สภาพัฒน์เผยคนไทย 2.2 ล้านคน เสี่ยงถูก “AI แทนที่” ต้องอัปสกิล-ไปทำอาชีพไหนถึงจะรอด?

Personal Finance

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สภาพัฒน์เผยคนไทย 2.2 ล้านคน เสี่ยงถูก “AI แทนที่” ต้องอัปสกิล-ไปทำอาชีพไหนถึงจะรอด?

Date Time: 28 พ.ค. 2569 08:00 น.

Video

สอนใช้ AI คัดหุ้น? เจาะลึกการลงทุนปี 2026 กับ Earthh Evans x Beauty Investor | Money Issue EP.56

Summary

สภาพัฒน์ฯ เผยแรงงานไทย 21.8% หรือ 8.7 ล้านคน ได้รับผลกระทบจาก AI โดย 2.2 ล้านคนเสี่ยงตกงาน

  • กลุ่มเสี่ยงถูกแทนที่ด้วย AI ส่วนใหญ่จบปริญญาตรีขึ้นไป ทำงานทักษะปานกลาง เช่น เสมียน, เลขาฯ
  • แรงงาน 6.5 ล้านคนใช้ AI สนับสนุนการทำงาน ส่วนใหญ่จบต่ำกว่าปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาท
  • อาชีพที่ AI ทำแทนได้ยากคือ บุคลากรทางการแพทย์, ครู, นักจิตวิทยา, พนักงานขาย, นักกฎหมาย, นักกีฬา
  • ทักษะสำคัญที่ต้องมีเพื่อรับมือยุค AI คือ การคิดเชิงวิพากษ์, การสร้างความสัมพันธ์, และความยืดหยุ่น

Latest


“วันนี้มีงานทำ แต่ต่อไปจะมีให้ทำไหม?”

มนุษย์เงินเดือนเริ่มถามตัวเองมากขึ้น ยิ่งเห็นข่าวจากบิ๊กเทค บริษัทใหญ่ระดับโลกหลายแห่งประกาศ “ปลดคน” เพื่อไปทุ่มลงทุนด้าน AI ล่าสุดยังมีรายงานจากสภาพัฒน์ว่าคนไทยกว่า 2.2 ล้านคนเสี่ยงตกงานเพราะ AI 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนแบบนี้ เราต้องรับมือยังไง?

งานแบบไหนถูก AI แทนที่ได้!

แม้ AI จะไม่ได้ตัวตนแบบจับต้องได้ (ในตอนนี้) แต่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว ยิ่งมี Agentic AI ที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถามได้ หลังจากเราป้อนคำสั่งไป AI จะคิดวิเคราะห์ วางแผน ลงมือทำ และเจอตรงไหนต้องแก้ก็ปรับปรุงเองได้เลย เรียกว่าครบวงจรแบบ End-to-End บางคนใช้ AI จัดตารางชีวิต เป็นเลขาส่วนตัวที่คอยตอบอีเมล์ หรือจัดการไฟล์ต่างๆ ในคอมฯ ให้ทั้งหมด 

นี่เลยอาจเป็นที่มาให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ออกรายงานฉบับล่าสุด ว่าผลกระทบของ AI ต่อแรงงานกำลังเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็มีทั้งด้านดีและด้านลบที่อาจทำให้คนไทยเสี่ยงถูกทดแทนกว่า 2.2 ล้านคน เรื่องนี้กลายเป็นสัญญาณว่าคนไทยจะตกงานเพราะ AI หรือเปล่า

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒน์ เล่าว่า จากแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคน มีคนจะได้รับผลกระทบจาก Gen AI ราว 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 21.8% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งกลุ่มเสี่ยงจะถูก AI มาแทนที่มีอยู่ 2.2 ล้านคน (5.4% ของแรงงานทั้งหมด) ซึ่ง AI จะมาทำงานส่วนที่มีลักษณะ “ทำซ้ำหรือมีแบบแผนตายตัว” อาจมาทำงานแทนบางส่วนหรือทั้งหมดเลยก็ได้

ในแรงงานกว่า 2.2 ล้านคนมักจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานทักษะปานกลาง เช่น เสมียน, เลขานุการ, งานต้อนรับลูกค้า, ประชาสัมพันธ์, Contact Center พนักงานบัญชี รองลงมาคือกลุ่มแรงงานทักษะสูง อย่าง งานการตลาด, ที่ปรึกษาการลงทงุน, นักวิเคราะห์ และ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นต้น

