ทำไมคนรวยไม่ลงทุนเอง? เปิดโลก Private Banking เบื้องหลังธุรกิจที่ธนาคารแย่งชิงลูกค้ามหาเศรษฐี

Personal Finance

Wealth Management

Tag

ทำไมคนรวยไม่ลงทุนเอง? เปิดโลก Private Banking เบื้องหลังธุรกิจที่ธนาคารแย่งชิงลูกค้ามหาเศรษฐี

Date Time: 17 มิ.ย. 2569 12:34 น.

Video

ลงทุน VS ปิดหนี้  เลือกทางไหนให้เงินงอกเงยเร็วที่สุด? | Money Issue EP.60

Summary

โจทย์ของคนรวยไม่ใช่ทำอย่างไรให้รวย แต่ทำอย่างไรให้สิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิตไม่หายไประหว่างทาง เปิดโลก Private Banking เบื้องหลังธุรกิจที่ธนาคารแย่งชิงลูกค้ามหาเศรษฐี

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไม? เศรษฐีจำนวนมากถึงไม่ลงทุนเอง ทั้งที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีเงินมากพอจะจ้างผู้เชี่ยวชาญได้แทบทุกด้าน เหตุผลคือ เมื่อความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ความซับซ้อนของการบริหารเงินก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สำหรับคนที่มีทรัพย์สินหลักสิบล้าน หลักร้อยล้าน หรือมากกว่านั้น โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การหาเงินเพิ่มเหมือนเราๆ อีกต่อไป แต่อยู่ที่การรักษา ส่งต่อ และจัดการทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่กระจายอยู่ในหลายรูปแบบ

นี่คือเหตุผลที่คนรวยทั่วโลกยอมจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนไม่น้อยให้กับบริการที่เรียกว่า Private Banking

และนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้กลายเป็น "ขุมทรัพย์" ที่สถาบันการเงินทั่วโลกต่างต้องการครอบครอง เพราะแม้จำนวนลูกค้าจะมีไม่มาก แต่เป็นกลุ่มที่ถือครองสินทรัพย์มูลค่าสูง และมีความต้องการใช้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ตั้งแต่การลงทุน การวางแผนภาษี การส่งต่อมรดก ไปจนถึงการบริหารความมั่งคั่งของทั้งครอบครัว

จะเห็นได้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารหลายแห่งในไทยจึงเร่งขยายธุรกิจ Private Banking อย่างจริงจัง ทั้งการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามาเสริมทัพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับลูกค้ามั่งคั่ง และการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ภาษี และการลงทุนในต่างประเทศ

คำถามคือ Private Banking มีอะไรพิเศษ จนทำให้ทั้งลูกค้าและธนาคารต่างให้ความสำคัญกับธุรกิจนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ?

หน้าที่ของ Private Banker มากกว่าคนแนะนำการลงทุน

โดยทั่วไป Private Banking ไม่ได้มีหน้าที่แค่แนะนำเหล่าคนรวย กลุ่มคนมั่งคั่ง ว่าควรซื้อหุ้นหรือกองทุนอะไรเท่านั้นแต่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคนที่คอยดูภาพรวมของทรัพย์สินทั้งหมดให้ลูกค้า เพราะเมื่อมีทรัพย์สินระดับหลายสิบล้านหรือหลายร้อยล้านบาท เงินมักไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่อาจกระจายอยู่ในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ อีกหลายประเภท

หน้าที่ของ Private Banker คล้ายผู้ประสานงานที่คอยดึงผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามาช่วยดูแล ไม่ว่าจะเป็นนักบัญชี ทนายความ หรือที่ปรึกษาภาษี ทั้งในและต่างประเทศ

เรื่อยไปจนถึง บางกรณีอาจต้องช่วยวางโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน วางแผนส่งต่อมรดก หรือดูเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในต่างประเทศด้วย 

ซึ่งด้วยลักษณะงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางค่อนข้างมาก ธุรกิจนี้ในไทย จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และผู้ปฏิบัติงานต้องมีใบอนุญาตด้านการแนะนำการลงทุนและการวางแผนการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขณะที่ธนาคารส่วนใหญ่ก็มักไม่รับผู้จบใหม่เข้าสู่ตำแหน่ง Private Banker โดยตรง แต่เลือกคนที่มีประสบการณ์จากสายงานบริหารความมั่งคั่ง วาณิชธนกิจ หรือที่ปรึกษาทางการเงินมาก่อน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวันที่ตลาดการเงินผันผวนหนัก ลูกค้ากลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการแค่รายงานวิเคราะห์หรือข้อมูลจากแอปพลิเคชัน แต่ต้องการคนที่สามารถอธิบายสถานการณ์ ช่วยประเมินทางเลือก และยืนยันว่าแผนที่วางไว้ยังเดินหน้าต่อได้ เพราะสำหรับคนที่มีทรัพย์สินจำนวนมากๆ  ไม่ได้ต้องการแค่คำแนะนำการลงทุน แต่อยากได้ความสบายใจว่า จะมีคนคอยดูแลภาพรวมของทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา

“ภาษี”  อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่คนรวยยอมจ้างผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ลูกค้า Private Banking ให้ความสนใจ ก็คือ การวางแผนภาษี เพราะยิ่งมีทรัพย์สินมาก ภาษีก็ยิ่งกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของการบริหารความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีรายได้จากหลายแหล่ง มีธุรกิจหลายแห่ง หรือมีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

จะพบว่า หน้าที่ของ Private Banker ไม่ได้หยุดแค่การหาผลตอบแทนให้สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยมองภาพรวมว่า โครงสร้างการถือครองทรัพย์สินในปัจจุบันมีประสิทธิภาพหรือไม่ และมีภาระภาษีส่วนใดที่สามารถวางแผนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร 

ในบางกรณี อาจเป็นการประสานงานร่วมกับนักบัญชีและที่ปรึกษาภาษี เพื่อจัดโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ผ่านบริษัทโฮลดิ้ง การส่งต่อทรัพย์สินให้ทายาท หรือการลงทุนในต่างประเทศที่ต้องคำนึงถึงกฎภาษีของหลายประเทศพร้อมกัน

สำหรับคนทั่วไป ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้น 1-2% อาจเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินระดับหลายร้อยล้านบาท การวางแผนภาษีที่เหมาะสมอาจช่วยรักษาเงินไว้ได้มากกว่าการไล่ล่าผลตอบแทนระยะสั้นเสียอีก

เปิดเงื่อนไข Private Banking แต่ละธนาคาร ต้องมีเงินเท่าไรถึงเข้าได้

ปัจจุบัน ธุรกิจ Private Banking แต่ละธนาคารในไทย พยายามสร้างจุดขายที่แตกต่างกันเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง ยกตัวอย่าง 

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของตลาด โดยกำหนดเกณฑ์สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) สำหรับลูกค้า Private Banking ไว้ที่ประมาณ 50 ล้านบาทขึ้นไป และมีพันธมิตรระดับโลกเข้ามาช่วยเสริมบริการด้านการลงทุนและการวางแผนความมั่งคั่ง

ในฝั่ง SCB ยังมีบริการร่วมทุนกับ Julius Baer ธนาคารเอกชนด้านการบริหารความมั่งคั่งจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งยกระดับเกณฑ์ลูกค้าเป็น 100 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์และโซลูชันการลงทุนระดับสากลโดยตรง

ด้านธนาคารกรุงเทพ (BBL) วางจุดขายเรื่องการดูแลลูกค้าแบบใกล้ชิด ผ่าน Private Bank Center และทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสำหรับลูกค้าระดับ High Net Worth โดยใช้เกณฑ์สินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปเช่นกัน 

ขณะที่ธนาคารทีทีบี (ttb) แบ่งบริการออกเป็นหลายระดับ โดยลูกค้า ttb reserve Private เริ่มต้นที่สินทรัพย์ประมาณ 30 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนระดับ Ultra Private ต้องมีสินทรัพย์มากกว่า 100 ล้านบาท สะท้อนการแข่งขันที่ขยายตัวไปยังกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่มากขึ้น

ส่วนธนาคารยูโอบี (UOB) ถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าสนใจ เพราะเปิดให้บริการ Private Banking ตั้งแต่ระดับประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายการลงทุนและทีมวิเคราะห์จากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางบริหารความมั่งคั่งที่สำคัญของภูมิภาค

ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ (HSBC) บริการดูแล ตั้งแต่ 70 ล้านบาทขึ้นไป แบบ Onshore เชื่อมโยงบัญชีและพอร์ตการลงทุนข้ามโลกผ่านสำนักงานสาขากลางในประเทศสิงคโปร์

หรือจะเป็นกรณี Private Banking ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่เรียกว่า PRIORITY Service บริหารจัดการ ลูกค้าบุคคลรายใหญ่หรือลูกค้าบุคคลที่มีสินทรัพย์สูง (High Net Worth Individual) ที่มียอดเงินฝากและการลงทุนรวมกัน (Average Asset) ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งโดดเด่นด้านการวิเคราะห์จัดทำโครงสร้างพอร์ตการลงทุน

จะเห็นได้ว่า แม้คำว่า Private Banking จะเหมือนกัน แต่เกณฑ์การรับลูกค้าและบริการของแต่ละธนาคารแตกต่างกันพอสมควร ตั้งแต่ระดับ 10 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 100 ล้านบาท โดยลูกค้าจะได้รับการดูแลที่ลึกขึ้นตามขนาดของสินทรัพย์และความซับซ้อนของการวางแผนการเงิน

สุดท้าย สำหรับคนทั่วไป เมื่อเงินมีไม่มาก การหาเงินคือโจทย์ใหญ่ที่สุด แต่เมื่อเงินมีมากพอ โจทย์จะเปลี่ยนจาก "ทำอย่างไรให้รวย" เป็น "ทำอย่างไรให้สิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิตไม่หายไประหว่างทาง" และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริง ว่าทำไมมหาเศรษฐีจำนวนมากจึงเลือกมี Private Banker อยู่ข้างกายนั่นเอง  

ที่มา : PwC Thailand ,ธนาคารกสิกรไทย ,ธนาคารไทยพาณิชย์ ,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ,Asian Private Banker

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์