
พ้นสภาพตอนไหน ก็ได้เงินคืนเต็มก้อน! ดีเดย์ 1 ต.ค. 69 กฎหมายใหม่ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” หักเงินออม 0.25% นายจ้างต้องสมทบเท่ากัน ใครได้ประโยชน์ ใครได้รับการยกเว้น
วันแรกของการทำงาน เรามักกังวลว่าจะผ่านโปรไหม ?
แต่แทบไม่มีใครคิดถึงวันสุดท้ายของการทำงาน
วันที่ลาออกวันที่ถูกเลิกจ้างวันที่สัญญาสิ้นสุด หรือแม้แต่วันที่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับชีวิต
คำถามคือ หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว เราจะมีอะไรเหลือติดตัวกลับบ้านบ้าง?
นี่คือที่มาของ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" หรือ Employee Welfare Fund ที่จะนับถอยหลังบังคับใช้จริงเร็วๆนี้ แนวคิดของกองทุนเรียบง่ายมาก คือให้ลูกจ้างและนายจ้างช่วยกันสะสมเงินก้อนหนึ่งไว้ เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินติดตัวในวันที่ต้องออกจากงาน ไม่ว่าการจากลาครั้งนั้นจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าว ไม่ใช่สวัสดิการสมัครใจ แต่เป็นกฎหมายใหม่ ที่จะเริ่มใช้จริง 1 ต.ค. 2569 นี้แล้ว แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่า ปัจจุบัน หลายคนอาจยังไม่เข้าใจ ว่ากองทุนนี้ คืออะไร? หักเงินอย่างไร? และเมื่อออกจากงาน จะได้เงินคืนแบบไหน? โพสต์นี้ Thairath Money สรุปให้แล้ว
ช่วง 5 ปีแรก (1 ต.ค. 2569 - 30 ก.ย. 2574)
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท
เงินทั้งสองส่วนจะถูกเก็บสะสมไว้ในกองทุน พร้อมดอกผล และวันที่เราออกจากงาน เงินก้อนนี้จะถูกจ่ายคืนทั้งหมด
ในโลกการทำงาน ในเมื่อไม่มีใครเป็น "พนักงานใหม่" ตลอดไป สักวันหนึ่ง ทุกคนต้องเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า "พ้นสภาพการจ้าง" อาจเป็นการลาออกเพื่อไปเติบโตที่อื่น อาจเป็นการเกษียณ หรืออาจเป็นการถูกเลิกจ้างโดยไม่ทันตั้งตัว แต่สิ่งที่กฎหมายฉบับนี้พยายามสร้างขึ้น คือทำให้วันสุดท้ายของการทำงาน ไม่ใช่วันที่ลูกจ้างเดินออกจากบริษัทด้วยมือเปล่า กองทุนนี้ จึงไม่ได้จ่ายเฉพาะคนถูกเลิกจ้างแต่จ่ายคืนให้ลูกจ้าง “ทุกกรณีที่พ้นสภาพการจ้าง”ไม่ว่าจะเป็น
กล่าวคือ ต่อให้เป็นคนลาออกเอง ก็ยังได้รับทั้งเงินสะสม เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลคืนทั้งหมด
อีกสิทธิ์ที่น่าสนใจคือ หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินสะสม + เงินสมทบ + ดอกผลทั้งหมด จะถูกจ่ายให้บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ล่วงหน้าแต่ถ้าไม่ได้ระบุไว้ เงินจะตกแก่
ในสัดส่วนที่เท่ากัน จึงไม่ใช่แค่เงินออมของลูกจ้าง แต่เป็นหลักประกันทางการเงินของครอบครัวด้วย
นี่คือจุดที่แตกต่างจากกองทุนออมเงินทั่วไป เพราะหากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง แล้วนายจ้างไม่จ่ายเงินตามกฎหมาย เช่น
ลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ ถือเป็น "ตาข่ายนิรภัย" อีกชั้นหนึ่ง ในวันที่นายจ้างมีปัญหาหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องนำลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุน ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ยังไม่อยู่ในเกณฑ์บังคับ นอกจากนี้ หากสถานประกอบการจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ก็ได้รับการยกเว้นจากการเข้ากองทุนนี้
พูดง่าย ๆ คือ
อย่างไรก็ตาม หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก นายจ้างควรตรวจสอบรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพราะเงื่อนไขการได้รับยกเว้นขึ้นอยู่กับการจัดสวัสดิการให้ลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด
แม้หลายคนอาจมองว่า การเกิดขึ้นของกองทุน ทำให้มีภาระเพิ่มเติม จากการถูกหักเงิน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการสร้างเงินก้อนสำรองสำหรับวันที่ต้องออกจากงานแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะต่อให้ลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือแม้แต่ถูกไล่ออก เงินที่สะสมไว้ พร้อมเงินสมทบจากนายจ้างและดอกผล ก็ยังเป็นของลูกจ้างทั้งหมด เพราะในยุคที่การเปลี่ยนงานเกิดขึ้นบ่อย และรายได้ไม่แน่นอนเหมือนเดิม กองทุนนี้อาจกลายเป็น "เบาะรองรับทางการเงิน" ก้อนแรกของแรงงานไทยจำนวนหลายล้านคน
ที่มา : กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ,ธรรมนิติ