ส่วนแรงงานได้รับผลกระทบด้านดี คือ กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงานได้ มีอยู่ราว 6.5 ล้านคน (16.3% ของแรงงานทั้งหมด) ที่น่าสนใจคือ จากผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีถึง 72.7% มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน มีอายุเฉลี่ย 42.3 ปี และทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก ซึ่งมีหลายอาชีพที่ปรับใช้ AI กับงานของตัวเอง เช่น เซลล์, กลุ่มผู้จัดการและผู้บริหาร, งานด้านบุคลากร (HR), พนักงานขนส่งสินค้า (เช่น ใช้ AI ดูสภาพการจราจร เช็กสภาพอากาศ) เป็นต้น 

แต่สิ่งที่ต้องจับตามองคือ เมื่อ AI มาแรงขึ้น อาจเห็นการจ้างเด็กจบใหม่น้อยลง เพราะงานระดับเริ่มต้น บางบริษัทอาจเชื่อว่า AI ก็ทำแทนได้ หรือต่อไปถ้า AI ทำงานบางส่วนแทนกลุ่มแรงงานทักษะสูง-กลางมี AI อาจเห็นคนยอมลดวุฒิ ลดความรู้ที่มีลงไปทำงานที่ใช้ทักษะต่ำลง เช่น เปลี่ยนไปทำงานไรเดอร์ เป็นต้น

อาชีพ-สกิลแบบไหนคือทางรอด?

แม้กระทั่งงานการวิเคราะห์ข้อมูลในแวดวงการเงิน และงานซอฟต์แวร์อาจถูกแทนที่ด้วย AI แล้วเรามนุษย์เงินเดือน ที่ทำงานนั่งโต๊ะควรไปอัปสกิลด้านไหนเพื่อให้รอดจากเทรนด์ AI กลืนกินงานของมนุษย์ในครั้งนี้ 

ในมุมมองของ JobsDB ระบุว่า ถึง AI จะเกิดมาเพื่อเรียนรู้ วิเคราะห์และตัดสินใจแทนงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้ แต่จะไม่สามารถเข้าใจอารมณ์และบริบท รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ได้เท่ามนุษย์ ดังนั้น มองว่า งานที่ต้องใช้ Soft Skills ยังเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ โดยยกตัวอย่าง 6 อาชีพที่น่าสนใจคือ

1. บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะหมอ พยาบาล ที่ต้องมีความเอาใจใส่ ความอดทน และการปรับตัวต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า เป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้ 

2. ครูและอาจารย์ เพราะทุกคนมีการเรียนรู้ที่ต่างกันจึงเป็นอาชีพที่อาจใช้ AI ต่อยอดได้ และทำให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น

3. นักจิตวิทยา ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต เป็นอาชีพที่อาศัยการรับฟังและการให้คำปรึกษาอย่างลึกซึ้ง ผ่านความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจทางอารมณ์ ซึ่ง AI ยังทำไม่ได้ดีนัก

4. พนักงานขายและนักการตลาด แม้ AI จะช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคหรือออกแบบแคมเปญได้ แต่ยังต้องใช้ทักษะมนุษย์ในการสร้างความสัมพันธ์ การโน้มน้าวใจ และความเข้าใจเชิงจิตวิทยาของลูกค้า

5. นักกฎหมาย ทนายความ และผู้พิพากษา งานด้านกฎหมายต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ ความยืดหยุ่น และการตัดสินใจที่คำนึงถึงบริบทของมนุษย์เป็นหลัก 

6. นักกีฬาและโค้ชกีฬา ถือเป็นอาชีพที่ AI ทดแทนไม่ได้ เพราะต้องลงเล่นด้วยตัวเอง หรือเป็นโค้ชก็ต้องผลักดันให้นักกีฬาพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แม้ AI จะช่วยจัดตารางการฝึกซ้อมได้ แต่ไม่อาจแทนที่อาชีพเหล่านี้ได้

สุดท้ายนี้ สกิลสำคัญที่ต้องมีเพื่อรับมือกับยุค AI ครองโลก คือ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เพราะ AI ประมวลผลข้อมูลเก่ง แต่การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนยังต้องพึ่งมนุษย์ รวมถึงการสร้างความไว้วางใจกับคน การสร้าง Connection เพื่อเป็นแต้มต่อในการทำงานให้ราบรื่น และเราต้องมีความยืดหยุ่นพร้อมปรับตัวรับกับเรื่องใหม่ๆ ใช้ AI ให้เป็นมากกว่าให้ AI พร้อมแทนที่เรา

อ้างอิงข้อมูล สภาพัฒน์, Jobsdb



อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