต้องปรับพอร์ตให้เสี่ยงน้อยลง ซึ่งการจัดพอร์ตต้องวางแผนให้ชัดเจนเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยหุ้นมี 6 แบบหลักๆ ให้เราได้เลือกเข้าพอร์ตตัวเอง

  • หุ้นโตช้า (Slow Growers) เน้นปันผล โตช้าแต่สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับ คนที่มีภาระมากขึ้น หรือใกล้เกษียณ ซึ่งต้องระวังจะติดกับดักหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ไม่เติบโต
  • หุ้นใหญ่มั่นคง (Stalwarts) ธุรกิจใหญ่ แข็งแรง เติบโตพอประมาณ เหมาะสำหรับวัยทำงาน หรือการสร้างสมดุลในพอร์ต
  • หุ้นโตเร็ว (Fast Growers) เติบโตแรง แต่ผันผวน และต้องติดตามข่าวอยู่เสมอ เหมาะสำหรับ วัยเริ่มลงทุน, วัยฟิตสร้างตัว
  • หุ้นวัฏจักร (Cyclicals) มักปรับขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ และรอบธุรกิจ เหมาะสำหรับวัยฟิต หรือนักลงทุนที่ Active ได้
  • หุ้นพลิกฟื้น (Turnarounds) ถือว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าฟื้นตัวราคาอาจเด้งแรง เหมาะสำหรับพอร์ตที่ฟิตมากๆ และรับความเสี่ยงสูง
  • หุ้นสินทรัพย์ซ่อนค่า (Asset Plays) มูลค่าของสินทรัพย์ซ่อนอยู่ในที่ดิน เงินสด หรือสินทรัพย์ เหมาะสำหรับนักลงทุนมีประสบการณ์

แม้หุ้นเติบโตโตเร็ว ในไทยไม่ค่อยมี แต่อีก 5 ประเภทที่เหลือยังสามารถมองหาในตลาดหุ้นไทยได้ แต่เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตควรมองการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม





อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