
เมื่อ “ความกตัญญู” ถูกตีค่าเป็นเงินออม รัฐตัดสิทธิ์บัตรคนจนพ่อแม่ทันที หากลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี 30,000 บาท ชวนคิดข้ามช็อต นี่คือการคัดกรองคนจนตัวจริง หรือ กำลังส่งสัญญาณอะไร?
“ ถ้าพ่อแม่มีรายได้ 0 บาท แต่ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายปีละ 30,000 บาท คุณคิดว่าพ่อแม่ควรถูกตัดสิทธิ์บัตรคนจนหรือไม่? ”
นี่ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในการเปิดลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” หรือ “บัตรคนจน” รอบใหม่ (ระหว่างวันที่ 4 - 21 มิถุนายน 2569) ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วสังคมไทย
ทันทีที่กระทรวงการคลังประกาศเงื่อนไขคัดออก (Exclusion Criteria) ข้อใหม่ กำหนด “ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะถูกตัดสิทธิ์ทันที “
ซึ่งในมุมของรัฐบาล มาตรการนี้คือความพยายามอุดรอยรั่วเพื่อคัดกรองให้เงินภาษีไปถึงมือ “คนจนตัวจริงที่ไร้ที่พึ่งพิง” และเตรียมฐานข้อมูลต่อยอดสู่ระบบภาษี Negative Income Tax ในอนาคต
แต่ในมุมของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลางระดับล่างที่ตั้งใจทำมาหากินและเสียภาษีอย่างถูกต้อง เกณฑ์นี้กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักเช่นกันว่า... รัฐกำลังนิยาม “ความจน” คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงหรือไม่? และที่สำคัญ นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของบัตรคนจนเท่านั้น แต่อาจเป็นสัญญาณการจัดสรร “สวัสดิการ” ของรัฐไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
หากเรากางข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติ ที่กระทรวงการคลังชี้แจงไว้ จะพบว่า รัฐบาลพยายามเน้นย้ำว่า บัตรคนจนปี 2569 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากเดิมปี 2565 ที่คิดรายได้เฉลี่ยของครอบครัว เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาตรวจสอบแบบ “รายบุคคล” เพื่อความแม่นยำ
แต่ในความจริง 1 ในเงื่อนไขสำคัญ ก็คือ การหยิบเอาข้อมูลระบบภาษีที่บุตรนำบิดามารดาไปหักลดหย่อนเหมาจ่ายคนละ 30,000 บาทต่อปี มาเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์ด้วย ซึ่งอาจไม่ต่างจาการการหวนกลับไปประเมินสภาพเศรษฐกิจแบบ “ดูทั้งครอบครัว” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คล้ายจะสื่อสารว่า หากพ่อแม่ถูกนำชื่อไปลดหย่อน แปลว่าพ่อแม่มี "ผู้ดูแลทางเศรษฐกิจ" แล้ว จึงถูกปัดตกไปอยู่ในกลุ่ม "จนไม่จริง" ทันที
ย้อนไป ประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากรของไทย ออกแบบมาเพื่อใช้แรงจูงใจทางภาษี สนับสนุนให้สถาบันครอบครัวโอบอุ้มดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐ แต่เกณฑ์ใหม่ของบัตรคนจนปี 2569 กำลังทำให้โครงสร้างนี้สวนทางกันเอง
ขณะที่ในโลกออนไลน์เกิดคำถามประชดชันอย่างเจ็บปวดหลากหลาย เช่น ...
“นโยบายนี้สอนให้รู้ว่า ความกตัญญูมีราคาประมาณ 30,000 บาทต่อปี”
“การที่ลูกส่งเงินเลี้ยงดูบุพการี แล้วนำไปลดหย่อนภาษี มันคือความรับผิดชอบ ไม่ได้เกี่ยวว่าจนจริงหรือจนปลอม”
สะท้อนความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คนไทยจำนวนมากยัง “ไม่ได้รวย” แต่ก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นซะทีเดียว เป็นมนุษย์เงินเดือน 20,000 – 30,000 บาท ที่ต้องใช้ความสามารถแลกเงินในเมืองใหญ่ และมีภาระต้องเลี้ยงลูกและจุนเจือพ่อแม่ไปพร้อมกัน
การหักลดหย่อนภาษี 30,000 บาทต่อปี (ซึ่งเมื่อคิดเป็นตัวเงินภาษีที่ประหยัดได้จริงตามฐานภาษีขั้นบันไดแล้ว ถือเป็นเงินจำนวนน้อยมาก) คือสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ช่วยประคองลมหายใจของครอบครัว ไม่ได้แปลว่าพวกเขามีเงินมากพอจะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้อย่างสุขสบาย
มาตรการนี้จึงทำให้หลายครอบครัว ต้องเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และต้องหันมาคำนวณตัวเลขทางเลือก (Trade-off) ว่า ระหว่างให้ลูกเอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี กับการให้พ่อแม่คงสิทธิ์บัตรคนจนเพื่อรับสวัสดิการเฉลี่ยปีละ 4,000 – 6,000 บาท (เช่น วงเงินซื้อสินค้า วงเงินค่าเดินทาง) แบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน
หากมองข้ามความดราม่าเรื่องการตัดสิทธิ์ สิ่งที่น่าสนใจในเชิงโครงสร้าง จากหลักเกณฑ์ใหม่นี้คือ รัฐกำลังเชื่อมโยง Big Data หลังบ้านเข้าหากัน ทั้งฐานข้อมูลภาษีของกรมสรรพากร ฐานข้อมูลสวัสดิการ และฐานข้อมูลครัวเรือน จากเดิมที่ระบบสวัสดิการไทยพึ่งพาการ “แจ้งข้อมูลเอง” ของประชาชน ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “รัฐรู้ข้อมูลข้ามกระทรวง”
แต่คำถามที่ตามมา คือ ในเมื่อรัฐมีเทคโนโลยีล้ำสมัย มีระบบบัตรประชาชน Smart Card และรู้ข้อมูลรายได้-ทรัพย์สินอย่างละเอียดทะลุปรุโปร่งแล้ว ทำไมกระบวนการคัดกรองสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ยังคงผลักภาระให้ประชาชนผู้ถือบัตรรายเดิมกว่า 13 ล้านคน ต้องแบกต้นทุนการเดินทาง แบกเอกสารไปลงทะเบียนและกดยืนยันตัวตนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก
หัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายสวัสดิการทั่วโลก มีคำศัพท์เทคนิคสองคำที่เป็นตาชั่งวัดความสำเร็จ คือ
จากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) และ 101 PUB ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมานโยบายบัตรคนจนแบบ “มุ่งเป้าคัดกรอง” (Targeted Scheme) ของประเทศไทย มีปัญหาในตัวเองอย่างมาก แม้รัฐจะแจกบัตรไปกว่า 14 ล้านใบ ซึ่งมากกว่าจำนวนคนจนจริงตามเส้นความยากจนถึง 3 เท่า แต่กลับพบว่า มีคนยากจนตัวจริงตกหล่นไม่เคยได้รับบัตรสวัสดิการเลยสูงถึง 40.4 - 50% (หรือราว 2.7 ล้านคน) ขณะเดียวกันกลับมีคนไม่จนจริงรั่วไหลเข้ามาถือบัตรสูงถึง 10.1 ล้านคน
การออกเกณฑ์คัดออกแบบเข้มงวดในปี 2569 รวมถึงกรณีหักลดหย่อนภาษีบิดามารดา สะท้อนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังให้น้ำหนักกับการ “ลดคนจนปลอม” (Inclusion Error) เป็นหลัก แต่คำถามชวนคิดคือ การตั้งกำแพงเงื่อนไขให้สูงและตึงขนาดนี้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มสัดส่วน “คนจนจริงที่ต้องตกหล่น” (Exclusion Error) ให้มากขึ้นไปอีกหรือไม่? โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชนบทที่ลูกหลานในเมืองอาจจะแค่เอาชื่อไปยื่นลดหย่อนภาษีตามสิทธิ์ แต่ไม่มีกำลังส่งเงินกลับไปดูแลจริงๆ
ทำให้เกิดคำถามน่าคิดสำคัญที่ว่า ในวันที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤต "อัตราการเกิดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์" คนรุ่นใหม่มีน้อยลง ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ต้องแบกรับโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุที่โตเอาๆ
โดยผู้สูงอายุไทยจำนวนมากไม่มีบำนาญ ไม่มีเงินออม และไม่มีรายได้ประจำ ทางเลือกเดียวคือพึ่งพาลูกหลาน แต่หากเกณฑ์ใหม่ของรัฐที่มองว่า "ถ้าลูกเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี เท่ากับ พ่อแม่มีคนเลี้ยง และ รัฐไม่ต้องช่วย" แบบนี้ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า แนวคิดการส่งต่อภาระกลับไปให้สถาบันครอบครัวดูแลกันเองเช่นนี้ จะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนหรือไม่?
ข้างหนึ่งคือ ความอยู่รอดของสถาบันครอบครัว (ชนชั้นกลาง) ที่มองว่ารัฐกำลังตึงเกินไป และผลักภาระกลับมาให้ประชาชนในวันที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว
อีกข้างคือ ความอยู่รอดทางการคลังของประเทศ (รัฐบาล) ที่มองว่าหากไม่บริหารจัดการงบประมาณอย่างเข้มงวดและจำกัดวงเฉพาะคนที่วิกฤตจริงๆ ระบบสวัสดิการทั้งหมดของประเทศอาจล่มสลายลงในอนาคต นี่จึงเป็นคำถามปลายเปิดที่สังคมไทยยังคงต้องขบคิดร่วมกันว่า เราจะเลือกเดินไปในเส้นทางไหนที่เจ็บตัวน้อยที่สุดในวันที่ประเทศกำลังแก่ตัวลงเรื่อย ๆ
ที่มา : กระทรวงการคลัง ,TDRI
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney