
เมื่อคนกรุงเทพฯ แบกหนี้สูงถึง 181% สวนทางกับรายจ่ายแฝงอย่าง ค่าเดินทาง ค่าฝุ่น และค่าน้ำท่วม เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 กับบทบาทนักบริหารจัดการ "งบชีวิต" ผู้กำหนดเงินเหลือในกระเป๋าคนเมือง
รู้หรือไม่? การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. อาจมีผลกับเงินในกระเป๋าของเรา มากกว่าการนั่งลุ้นบริษัทขึ้นเงินเดือนประจำปีเสียอีก!
จริงอยู่ที่ว่าตามกฎหมายแล้วนั้น ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่มีอำนาจสั่งการในขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือสั่งแบงก์ลดดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ผู้ว่าฯ มีอำนาจเต็มหน้าตัก คือการควบคุม "ต้นทุนเมือง" ซึ่งเปรียบเหมือนภาษีแฝงที่คนกรุงต้องจ่ายทิ้งทุกวันโดยไม่รู้ตัว
Thairath Money เจาะข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงถึง 697,529 บาทต่อปี (ตัวเลขล่าสุดปี 2567) สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดระยองเท่านั้น แต่เชื่อว่าคนกรุงส่วนใหญ่ แทบจะรู้สึกเหมือนๆกัน ว่าแต่ละเดือน “ชักหน้าไม่เคยถึงหลัง”
อีกทั้งข้อมูลสถิติ ยังระบุว่า ประชากรกรุงเทพฯ กว่า 50% มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน โดยมีอัตราเงินเดือนค่ากลางอยู่ที่ 28,600 บาทต่อเดือน แต่คนเมืองเหล่านี้กลับต้องจ่ายค่าเดินทางเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 5,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 17% ของรายได้ทั้งหมด
ครัวเรือนในกรุงเทพฯ ยังมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้รายปีสูงถึง 181% ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการเก็บออมและการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตอยู่ในระดับที่เปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับประชากรในเมืองเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ของโลก ซึ่งตัวเลขดังกล่าว มาจากเมืองที่เรียกเก็บ “ภาษีแฝง" จากเรา ผ่านปัญหาระบบโครงสร้างพื้นฐานในทุก ๆ วัน ที่เราพบเจอ
ลองจำลอง สมการชีวิตจริงของคนทำงานออฟฟิศในกรุง ว่า หาก ณ ปัจจุบัน คุณมีรายได้เกณฑ์มาตรฐานระดับ 30,000 บาท/เดือน กรุงเทพฯ กำลังหักเงินคุณไปกับอะไรบ้าง
จะเห็นได้ว่า แม้บางอย่างไม่ใช่เรื่องรายได้ แต่เป็น "ต้นทุนเมือง" ที่ต้องสูญเสียไปกับเมืองที่เต็มไปด้วยปัญหาพื้นฐาน
จากการสำรวจความเห็นล่าสุดของ Thairath Poll พบว่าปัญหาที่คนกรุงอยากให้แก้ด่วนที่สุด สะท้อนออกมาในรูปแบบของเม็ดเงินในกระเป๋าทั้งสิ้น
1. รถติดและการเดินทาง (อันดับ 1 ในโพล) คนกรุงสูญเสียเวลาบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 35 นาทีต่อเที่ยว ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าคุณเสียเวลากับรถติดวันละ 1 ชั่วโมง เท่ากับในหนึ่งปีคุณสูญเสียเวลาไปเปล่า ๆ ถึง 365 ชั่วโมง หรือมากกว่า 15 วันต่อปี! เวลาเหล่านี้คือต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐศาสตร์ที่คุณควรเอาไปใช้พักผ่อน ทำอาชีพเสริม หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ปัญหานี้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมรวมกันสูงถึง 165,400 ล้านบาทต่อปี
2. ค่าเดินทางและรถเมล์ Feeder ปัจจุบันกว่าที่คนกรุงจะเดินทางจากบ้านในซอกซอยไปถึงสถานีรถไฟฟ้า (Last Mile) ต้องต่อทั้งพี่วินมอเตอร์ไซค์ รถสองแถว และรถเมล์ การมีโครงการรถบัสไฟฟ้าฟรีอย่าง “BMA Feeder” ใน 7 เส้นทางหลัก จึงเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยตัดรายจ่ายคงที่ตรงนี้ออกไปได้โดยตรง
3. ฝุ่น PM2.5 และมลพิษ นี่คือต้นทุนที่คนมักมองข้ามเพราะมันไม่ได้จ่ายออกไปในทันที แต่จากตัวเลขของสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่ากรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์จากฝุ่นพิษสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คิดเป็นมูลค่า 436,330 ล้านบาทต่อปี ทั้งในรูปของค่ารักษาพยาบาลโรคทางเดินหายใจ วันลาป่วย และการลดทอนสุขภาวะ
4. น้ำท่วมและการระบายน้ำ เงินเยียวยาจากภาครัฐยามน้ำท่วม 5,000 - 9,000 บาทต่อครัวเรือนนั้นไม่เคยพอกับมูลค่าความเสียหายจริงของทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์และโครงสร้างบ้าน การจัดการระบบระบายน้ำเชิงรุกอย่างการขุดลอกคลองและเปิดทางน้ำไหลจึงเป็นเหมือนการทำประกันภัยเพื่อปกป้องทรัพย์สินของประชาชน
ทั้งหมด พอให้ทำให้เห็นภาพได้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นี้ มีความสำคัญอย่างไร ภายใต้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สูงถึงประมาณ 4.5 ล้านคน (สูงกว่าปี 2565) และมีผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ รวม 18 คน /ผู้สมัคร ส.ก. อีก 258 คนจากทุกเขตพื้นที่
โดยแม้ผลสำรวจโค้งแรกของนิด้าโพลจะชี้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ (หมายเลข 9) ยังคงมีคะแนนนิยมนำห่างอยู่ที่ 67.30 % ตามมาด้วย นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน (หมายเลข 10) ที่ 8.20% และ นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 5) ที่ 3.10% พร้อมด้วยผู้สมัครที่น่าจับตามองรายอื่น ๆ อย่าง คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (หมายเลข 13), มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (หมายเลข 14) และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (หมายเลข 1)
แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ตัวบุคคล ทว่าคือแนวคิดเชิงนโยบายที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนเมือง เช่น
สุดท้าย การจัดสรรงบประมาณประจำปีของกรุงเทพมหานครที่มีมูลค่าราว 80,000 - 90,000 ล้านบาทต่อปีนั้น แท้จริงแล้วจะแปลงมาเป็นเงินที่ย้อนกลับมาบริหาร "งบชีวิต" (Life Budget) ของคนเมืองหลวงทุกคนได้ หากผู้ว่าฯ คนหนึ่ง จะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายที่ทำได้จริง เช่น ประหยัดค่าเดินทางให้คุณได้ 1,000 บาท/เดือน และ ลดค่าใช้จ่ายและเงินต่อสู้กับปัญหาสุขภาพได้ 500 บาท/เดือน หรือ คืนเวลาที่ต้องสูญเสียบนท้องถนนให้คุณได้วันละ 30 นาที
นั่นเท่ากับว่าเขาคนนั้น อาจจุนเจือและเพิ่มเงินในกระเป๋าให้คุณได้มากกว่าการได้ปรับขึ้นเงินเดือน 5% จากบริษัทเสียอีก!
28 มิถุนายนนี้ อย่าคิดว่าเราเข้าคูหาไปเพื่อทำหน้าที่พลเมืองตามกฎหมาย หรือไปเลือกเพราะความชอบทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังเดินไปเลือกคนที่จะเข้ามาบริหาร "กระเป๋าเงิน" และ "ต้นทุนชีวิต" ของตัวเราเอง! อีก 4 ปีนับจากนี้
ที่มา : สภาพัฒน์ฯ ,ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ,สำนักผังเมือง กทม. , Rocket Media Lab ,สมาคมประกันวินาศภัย ,คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ,สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney