
คุ้มครองที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน และกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติจ่ายสูงสุด 2,000,000 บาทต่อคน
“อะไรก็เกิดขึ้นได้”
หลายคนคงนึกถึงคำๆ นี้หลังจากต้นปีที่แล้วประเทศไทยเจอแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ปลายปีมีน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ภาคเหนือ มาล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมากรุงเทพฯ และอีก 27 จังหวัดเจอฝนถล่มจนบางที่น้ำท่วมขังระดับคอ หลายฝ่ายคาดว่า ภัยพิบัติอาจเกิดถี่ขึ้นจากผลกระทบของ Climate Change
ล่าสุดภาครัฐจึงหาทางรับมือจนออกมาเป็น “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ที่ซื้อประกันฯ ในวงเงิน 15,500 ล้านบาท และเริ่มคุ้มครองวันนี้ (1 ต.ค. 69) โดย ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ออกมาแถลงข่าวด่วนในช่วงบ่ายของวันนี้ มีเรื่องอะไรที่ประชาชนควรต้องรู้บ้าง
รัฐบาลจัดสรรงบ 15,500 ล้านบาท มาซื้อประกันภัยให้คนไทย โดยเน้นความคุ้มครองด้านภัยพิบัติ 3 อย่างคือ วาตภัย (ลมพายุ-ฟ้าผ่า), อุทกภัย (น้ำท่วม) และแผ่นดินไหว ซึ่งจะเริ่มความคุ้มครองตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 ถึง 1 ต.ค. 2570
เบื้องต้นจะคุ้มครองคนไทยราว 29.8 ล้านครัวเรือน โดยเน้นที่บ้านที่อยู่อาศัย และประกันอุบัติเหตุสำหรับคนที่เจอภัยพิบัติ
คำตอบคือ ไม่ได้! เพราะความเสียหายที่เกิดจากมวลน้ำที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยฉบับนี้ (เริ่มคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569) แต่ประชาชนสามารถแจ้งความเสียหายและรับการเยียวยาจากภาครัฐตามปกติ (เช่น ดูแลความเสียหายเบื้องต้น 9,000 บาท/หลัง)
รัฐซื้อ “กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” เงื่อนไขหลักคือ คุ้มครองบ้านที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน โดยแบ่งเป็น
รัฐซื้อ กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ในวงเงินค่าเบี้ย 500 ล้านบาท) จะคุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ แบ่งเป็น
ไม่ว่าจะมีบ้านกี่หลัง (หรือกรณีปล่อยเช่า) ถ้าเจอภัยน้ำท่วม และมีการอาศัยเป็นประจำ รวมถึงเข้าเงื่อนไขด้านบนจะได้รับคุ้มครองตามความเสียหายจริง "ต่อหลังคาเรือน" สามารถแจ้งเคลมแยกกันได้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงสูงสุด 100,000 บาทต่อหลัง
แต่ในกรณีบ้านร้าง (สภาพไม่สามารถอยู่อาศัยได้) หรือไม่ใช่บ้านที่อยู่ประจำอาจเคลมไม่ได้ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์)
สำหรับคอนโดมิเนียมที่มีการจดทะเบียนบ้านเลขที่แยกกัน จะนับแยกกันแต่ละห้องอย่างชัดเจน หากห้องไหนเสียหายก็เคลมได้ตามวงเงินความคุ้มครองของแต่ละห้อง
คำตอบคือ เคลมได้! แม้ตัวบ้านไม่ได้รับความเสียหายทางโครงสร้าง แต่กรณีมีน้ำล้อมสิ่งปลูกสร้าง เช่น น้ำท่วมล้อมตัวบ้าน, ไม่ใช่ล้อมพื้นที่หมู่บ้านหรือถนนรอบนอก เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบให้ผู้ที่อยู่อาศัยเป็นประจำจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป เบื้องต้นจะได้รับค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน
กรณีที่เจอน้ำท่วมครั้งแรกเคลมไปแล้ว หรือเจอน้ำท่วมระลอกใหม่เข้ามาซ้ำ จะสามารถเคลมได้หากภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กรมธรรม์คุ้มครอง โดยสิทธิ์การเคลมจะจำกัดสูงสุดอยู่ที่ 100,000 บาท “ต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน”
ตัวอย่างเช่น หากบ้านเจอน้ำท่วมจากคลื่นฝนระลอกแรก เคลมไปแล้ว แต่เกิดน้ำท่วมขึ้นอีก ก็สามารถเคลมรอบใหม่ได้ โดยบริษัทประกันจะจ่ายส่วนแรก “ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท” และมีทีมประเมินความเสียหายโดยจะจ่ายค่าสินไหมตามความเสียหายจริงโดยประเมินค่าซ่อมให้กลับไปสู่สภาพเดิมก่อนน้ำท่วม
กรมธรรม์กลุ่มทั้ง 2 ฉบับเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท แต่มีความคุ้มครองถึง 5 เท่าหรือวงเงินความคุ้มครอง 75,000 ล้านบาท เนื่องจากวงเงินสูงมากทางบริษัทฯ ประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการจะมีการบริหารความเสี่ยงผ่านการซื้อประกันภัยต่อ (Reinsurance) ไว้แล้ว โดยทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยมีการเจรจากับ บริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศครบทั้ง 100% แล้ว
ดังนั้นมองว่า ธุรกิจประกันภัยไทยพร้อมให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์กลุ่มที่รัฐบาลซื้อไว้ โดยความคุ้มครองที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับเบี้ยประกันภัยที่รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ และผ่านการวิเคราะห์ รวบรวมข้อมูลสถิติ รวมถึงคำนวณความเสี่ยงจากข้อมูลในอดีตมารอบด้านแล้ว
โครงการนี้มีบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำที่เข้าร่วมรับประกันภัยและพร้อมดูแลประชาชน จำนวน 11 บริษัท ได้แก่
ภาครัฐและสมาคมฯ ได้วางระบบเพื่อความปลอดภัยและป้องกันมิจฉาชีพอย่างรัดกุม โดยมีจุดที่ต้องระวังคือ
ทั้งนี้เพื่อรับมือกับความฉ้อฉลประกันภัยที่อาจเกิดขึ้น Fraud เนื่องจากครั้งนี้ผู้เอาประกันจะส่งหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายความเสียหาย ส่งเข้ามาเคลมในระบบ โดยทางสมาคมฯ จะปรับใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยคัดกรองภาพจริงออกจากภาพที่ผ่านการตกแต่งมาแล้ว และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ
การแจ้งเคลมสามารถทำได้ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ Website (https://www.ThaiNatCat.org), LINE OA (@Thainatcat), โทรศัพท์ Call Center 0 2012 5555 และ จุดแจ้งเคลมในพื้นที่
สำหรับกรอบระยะเวลาในการเคลม
ควรจัดเตรียมข้อมูลและหลักฐานประกอบการแจ้งเคลม ดังนี้
สำหรับค่าเสียหายเบื้องต้นแนะนำเตรียม
1. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิ์
2. เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย
3. ทะเบียนบ้านของที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย (ถ้ามี)
4. ภาพถ่ายแสดงความเสียหายของที่อยู่อาศัย
5. ข้อมูลบัญชีธนาคารหรือสมุดบัญชีธนาคาร สำหรับกรณีที่ไม่สามารถรับเงินผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนได้
ส่วนคนที่อยากเคลมเพิ่มเพราะมีความเสียหายมากกว่านั้น ควรเตรียมหลักฐานประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม เช่น
1. ภาพถ่ายแสดงรายละเอียดความเสียหายเพิ่มเติม
2. รายการทรัพย์สินหรือส่วนของที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย
3. ใบเสนอราคา ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม (ถ้ามี)
4. เอกสารหรือหลักฐานอื่นตามที่บริษัทประกันภัยหรือโครงการร้องขอเพิ่มเติม
ทั้งนี้ การพิจารณาค่าสินไหมทดแทนจะเป็นไปตามมูลค่าความเสียหายจริง ภายใต้วงเงินและเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย
คำตอบคือ ได้! สามารถเคลมได้ถ้าผู้เอาประกันมีคุณสมบัติและความเสียหายเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนด
ภาพ ศรันย พงษ์สวัสดิ์
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney