
เมื่อบ้านหรูร้อยล้านไม่ใช่เงินจมอีกต่อไป!เจาะลึกโมเดล แบรนด์ดัง แสนสิริ ผนึก SCB เชื่อมโยงความมั่งคั่งและการอยู่อาศัยระดับไฮเอนด์เข้าด้วยกัน เจาะกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่บาลานซ์พอร์ตลงทุนยุคผันผวน
มาถึงยุคที่อาจต้องลบภาพจำเดิมๆ ที่ว่าการซื้อ “บ้านหรู” ร้อยล้านทำให้เงินจม หรือทำให้เสียสภาพคล่องในการลงทุน เพราะเริ่มพบว่า ในโลกการเงินยุคใหม่ สินทรัพย์จับต้องได้ (Hard Assets) บนทำเลทอง กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทรงพลังในการรักษาและต่อยอดความมั่งคั่งอย่างแนบเนียน
โดยกรณีศึกษา (Case Study) ที่น่าสนใจล่าสุด ของโมเดลการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Ecosystem ระดับบน คือ การที่บริษัทยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี อย่าง แสนสิริ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ผู้นำธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง จับมือกัน เพื่อพยายามเชื่อมโลกการอยู่อาศัยและการลงทุนเข้าด้วยกัน
หากมองย้อนกลับไปในอดีต คนรุ่นก่อนมักมองการซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินเป็นเรื่องของ "ความมั่นคง" ซื้อแล้วเก็บยาวเป็นสมบัติกงสี แต่บริบทหลังผ่านพ้นวิกฤตระดับโลก พฤติกรรมของนักลงทุนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยปัจจุบันเกิดกลุ่ม "New Wealth" หรือ "Young Successor" (อายุ 25-40 ปี) ที่เติบโตพุ่งขึ้นถึง 30%
คนกลุ่มนี้หาเงินเก่ง ประสบความสำเร็จเร็ว และวางแผนเกษียณไว พวกเขาไม่ได้มองว่าอสังหาฯ เป็นเพียงอิฐหินปูนทราย แต่กำลังมองมันเป็น "คอร์หลักของพอร์ตการลงทุน" (Core Wealth Asset Classes) เพื่อเป็นทางรอดและเกราะกำบังในช่วงที่ตลาดทุนมีความผันผวนสูง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพฤติกรรมในลักษณะ "ซื้อใหม่ เปลี่ยนใหม่ ทุกๆ 3-5 ปี" เพื่อหมุนเวียนและมองหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในอนาคตด้วย
สอดรับกับอินไซต์ของ “ศรีอำไพ รัตนมยูร” ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ได้สะท้อนภาพพฤติกรรมนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า …
“คำว่า wealth ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มอีกต่อไป คนรุ่นใหม่ๆ วางแผนการเงิน มองหาความมั่นคง อยากให้เงินทำงาน และอยากเกษียณเร็วมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่เป็นเรื่องของการมีเงินเยอะๆ ปัจจุบันคนมองอสังหาฯ เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน และเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยมานานแล้ว”
พร้อมเผยว่า พฤติกรรมของลูกค้า Wealth ยุคใหม่นี้ ให้ความสำคัญกับ Access (การเข้าถึง), Experiences (ประสบการณ์) และ Exclusivity (ความเอ็กซ์คลูซีฟ) มากกว่าการถือครองสินทรัพย์หรือผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือ การลงทุนใน “Life Gain” คุณภาพการใช้ชีวิตผ่านที่อยู่อาศัยที่ดี ซึ่งในปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้มองหาเพียงคุณค่าทางวัตถุจากสินค้าแฟชั่นอย่างกระเป๋าหรือนาฬิกาอีกต่อไป แต่มองหาทรัพย์สินที่เป็นเครื่องมือทางการเงินในระยะยาว
ซึ่งก็เหมือนกับการลงทุนสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวรูปแบบหนึ่งเพื่อส่งต่อเป็นคุณค่าให้คนรุ่นต่อไปได้ โดยสามารถต่อยอดความมั่งคั่งได้ในทุก Life Stage ทั้งในมิติของการอยู่อาศัย การบริหารความมั่งคั่ง และประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
