
คนไทย 96.1% มีบัญชีเงินฝาก แต่มีเพื่อการออมเพียง 56.1%
ไทยถือว่านำหน้าหลายประเทศในเรื่องบริการทางการเงิน เพราะมีระบบพร้อมเพย์ให้คนโอน-จ่ายได้ไวแบบ Real-time ด้านการออมคนไทยกว่า 96.1% มีบัญชีเงินฝาก ถ้าเจาะลึกลงไปจะพบว่า 91.9% มีบัญชีเงินฝากเพื่อใช้จ่าย ไม่ใช่เพื่อการออมอย่างที่หลายคนคิด ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมคนไทยอย่างไร Thairath Money ชวนมาหาคำตอบในบทความนี้
คนไทยเก่งเรื่องการเงินแค่ไหน เรามาดูจากผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำไว้พบว่า คนไทยกว่า 96.1% ที่มีบัญชีเงินฝาก แต่มีเพื่อการออมโดยเฉพาะจะอยู่ที่ 56.1% เท่านั้น ส่วนใหญ่กว่า 91.9% มีบัญชีเงินฝากเพื่อใช้จ่าย
ขณะเดียวกันคนไทยส่วนใหญ่ยังเน้นออมในบัญชีเงินฝาก ยังใช้ผลิตภัณฑ์ด้านลงทุนและประกันภัยถือว่าต่ำมาก แต่ข้อมูลสำคัญที่สะท้อนว่าคนไทยยังมีเงินออมไม่พอคือ มีแค่ 1 ใน 4 ของคนไทยประเมินว่าตนเองสามารถอยู่ด้วยเงินออมที่สะสมไว้ได้เกิน 6 เดือนหากต้องขาดรายได้กะทันหัน และถ้าถามถึงแผนระยะยาวอย่างการเกษียณมีแค่ 1 ใน 7 ที่ได้วางแผนเก็บออมเพื่อยามเกษียณและสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้
ทำไมคนไทยออมไม่ถึงเป้า ไปไม่ถึงฝัน ถ้ามองในภาพใหญ่ คนออมไม่พอ เพราะรายได้ไม่ขึ้น ยิ่งช่วงนี้ตามโซเชียลมีเดียยังพูดกันแต่เรื่องค่าใช้จ่ายก็พุ่งขึ้น ไม่ว่าจะราคาน้ำมัน อาหารตามสั่ง ไปจนถึงของใช้ประจำวันแต่ฝั่งรายได้ หรือ เงินเดือนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม หลายคนต้องหันไปกู้เพื่อมากินใช้ไปก่อน
สถานการณ์นี้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ออกมาบอกว่าหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ยังขยายตัวขึ้น 0.05%YoY มาอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 86.7% หลังจากทรงตัวมา 2 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเร่งขึ้น 4.24% ในไตรมาสสี่ ปี 2568 สินเชื่อส่วนบุคคล
ส่วนถ้าดูเรื่องหนี้เสีย พบว่ายังแย่ลง ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) พบว่า ไตรมาส 4 ปี 2568 ยอดคงค้างสินเชื่อบุคคลธรรมดาที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.6%YoY (9.59% ของสินเชื่อรวม)
สภาพัฒน์มองว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานการณ์หนี้ของคนไทยที่ต้องจับตามองคือ
1. คนรุ่นใหม่บางส่วนอาจมีพฤติกรรม ช้อป-ใช้ ตามรีวิวหรือเทรนด์ออนไลน์
2. การเข้ามาของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม
3. Finfluencer ต่อพฤติกรรมการเงินคนไทยในยุคดิจิทัล สิ่งที่ต้องระวังคือ Finfluencer บางส่วนอาจไม่มีความรู้ทางการเงินเพียงพอ มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือโฆษณาแฝง ถ้าข้อมูลที่สื่อสารออกไปไม่ครบหรือคลาดเคลื่อน บางครั้งพอทำตามอาจทำให้ขาดทุนและภาระหนี้สินตามมา
ในภาพรวมแล้วต้นตอรายได้ไม่พอออม และหนี้สินที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเสมอไป แต่อาจเพราะสถานการณ์ต่างๆ ไม่ได้เอื้อให้คนหารายได้ได้มากขึ้น ดังนั้นภาครัฐ ต้องทำงานหลักอย่างการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโต นโยบายการยกระดับทักษะแรงงานไทย (Upskill/Reskill) ให้รอดพ้นจากการถูก AI เข้ามาทดแทน เพื่อให้รายได้ของประชาชนเติบโตได้
ขณะเดียวกันช่วงที่ผ่านมารัฐยังเร่งออกมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมามากมาย แต่อาจต้องหาวิธีที่เจาะถึงกลุ่มเป้าหมาย และช่วยได้จริง
ในส่วนของประชาชน ต้องเริ่มวางแผนการเงินให้ดียิ่งขึ้น อาจเริ่มจากการปรับแนวคิดทางการเงินเป็น "ออมก่อนจ่าย" เริ่มวางแผนเก็บ "เงินสำรองฉุกเฉิน" ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้เป็นกันชนยามเกิดวิกฤต ไม่ต้องวนกลับไปพึ่งพาสินเชื่อดอกเบี้ยสูงจนอาจกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney