ปรับใหม่บัตรคนจน 2569 ถอดรหัสโครงสร้าง "รัฐรู้หมด" และเดิมพันความอยู่รอดทางการคลัง VS คนชนชั้นกลาง

Personal Finance

Wealth Management

Tag

ปรับใหม่บัตรคนจน 2569 ถอดรหัสโครงสร้าง "รัฐรู้หมด" และเดิมพันความอยู่รอดทางการคลัง VS คนชนชั้นกลาง

Date Time: 4 มิ.ย. 2569 10:54 น.

Video

เบื้องหลัง Claude เขย่าโลก! Anthropic โต 80 เท่า สัญญาณ IPO ที่ต้องจับตา | Digital Frontiers EP.65

Summary

เมื่อ “ความกตัญญู” ถูกตีค่าเป็นเงินออม รัฐตัดสิทธิ์บัตรคนจนพ่อแม่ทันที หากลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี 30,000 บาท ชวนคิดข้ามช็อต นี่คือการคัดกรองคนจนตัวจริง หรือ กำลังส่งสัญญาณอะไร?

“ ถ้าพ่อแม่มีรายได้ 0 บาท แต่ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายปีละ 30,000 บาท คุณคิดว่าพ่อแม่ควรถูกตัดสิทธิ์บัตรคนจนหรือไม่? ”

นี่ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในการเปิดลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” หรือ “บัตรคนจน” รอบใหม่ (ระหว่างวันที่ 4 - 21 มิถุนายน 2569) ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วสังคมไทย 


ทันทีที่กระทรวงการคลังประกาศเงื่อนไขคัดออก (Exclusion Criteria) ข้อใหม่ กำหนด “ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะถูกตัดสิทธิ์ทันที “ 

ซึ่งในมุมของรัฐบาล มาตรการนี้คือความพยายามอุดรอยรั่วเพื่อคัดกรองให้เงินภาษีไปถึงมือ “คนจนตัวจริงที่ไร้ที่พึ่งพิง” และเตรียมฐานข้อมูลต่อยอดสู่ระบบภาษี Negative Income Tax ในอนาคต 

แต่ในมุมของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลางระดับล่างที่ตั้งใจทำมาหากินและเสียภาษีอย่างถูกต้อง เกณฑ์นี้กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักเช่นกันว่า... รัฐกำลังนิยาม “ความจน” คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงหรือไม่? และที่สำคัญ นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของบัตรคนจนเท่านั้น แต่อาจเป็นสัญญาณการจัดสรร “สวัสดิการ” ของรัฐไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

จากรายบุคคล แต่แอบกลับไปดูทั้งครอบครัว? 

หากเรากางข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติ ที่กระทรวงการคลังชี้แจงไว้ จะพบว่า รัฐบาลพยายามเน้นย้ำว่า บัตรคนจนปี 2569 มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากเดิมปี 2565 ที่คิดรายได้เฉลี่ยของครอบครัว เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาตรวจสอบแบบ “รายบุคคล” เพื่อความแม่นยำ


แต่ในความจริง 1 ในเงื่อนไขสำคัญ ก็คือ การหยิบเอาข้อมูลระบบภาษีที่บุตรนำบิดามารดาไปหักลดหย่อนเหมาจ่ายคนละ 30,000 บาทต่อปี มาเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์ด้วย ซึ่งอาจไม่ต่างจาการการหวนกลับไปประเมินสภาพเศรษฐกิจแบบ “ดูทั้งครอบครัว” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คล้ายจะสื่อสารว่า หากพ่อแม่ถูกนำชื่อไปลดหย่อน แปลว่าพ่อแม่มี "ผู้ดูแลทางเศรษฐกิจ" แล้ว จึงถูกปัดตกไปอยู่ในกลุ่ม "จนไม่จริง" ทันที

เมื่อ "ความกตัญญูและการเข้าระบบภาษี" กลายเป็นภาระที่ถูกลงโทษ 

ย้อนไป ประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากรของไทย ออกแบบมาเพื่อใช้แรงจูงใจทางภาษี สนับสนุนให้สถาบันครอบครัวโอบอุ้มดูแลผู้สูงอายุ เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐ แต่เกณฑ์ใหม่ของบัตรคนจนปี 2569 กำลังทำให้โครงสร้างนี้สวนทางกันเอง

ขณะที่ในโลกออนไลน์เกิดคำถามประชดชันอย่างเจ็บปวดหลากหลาย เช่น ...

 “นโยบายนี้สอนให้รู้ว่า ความกตัญญูมีราคาประมาณ 30,000 บาทต่อปี” 

“การที่ลูกส่งเงินเลี้ยงดูบุพการี แล้วนำไปลดหย่อนภาษี มันคือความรับผิดชอบ ไม่ได้เกี่ยวว่าจนจริงหรือจนปลอม”

สะท้อนความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คนไทยจำนวนมากยัง “ไม่ได้รวย” แต่ก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นซะทีเดียว เป็นมนุษย์เงินเดือน 20,000 – 30,000 บาท ที่ต้องใช้ความสามารถแลกเงินในเมืองใหญ่ และมีภาระต้องเลี้ยงลูกและจุนเจือพ่อแม่ไปพร้อมกัน 

การหักลดหย่อนภาษี 30,000 บาทต่อปี (ซึ่งเมื่อคิดเป็นตัวเงินภาษีที่ประหยัดได้จริงตามฐานภาษีขั้นบันไดแล้ว ถือเป็นเงินจำนวนน้อยมาก) คือสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ช่วยประคองลมหายใจของครอบครัว ไม่ได้แปลว่าพวกเขามีเงินมากพอจะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้อย่างสุขสบาย 