อีกด้าน ขณะที่ในอดีต การควักเงินก้อนโตระดับหลายสิบล้านหรือร้อยล้านเพื่อซื้อบ้าน มักจะดึงเอาสภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity) ออกไปจากพอร์ตชั่วคราว แต่กลยุทธ์ในปัจจุบันของสถาบันการเงินและผู้พัฒนาอสังหาฯ คือการนำ Financial Leverage (การใช้พลังทวีจากวงเงินสินเชื่อบ้านเงื่อนไขพิเศษ) เข้ามาปลดล็อก เพื่อให้นักลงทุนรายใหญ่ยังคงรักษากระแสเงินสดเอาไว้ แล้วนำเงินก้อนนั้นไปกระจายลงทุน (Asset Allocation) ในสินทรัพย์อื่นเพื่อต่อยอดความมั่งคั่งได้อย่างปลอดภัยสูงสุด
โดยเฉพาะกลุ่ม Young Successor ที่กำลังเติบโตและต้องการสิทธิประโยชน์ในระดับ Wealth Recognition อย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางการสนับสนุนจากสถาบันการเงินที่จะเข้ามาช่วยออกแบบการลงทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ซึ่งในซีกของสถาบันการเงินอย่าง SCB พบว่าปัจจุบัน มีฐานลูกค้าเวลธ์ราว 1.3 แสนราย ครอบคลุมทั้ง 3 เซกเมนต์หลัก ได้แก่
โดยพบอินไซต์ที่สอดคล้องกันว่า ลูกค้าในปัจจุบันนิยมใช้อสังหาริมทรัพย์เข้ามาเป็นตัวช่วยในการปรับสมดุลและกระจายความเสี่ยงของพอร์ต (Diversify พอร์ต) ในยามที่เศรษฐกิจผันผวน อีกทั้งมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อบ้านก็เปลี่ยนไป พวกเขาอาจไม่ได้เลือกอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกับพ่อแม่ แต่บริบทของบ้านสำหรับพวกเขาคือ “Wealth Journey” ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จของชีวิต และการลงทุนที่ตอบโจทย์อนาคตของตัวเอง
นอกจากนี้ SCB ยังเผยว่า ”การวางแผนมรดก" (Legacy Planning) เป็นอีกหนึ่งธีมที่คนไทยให้ความสนใจอย่างล้นหลามในปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนในกรุงเทพฯ เท่านั้น ทุกคนต่างมีอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น ยาวไปจนถึงเจเนอเรชันที่ 3 ผ่านกลไกที่ซับซ้อนและมีระบบมากขึ้น เช่น พินัยกรรม ธรรมนูญครอบครัว และการจัดสรรผ่าน Family Office ด้วย
ในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจ (Business Strategy) แคมเปญร่วมระหว่างแบรนด์อสังหาฯ ลักซ์ชัวรี และสถาบันการเงินชั้นนำภายใต้แนวคิด Curated with WEALTH-MASTERY จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตา เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่การทำโปรโมชันลดราคาแบบฉาบฉวย แต่คือ "The Ultimate Synergy" หรือการเชื่อมต่อ Living Ecosystem เข้ากับ Wealth Ecosystem แบบไร้รอยต่อ
โดยตั้งเป้าหมายเม็ดเงินรวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อบ้านตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป สามารถก้าวเข้าสู่พอร์ตความมั่งคั่งของธนาคารได้ทันที ในยุคที่เศรษฐกิจโลกและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนสูง "ความเชื่อมั่นคือสกุลเงินใหม่ (Confidence is the New Currency)" ตลาดระดับ Ultra-High-Net-Worth ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสงครามราคาอีกต่อไป แต่วัดกันที่ความเชี่ยวชาญของแบรนด์และศักยภาพของทำเล เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อรุนแรง อสังหาริมทรัพย์ระดับบนทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษามูลค่า (Value Preservation) และสร้างการเติบโตในระยะยาวที่ดีเยี่ยม จากปัจจัยความหายากของที่ดิน (Scarcity) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
เจาะมุมมอง ในมิติของการบริหารสินทรัพย์ “ปรมาศิริ มโนลม้าย” Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงเทรนด์ Wealth Management ในอนาคตไว้ว่า ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ทั้งในระดับโลกและประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองไทยที่ความมั่งคั่งของลูกค้าไม่ได้อยู่เพียงเงินฝากหรือพอร์ตการลงทุน แต่ยังกระจายอยู่ในธุรกิจครอบครัว อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางเลือกหลายรูปแบบ
ดังนั้น ผู้นำธุรกิจ Wealth Management ในอนาคตอาจไม่ใช่ธนาคารที่มีผลิตภัณฑ์มากที่สุด แต่คือองค์กรที่เข้าใจ “ชีวิต ความมั่งคั่ง และครอบครัว” ของลูกค้าได้ดีที่สุด ขณะเดียวกัน อสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นหนึ่งใน Core Asset Class สำคัญของลูกค้ากลุ่ม Wealth บ้านระดับลักซ์ชัวรีจึงไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น Strategic Life Asset หรือ หนึ่งในบทสำคัญของ Wealth Journey ด้วย
"ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองไทยที่ความมั่งคั่งของลูกค้ากระจายอยู่ในธุรกิจครอบครัว อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางเลือกหลายรูปแบบ ผู้นำธุรกิจ Wealth Management ในอนาคตจึงไม่ใช่ธนาคารที่มีผลิตภัณฑ์มากที่สุด แต่คือองค์กรที่เข้าใจชีวิต ความมั่งคั่ง และครอบครัวของลูกค้าได้ดีที่สุด อสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น Strategic Life Asset หรือหนึ่งในบทสำคัญของ Wealth Journey"
ทั้งนี้ หากดูตัวเลขสถิติจากพอร์ตโฟลิโอลูกค้าระดับบนสุดของแสนสิริ (ยอดซื้อขั้นต่ำ 80 ล้านบาทขึ้นไป) จะพบข้อมูลพฤติกรรมศาสตร์ (Psychographic) ที่น่าสนใจและเป็นเครื่องยืนยันว่าอสังหาฯ ระดับพรีเมียมคือ Prime Asset อย่างแท้จริง
สำหรับกลุ่มลูกค้า
นอกจากนี้ ตลาดความมั่งคั่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป แต่กำลังกระจายตัวไปยังหัวเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว โดยมี ภูเก็ต เป็นทำเลทองอันดับสอง รองจากกรุงเทพฯ ที่มีความหลากหลายของโปรดักส์และกลุ่มลูกค้าต่างชาติสูง ตามมาด้วย เชียงใหม่ และ พัทยา
สำหรับ ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ในรายละเอียดนั้น ลูกค้าแสนสิริที่ซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection และโครงการระดับลักซ์ชัวรีที่เข้าร่วมรายการกว่า 37 โครงการบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮมทั่วประเทศ อาทิ แบรนด์ นาราสิริ,เศรษฐสิริ, ณรินสิริ และ VIA และได้รับอนุมัติและเบิกใช้วงเงินสินเชื่อกับธนาคารไทยพาณิชย์ จะได้รับเอกสิทธิ์และโซลูชันบริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจรจาก SCB WEALTH ที่ออกแบบมาอย่างครอบคลุมใน 3 มิติสำคัญ ที่เชื่อมโยงทั้งเรื่องการอยู่อาศัย การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Wealth Experience)ลูกค้าจะได้รับเอกสิทธิ์ที่ออกแบบมาอย่างครอบคลุมใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
จะเห็นได้ว่า ในโลกการเงินที่ไร้เส้นแบ่ง การซื้อบ้านระดับลักซ์ชัวรีไม่ใช่เรื่องของการ "จ่ายเงินก้อนเพื่อแลกที่อยู่อาศัย" อีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์แห่งการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่ชาญฉลาด การเปลี่ยนผ่านจากผู้พัฒนาอสังหาฯ สู่ผู้ส่งมอบไลฟ์สไตล์ และจากธนาคารสู่ Trusted Wealth Partner ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า "บ้านหรู" ได้กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะพาเหล่านักลงทุนไปสู่ความสำเร็จในเส้นทางความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney