คู่มือ ซื้อ-ขาย ประกัน ฉบับอัปเดต จากประกาศ คปภ.ล่าสุด เมื่ออินฟลูฯการเงิน ผิดจรรยาบรรณล้นตลาด

Personal Finance

Insurance

Tag

คู่มือ ซื้อ-ขาย ประกัน ฉบับอัปเดต จากประกาศ คปภ.ล่าสุด เมื่ออินฟลูฯการเงิน ผิดจรรยาบรรณล้นตลาด

Date Time: 2 ก.ย. 2569 12:49 น.

Video

ทำไม Stablecoin ถึงเป็นธุรกิจที่ฉลาดที่สุดในโลกการเงิน | Digital Frontiers EP.76

Summary

ขายประกันเต็มฟีด แต่ไม่ใช่ทุกคอนเทนต์จะเชื่อได้ สรุปหลักเกณฑ์ คปภ.ใหม่ อินฟลูฯ-ครีเอเตอร์ อะไรทำได้ อะไรต้องมีใบอนุญาต รู้ไว้ก่อนเชื่อ ก่อนซื้อ และก่อนโพสต์ แบบฉบับอัปเดต

ทุกวันนี้เราเห็นคอนเทนต์เรื่องประกันภัยเต็มฟีดโซเชียลมีเดีย ทั้งจากอินฟลูเอนเซอร์ เพจให้ความรู้ Blogger และตัวแทนขาย ทั้งคลิปรูปแบบรีวิว อินโฟกราฟฟิกเปรียบเทียบกรมธรรม์ ไปจนถึง การเล่าแบบผ่านประสบการณ์ส่วนตัว 

แต่ก่อนจะเชื่อ หรือ กดซื้อตาม เราอาจต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากขึ้น เพราะปัญหาในปัจจุบัน คือ เส้นแบ่งระหว่าง “การให้ความรู้” กับ “การชักชวนให้ซื้อ” อาจอยู่ใกล้กันกว่าที่คิด

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ออก “แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัย กรณีการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการประกันภัยผ่านสื่อดิจิทัล พ.ศ. 2569” 

เพื่อสร้างความชัดเจนว่า การทำคอนเทนต์ประกันแบบไหนสามารถทำได้ และการสื่อสารลักษณะใดอาจเข้าข่ายการเสนอขายที่ต้องดำเนินการโดยผู้มีใบอนุญาต

โดยแนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า “ห้ามทำคอนเทนต์ประกัน” ตรงกันข้าม คปภ. ยังสนับสนุนการให้ความรู้เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจและใช้ประกันเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เพียงแต่ต้องสื่อสารข้อมูลให้ถูกต้อง ตรงต่อความเป็นจริง ครบถ้วน และไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

ดังนั้น สำหรับคนทั่วไปที่กำลังเสพคอนเทนต์ประกันบนโซเชียล รวมถึงคนที่กำลังทำคอนเทนต์เอง มีหลักง่าย ๆ ที่ควรรู้ดังนี้

8 สัญญาณ “คอนเทนต์ประกัน” สุ่มเสี่ยง

1. เร่งให้รีบตัดสินใจ

ถ้าเห็นข้อความอย่าง “วันนี้วันเดียว” “เหลือโควตาจำกัด” “ต้องทำภายในคืนนี้” ควรหยุดคิดก่อน เพราะการสร้างแรงกดดันด้านเวลาอย่างไม่สมเหตุสมผล เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่แนวปฏิบัติของ คปภ. ต้องการให้หลีกเลี่ยง และประกันเป็นสัญญาระยะยาว การตัดสินใจจึงไม่ควรเกิดขึ้นเพียงเพราะกลัว “พลาดโปร”

2. ใช้ความกลัวเป็นตัวขาย

เช่น “ถ้าไม่ทำวันนี้ เกิดอะไรขึ้นครอบครัวจะลำบาก” หรือใช้เหตุการณ์เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือความสูญเสียมาสร้างความวิตกกังวลเพื่อเร่งให้ซื้อ เนื่องจาก คอนเทนต์ที่ดีควรช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจความเสี่ยง ไม่ใช่ทำให้ความกลัวกลายเป็นเครื่องมือปิดการขาย

3. พูดแต่ข้อดี แต่ไม่พูดข้อยกเว้น

ประกันไม่ได้มีเพียง “คุ้มครองอะไร” แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า ไม่คุ้มครองอะไร มีระยะรอคอยหรือไม่ ต้องจ่ายเบี้ยเท่าไร และมีเงื่อนไขอย่างไร ดังนั้น หากคอนเทนต์พูดถึงแต่ผลประโยชน์ แต่ไม่พูดถึงข้อจำกัดหรือเงื่อนไขสำคัญ ก็ควรกลับไปอ่านรายละเอียดกรมธรรม์จริงก่อนตัดสินใจ

4. การันตีผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์เกินจริง

คำอย่าง “การันตีผลตอบแทน” “คุ้มครองทุกกรณี” หรือการนำเสนอสิทธิประโยชน์โดยไม่มีข้อมูลรองรับ เป็นสัญญาณที่ต้องระวัง โดย ข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์หรือผลตอบแทนควรสามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้ ไม่ใช่ใช้คำโฆษณาที่ทำให้เข้าใจเกินกว่าความจริง

5. จากดูคลิป กลายเป็น “DM มา เดี๋ยววิเคราะห์ให้”

จุดนี้สำคัญ การให้ความรู้ทั่วไป เช่น “ประกันสุขภาพมีทั้ง IPD และ OPD” แตกต่าง จากการบอกว่า “จากรายได้และอายุของคุณ ควรซื้อแผนนี้ ทุนประกันเท่านี้” เพราะอย่างหลังเป็นการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล ซึ่งอาจเข้าใกล้ลักษณะของการชักชวนหรือเสนอขาย จึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ไม่มีใบอนุญาตควรทำ หลักการพิจารณาง่าย ๆ คือ การให้ความรู้ทำได้ แต่การนั่งวิเคราะห์แล้วชี้ว่าควรซื้ออะไร ให้ระวังให้ดี 

6. บอกให้ยกเลิกกรมธรรม์เดิม แล้วซื้อใหม่ทันที

การเปลี่ยนกรมธรรม์ไม่ใช่เรื่องที่ควรตัดสินใจจากคลิปสั้น ๆ เพราะอาจมีผลต่อสิทธิประโยชน์เดิม เงื่อนไขการรับประกัน หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คปภ.ชี้ว่า หากเจอคอนเทนต์ลักษณะ “กรมธรรม์เก่าไม่ดี ยกเลิกแล้วมาซื้ออันนี้ดีกว่า” ควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบด้านก่อน

7. ไม่บอกว่าเป็นโฆษณาหรือได้รับค่าจ้าง

คอนเทนต์ประกันที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ควรเปิดเผยให้ผู้ชมรู้ว่าเป็นคอนเทนต์ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่ควรทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นคำแนะนำอิสระโดยไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เพราะความโปร่งใสจึงเป็นอีกหนึ่งเกราะป้องกันผู้บริโภค

8. ชวนซื้อประกันจากบริษัทต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย

นี่เป็นประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คปภ. ระบุถึงกรณีการชักชวน แนะนำ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย โดยพบพฤติกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การโฆษณา แนะนำผลิตภัณฑ์ แชร์ลิงก์สมัคร หรืออธิบายขั้นตอนการซื้อ

ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย และอาจมีปัญหาในการเรียกร้องค่าสินไหม รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง

แล้วคอนเทนต์แบบไหน “น่าเชื่อถือ”

หากอ่านประกาศล่าสุดของ คปภ. จะพบว่า ไม่ใช่ว่าคอนเทนต์ประกันทุกชิ้นบนโซเชียลจะเชื่อถือไม่ได้ ในทางกลับกัน คอนเทนต์ที่ดีควรมีลักษณะสำคัญ คือ

  • ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ชี้เฉพาะว่าใคร “ต้องซื้อ” ผลิตภัณฑ์ใด
  • อธิบายทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด เงื่อนไข และข้อยกเว้นที่สำคัญ
  • อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่ตรวจสอบได้
  • แนะนำให้ผู้บริโภคอ่านกรมธรรม์ฉบับจริงก่อนตัดสินใจ
  • หากเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ต้องบอกให้ชัดว่าเป็นประสบการณ์ของผู้เผยแพร่ ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับทุกคน
  • หากเป็นคอนเทนต์โฆษณา ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน

หลักคิดง่าย ๆ คือ คอนเทนต์ที่ดีไม่ควรทำให้คน “รีบซื้อ” แต่ควรทำให้คน “ตัดสินใจได้ดีขึ้น”

แล้วคนทำคอนเทนต์ประกัน ทำอะไรได้บ้าง?

ส่วนอีกด้านที่น่าสนใจของประกาศฉบับนี้ เพราะไม่ได้มุ่งเฉพาะผู้บริโภค แต่ยังช่วยวางเส้นให้กับ Influencer, Blogger และ Content Creator ที่ต้องการพูดเรื่องประกันด้วย

สิ่งที่ทำได้ ก็คือเป็นการให้ความรู้ทั่วไป เช่น

  • อธิบายประเภทของประกัน
  • อธิบายศัพท์ เช่น เบี้ยประกัน ทุนประกัน ระยะเวลารอคอย
  • ให้ข้อมูลข่าวสารหรือสถิติจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  • อธิบายสิทธิและหน้าที่ของผู้เอาประกัน
  • อธิบายเงื่อนไขของกรมธรรม์ตามข้อมูลที่ระบุไว้ โดยไม่ชี้นำว่าผลิตภัณฑ์ใด “ดีที่สุด”
  • แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว โดยระบุชัดว่าเป็นประสบการณ์ของตัวเอง
  • แนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบใบอนุญาตของตัวแทนหรือนายหน้า

ถ้ารับงานบริษัทประกัน ต้องระวังอะไร?

กรณี Content Creator หรือ Influencer รับงานจากบริษัทประกัน ยิ่งต้องจัดการเรื่องความโปร่งใสให้ชัดเจน หลักสำคัญที่ควรเช็ก ได้แก่

1. มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดขอบเขตงาน หน้าที่ และค่าตอบแทนให้ชัดเจน โดยต้องระวังไม่ให้ค่าตอบแทนมีลักษณะผูกกับจำนวนกรมธรรม์หรือเบี้ยประกันที่ขายได้

2. เนื้อหาต้องผ่านกระบวนการอนุมัติหากบริษัทกำหนดให้ตรวจสอบและอนุมัติเนื้อหา ก็ควรดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเผยแพร่ และหากมีการแก้ไขเนื้อหาสาระสำคัญ ก็ควรตรวจสอบการอนุมัติอีกครั้ง

3. เปิดเผยว่าเป็นโฆษณาเช่น “โพสต์นี้ได้รับการสนับสนุนโดย...” หรือใช้ข้อความที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นโฆษณา/คอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน

4. เปิดเผยสถานะใบอนุญาตหากผู้เผยแพร่ไม่มีใบอนุญาตตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย ก็ควรเปิดเผยสถานะดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

สรุป 4 ขั้นตอน ก่อนซื้อประกันจากคอนเทนต์ในโซเชียล


1. เช็กคนพูด : ตรวจสอบว่าผู้แนะนำเป็นตัวแทนหรือนายหน้าที่มีใบอนุญาตหรือไม่

2. เช็กบริษัท : โดยเฉพาะกรณีบริษัทที่ไม่คุ้นชื่อ หรือบริษัทต่างประเทศ ต้องตรวจสอบว่าได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในไทยหรือไม่

3. เช็กกรมธรรม์จริง : อย่าตัดสินใจจากคลิป 30 วินาทีหรือโพสต์ไม่กี่บรรทัด อ่านรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นให้ครบ

4. เช็กกับ คปภ. : ถ้ายังไม่แน่ใจ สามารถสอบถามสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 ก่อนตัดสินใจ

ที่มา : คปภ.

อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์