มาตรการนี้จึงทำให้หลายครอบครัว ต้องเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และต้องหันมาคำนวณตัวเลขทางเลือก (Trade-off) ว่า ระหว่างให้ลูกเอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี กับการให้พ่อแม่คงสิทธิ์บัตรคนจนเพื่อรับสวัสดิการเฉลี่ยปีละ 4,000 – 6,000 บาท (เช่น วงเงินซื้อสินค้า วงเงินค่าเดินทาง)  แบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน

ยุค "รัฐรู้มากขึ้น" แต่ประชาชนยังต้องแบกต้นทุน "พิสูจน์ความจน"

หากมองข้ามความดราม่าเรื่องการตัดสิทธิ์ สิ่งที่น่าสนใจในเชิงโครงสร้าง จากหลักเกณฑ์ใหม่นี้คือ รัฐกำลังเชื่อมโยง Big Data หลังบ้านเข้าหากัน ทั้งฐานข้อมูลภาษีของกรมสรรพากร ฐานข้อมูลสวัสดิการ และฐานข้อมูลครัวเรือน จากเดิมที่ระบบสวัสดิการไทยพึ่งพาการ “แจ้งข้อมูลเอง” ของประชาชน ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “รัฐรู้ข้อมูลข้ามกระทรวง”

แต่คำถามที่ตามมา คือ ในเมื่อรัฐมีเทคโนโลยีล้ำสมัย มีระบบบัตรประชาชน Smart Card และรู้ข้อมูลรายได้-ทรัพย์สินอย่างละเอียดทะลุปรุโปร่งแล้ว ทำไมกระบวนการคัดกรองสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ยังคงผลักภาระให้ประชาชนผู้ถือบัตรรายเดิมกว่า 13 ล้านคน ต้องแบกต้นทุนการเดินทาง แบกเอกสารไปลงทะเบียนและกดยืนยันตัวตนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก

ลดคนจนปลอม แต่ยอมให้คนจนจริงตกหล่น?

หัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายสวัสดิการทั่วโลก มีคำศัพท์เทคนิคสองคำที่เป็นตาชั่งวัดความสำเร็จ คือ

  • Inclusion Error: คนไม่จนจริงแต่หลุดเข้ามาได้รับสิทธิ์ (คนจนปลอม)
  • Exclusion Error: คนจนตัวจริงแต่หลุดมือตกหล่นไป (คนจนตกหล่น)

จากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) และ 101 PUB ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมานโยบายบัตรคนจนแบบ “มุ่งเป้าคัดกรอง” (Targeted Scheme) ของประเทศไทย มีปัญหาในตัวเองอย่างมาก แม้รัฐจะแจกบัตรไปกว่า 14 ล้านใบ ซึ่งมากกว่าจำนวนคนจนจริงตามเส้นความยากจนถึง 3 เท่า แต่กลับพบว่า มีคนยากจนตัวจริงตกหล่นไม่เคยได้รับบัตรสวัสดิการเลยสูงถึง 40.4 - 50% (หรือราว 2.7 ล้านคน) ขณะเดียวกันกลับมีคนไม่จนจริงรั่วไหลเข้ามาถือบัตรสูงถึง 10.1 ล้านคน

การออกเกณฑ์คัดออกแบบเข้มงวดในปี 2569 รวมถึงกรณีหักลดหย่อนภาษีบิดามารดา สะท้อนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังให้น้ำหนักกับการ “ลดคนจนปลอม” (Inclusion Error) เป็นหลัก แต่คำถามชวนคิดคือ การตั้งกำแพงเงื่อนไขให้สูงและตึงขนาดนี้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มสัดส่วน “คนจนจริงที่ต้องตกหล่น” (Exclusion Error) ให้มากขึ้นไปอีกหรือไม่? โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชนบทที่ลูกหลานในเมืองอาจจะแค่เอาชื่อไปยื่นลดหย่อนภาษีตามสิทธิ์ แต่ไม่มีกำลังส่งเงินกลับไปดูแลจริงๆ

ทำให้เกิดคำถามน่าคิดสำคัญที่ว่า ในวันที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤต "อัตราการเกิดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์" คนรุ่นใหม่มีน้อยลง ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ต้องแบกรับโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุที่โตเอาๆ

โดยผู้สูงอายุไทยจำนวนมากไม่มีบำนาญ ไม่มีเงินออม และไม่มีรายได้ประจำ ทางเลือกเดียวคือพึ่งพาลูกหลาน แต่หากเกณฑ์ใหม่ของรัฐที่มองว่า "ถ้าลูกเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี เท่ากับ พ่อแม่มีคนเลี้ยง และ รัฐไม่ต้องช่วย" แบบนี้ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า แนวคิดการส่งต่อภาระกลับไปให้สถาบันครอบครัวดูแลกันเองเช่นนี้ จะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนหรือไม่? 

ข้างหนึ่งคือ ความอยู่รอดของสถาบันครอบครัว (ชนชั้นกลาง) ที่มองว่ารัฐกำลังตึงเกินไป และผลักภาระกลับมาให้ประชาชนในวันที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว

อีกข้างคือ ความอยู่รอดทางการคลังของประเทศ (รัฐบาล) ที่มองว่าหากไม่บริหารจัดการงบประมาณอย่างเข้มงวดและจำกัดวงเฉพาะคนที่วิกฤตจริงๆ ระบบสวัสดิการทั้งหมดของประเทศอาจล่มสลายลงในอนาคต  นี่จึงเป็นคำถามปลายเปิดที่สังคมไทยยังคงต้องขบคิดร่วมกันว่า เราจะเลือกเดินไปในเส้นทางไหนที่เจ็บตัวน้อยที่สุดในวันที่ประเทศกำลังแก่ตัวลงเรื่อย ๆ

ที่มา : กระทรวงการคลัง ,TDRI 

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์