
ควรจัดการหนี้สินให้หมดก่อนอายุ 50 ปี เพื่อลดภาระทางการเงินในช่วง 10 ปีสุดท้ายก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ
หลายคนมองภาพ "การเกษียณ" ว่าเป็นการหยุดพัก และเลิกทำงานไปเลย แต่ชีวิตเรามีทางเลือกกว่านั้นอีกเยอะ ยิ่งถ้าวางแผนการเงินให้ดีการเกษียณอาจเป็นการปลดล็อกให้ชีวิตได้ลองอะไรใหม่ๆ และออกแบบความสุขในแบบฉบับของตัวเองได้ดีกว่าเดิม
วันนี้ Thairath Money อยากชวนทุกคนมาฟังแนวคิดของ โค้ชหนุ่ม - จักรพงษ์ เมษพันธุ์ Money Coach จากเวที มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 “ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม” ที่มาเล่าในหัวข้อ จะอยู่สั้นหรืออยู่ยาว ชีวิตก็ต้องมี “เเผนการเงิน” ให้คนทุกวัยนำไปปรับใช้ได้แบบทันที!
โค้ชหนุ่ม เล่าถึงกฎเหล็กข้อแรกในการเกษียณแบบไม่เหนื่อย คือ "ต้องจัดการหนี้ให้หมดก่อนอายุ 50 ปี" เพื่อให้ช่วง 10 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป
นอกจากนี้ การเกษียณไม่ได้แปลว่าอายุครบ 60 ปีแล้วต้อง "หยุดทำงานทันที" เพราะสามารถทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือ Phased Retirement เช่น การลดชั่วโมงทำงาน ลดบทบาทหน้าที่ ค่อยๆ ปรับกันไปว่าอยากจะส่งต่องานตอนนี้ยังไง หรือเราอยากจะทำอะไรต่อบ้าง ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า การทำงานต่อแม้เพียง 1 ปี ช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ 9-11% ในด้านการเงินก็จะชะลอการใช้เงินเก็บออกไปก่อน
ที่สำคัญคือการดึง Human Capital หรือทักษะความสามารถที่เรามีอยู่แต่อาจหลงลืมไป กลับมาเป็นสินทรัพย์สร้างมูลค่าให้ตัวเองและเปิดโอกาสสู่เส้นทางใหม่ๆ ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น งานที่ปรึกษาให้องค์กร, ทำงานฟรีแลนซ์, งานฝีมือ, หรือเขียนหนังสือ
ขณะเดียวกัน แม้จะมีเงินเกษียณที่เตรียมไว้แล้ว ถ้าเราแบ่งช่องทางการหารายได้ในรูปแบบ Passive Income เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ลิขสิทธิ์ เป็นต้น ก็อาจช่วยให้เราใช้เงินเก็บน้อยลง และลดแรงกดดันในการเตรียมเงินก้อนใหญ่ได้มาก
ในวัยเกษียณไม่ว่าจะ 55 หรือ 60 ปีหลายคนรู้สึกสบายใจได้ระดับหนึ่งว่ามีเงินก้อนไว้พอใช้ชีวิตต่อไปได้ จนเผลอใช้เงินเพลินกว่าที่คิด โดยมีงานวิจัยที่ระบุว่า คนเรามักจะใช้เงินเกษียณไปถึง 30% ของทั้งหมดที่มีภายใน 2 ปีแรก! เหตุผลก็เพราะ "รู้สึกว่ามีเงินให้ใช้จ่าย"
ดังนั้นโค้ชหนุ่มจึงเน้นย้ำว่าการบริหารจัดการเงินเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ว่าจะใช้ชีวิตยาวหรือสั้น ก็ต้องวางแผนให้ดี ตัวอย่างเช่น ถ้าตั้งเป้าหมายจะมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาท หรือ 480,000 บาทต่อปี และเพื่อมีเงินใช้ตลอด 25 ปีหลังเกษียณ (ระหว่างอายุ 60-85 ปี) ต้องมีเงินก้อนราว 12 ล้านบาท แต่ตามแผนของโค้ชมองว่าขั้นต่ำเงินที่ควรมีคือ 8.16 ล้านบาท โดยแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อนไว้สำหรับใช้ในแต่ละช่วงเวลา
ที่สำคัญที่สุดคือการหาความรู้อยู่เสมอ เพราะเราต้องเลือกลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ และตรงกับความเสี่ยงของตัวเราเอง เพื่อให้เงินที่เราสะสมมาไม่สูญหายไปง่ายๆ
แม้คนไทยส่วนมากยังไม่มีแผนเกษียณ แต่ถ้าเราเริ่มเก็บเงินและวางแผนตั้งแต่วันนี้ก็ช่วยให้เราเตรียมรับมือกับเรื่องต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม โดยมี 5 เรื่องที่เราต้องรู้และเริ่มทำสักที!
1. เราจะอยู่นานกว่าที่คิด เมื่อคนมีอายุขัยยาวนานขึ้นควรวางแผนการเงินสำหรับ 30 ปีขึ้นไปในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ไม่ใช่แค่ 10 หรือ 20 ปีแล้ว
2. เกษียณ ≠ หยุดหาเงิน ไม่จำเป็นต้องหยุดทำงานทันทีหลังเข้าสู่อายุเกษียณ ปรับไปตามโจทย์ของแต่ละคน เช่นถ้ายังไม่มีเงินก้อนพร้อมเกษียณก็ทำงานไปก่อน หรืออาจค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทหางานใหม่ๆ ที่เหมาะกับทักษะของตัวเอง พร้อมๆ กับการหา Passive Income
3. เริ่มที่ 45 ก็ยังทัน จะเริ่มวางแผนเกษียณตอนอายุ 45 หรือ 50 ปีก็ยังทัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนคือ การเริ่มต้น + วินัย + บริหารเงินหลังเกษียณให้เป็น
4. แบ่งเงินเป็นช่วง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเงินแต่ละก้อนจะใช้ในช่วงเวลาไหน และควรนำเงินไปทำงานในสินทรัพย์แบบไหนได้บ้าง ซึ่งต้องไม่ลืมเรื่องการกระจายความเสี่ยงให้หลากหลายเพื่อรองรับกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
5. วิกฤตไม่ทำร้ายคนมีแผน สิ่งที่ต้องกลัวไม่ใช่ตัววิกฤต แต่คือ "แผนที่ไม่ยืดหยุ่น" หรือ "การไม่มีแผน" ชีวิตเราอย่ารอให้เกิดวิกฤตก่อน แล้วค่อยวางแผนเพราะมันไม่ทัน…
สุดท้ายนี้ท่ามกลางความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่ทุกคนที่ต้องมีคือเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อเป็นกันชนเมื่อเจอเรื่องไม่คาดคิด ถ้าเตรียมเงินก้อนนี้ไว้แล้วอย่างน้อยก็จะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney