
ขายประกันเต็มฟีด แต่ไม่ใช่ทุกคอนเทนต์จะเชื่อได้ สรุปหลักเกณฑ์ คปภ.ใหม่ อินฟลูฯ-ครีเอเตอร์ อะไรทำได้ อะไรต้องมีใบอนุญาต รู้ไว้ก่อนเชื่อ ก่อนซื้อ และก่อนโพสต์ แบบฉบับอัปเดต
ทุกวันนี้เราเห็นคอนเทนต์เรื่องประกันภัยเต็มฟีดโซเชียลมีเดีย ทั้งจากอินฟลูเอนเซอร์ เพจให้ความรู้ Blogger และตัวแทนขาย ทั้งคลิปรูปแบบรีวิว อินโฟกราฟฟิกเปรียบเทียบกรมธรรม์ ไปจนถึง การเล่าแบบผ่านประสบการณ์ส่วนตัว
แต่ก่อนจะเชื่อ หรือ กดซื้อตาม เราอาจต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนมากขึ้น เพราะปัญหาในปัจจุบัน คือ เส้นแบ่งระหว่าง “การให้ความรู้” กับ “การชักชวนให้ซื้อ” อาจอยู่ใกล้กันกว่าที่คิด
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ออก “แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัย กรณีการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการประกันภัยผ่านสื่อดิจิทัล พ.ศ. 2569”
เพื่อสร้างความชัดเจนว่า การทำคอนเทนต์ประกันแบบไหนสามารถทำได้ และการสื่อสารลักษณะใดอาจเข้าข่ายการเสนอขายที่ต้องดำเนินการโดยผู้มีใบอนุญาต
โดยแนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า “ห้ามทำคอนเทนต์ประกัน” ตรงกันข้าม คปภ. ยังสนับสนุนการให้ความรู้เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจและใช้ประกันเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เพียงแต่ต้องสื่อสารข้อมูลให้ถูกต้อง ตรงต่อความเป็นจริง ครบถ้วน และไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
ดังนั้น สำหรับคนทั่วไปที่กำลังเสพคอนเทนต์ประกันบนโซเชียล รวมถึงคนที่กำลังทำคอนเทนต์เอง มีหลักง่าย ๆ ที่ควรรู้ดังนี้
1. เร่งให้รีบตัดสินใจ
ถ้าเห็นข้อความอย่าง “วันนี้วันเดียว” “เหลือโควตาจำกัด” “ต้องทำภายในคืนนี้” ควรหยุดคิดก่อน เพราะการสร้างแรงกดดันด้านเวลาอย่างไม่สมเหตุสมผล เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่แนวปฏิบัติของ คปภ. ต้องการให้หลีกเลี่ยง และประกันเป็นสัญญาระยะยาว การตัดสินใจจึงไม่ควรเกิดขึ้นเพียงเพราะกลัว “พลาดโปร”
2. ใช้ความกลัวเป็นตัวขาย
เช่น “ถ้าไม่ทำวันนี้ เกิดอะไรขึ้นครอบครัวจะลำบาก” หรือใช้เหตุการณ์เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือความสูญเสียมาสร้างความวิตกกังวลเพื่อเร่งให้ซื้อ เนื่องจาก คอนเทนต์ที่ดีควรช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจความเสี่ยง ไม่ใช่ทำให้ความกลัวกลายเป็นเครื่องมือปิดการขาย
3. พูดแต่ข้อดี แต่ไม่พูดข้อยกเว้น
ประกันไม่ได้มีเพียง “คุ้มครองอะไร” แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า ไม่คุ้มครองอะไร มีระยะรอคอยหรือไม่ ต้องจ่ายเบี้ยเท่าไร และมีเงื่อนไขอย่างไร ดังนั้น หากคอนเทนต์พูดถึงแต่ผลประโยชน์ แต่ไม่พูดถึงข้อจำกัดหรือเงื่อนไขสำคัญ ก็ควรกลับไปอ่านรายละเอียดกรมธรรม์จริงก่อนตัดสินใจ
4. การันตีผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์เกินจริง
คำอย่าง “การันตีผลตอบแทน” “คุ้มครองทุกกรณี” หรือการนำเสนอสิทธิประโยชน์โดยไม่มีข้อมูลรองรับ เป็นสัญญาณที่ต้องระวัง โดย ข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์หรือผลตอบแทนควรสามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้ ไม่ใช่ใช้คำโฆษณาที่ทำให้เข้าใจเกินกว่าความจริง
5. จากดูคลิป กลายเป็น “DM มา เดี๋ยววิเคราะห์ให้”
จุดนี้สำคัญ การให้ความรู้ทั่วไป เช่น “ประกันสุขภาพมีทั้ง IPD และ OPD” แตกต่าง จากการบอกว่า “จากรายได้และอายุของคุณ ควรซื้อแผนนี้ ทุนประกันเท่านี้” เพราะอย่างหลังเป็นการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล ซึ่งอาจเข้าใกล้ลักษณะของการชักชวนหรือเสนอขาย จึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ไม่มีใบอนุญาตควรทำ หลักการพิจารณาง่าย ๆ คือ การให้ความรู้ทำได้ แต่การนั่งวิเคราะห์แล้วชี้ว่าควรซื้ออะไร ให้ระวังให้ดี
6. บอกให้ยกเลิกกรมธรรม์เดิม แล้วซื้อใหม่ทันที
การเปลี่ยนกรมธรรม์ไม่ใช่เรื่องที่ควรตัดสินใจจากคลิปสั้น ๆ เพราะอาจมีผลต่อสิทธิประโยชน์เดิม เงื่อนไขการรับประกัน หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คปภ.ชี้ว่า หากเจอคอนเทนต์ลักษณะ “กรมธรรม์เก่าไม่ดี ยกเลิกแล้วมาซื้ออันนี้ดีกว่า” ควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบด้านก่อน
7. ไม่บอกว่าเป็นโฆษณาหรือได้รับค่าจ้าง
คอนเทนต์ประกันที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ควรเปิดเผยให้ผู้ชมรู้ว่าเป็นคอนเทนต์ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่ควรทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นคำแนะนำอิสระโดยไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เพราะความโปร่งใสจึงเป็นอีกหนึ่งเกราะป้องกันผู้บริโภค
8. ชวนซื้อประกันจากบริษัทต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย
นี่เป็นประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คปภ. ระบุถึงกรณีการชักชวน แนะนำ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย โดยพบพฤติกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การโฆษณา แนะนำผลิตภัณฑ์ แชร์ลิงก์สมัคร หรืออธิบายขั้นตอนการซื้อ
ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย และอาจมีปัญหาในการเรียกร้องค่าสินไหม รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง
หากอ่านประกาศล่าสุดของ คปภ. จะพบว่า ไม่ใช่ว่าคอนเทนต์ประกันทุกชิ้นบนโซเชียลจะเชื่อถือไม่ได้ ในทางกลับกัน คอนเทนต์ที่ดีควรมีลักษณะสำคัญ คือ
หลักคิดง่าย ๆ คือ คอนเทนต์ที่ดีไม่ควรทำให้คน “รีบซื้อ” แต่ควรทำให้คน “ตัดสินใจได้ดีขึ้น”
ส่วนอีกด้านที่น่าสนใจของประกาศฉบับนี้ เพราะไม่ได้มุ่งเฉพาะผู้บริโภค แต่ยังช่วยวางเส้นให้กับ Influencer, Blogger และ Content Creator ที่ต้องการพูดเรื่องประกันด้วย
สิ่งที่ทำได้ ก็คือเป็นการให้ความรู้ทั่วไป เช่น
กรณี Content Creator หรือ Influencer รับงานจากบริษัทประกัน ยิ่งต้องจัดการเรื่องความโปร่งใสให้ชัดเจน หลักสำคัญที่ควรเช็ก ได้แก่
1. มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดขอบเขตงาน หน้าที่ และค่าตอบแทนให้ชัดเจน โดยต้องระวังไม่ให้ค่าตอบแทนมีลักษณะผูกกับจำนวนกรมธรรม์หรือเบี้ยประกันที่ขายได้
2. เนื้อหาต้องผ่านกระบวนการอนุมัติหากบริษัทกำหนดให้ตรวจสอบและอนุมัติเนื้อหา ก็ควรดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเผยแพร่ และหากมีการแก้ไขเนื้อหาสาระสำคัญ ก็ควรตรวจสอบการอนุมัติอีกครั้ง
3. เปิดเผยว่าเป็นโฆษณาเช่น “โพสต์นี้ได้รับการสนับสนุนโดย...” หรือใช้ข้อความที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นโฆษณา/คอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน
4. เปิดเผยสถานะใบอนุญาตหากผู้เผยแพร่ไม่มีใบอนุญาตตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย ก็ควรเปิดเผยสถานะดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
1. เช็กคนพูด : ตรวจสอบว่าผู้แนะนำเป็นตัวแทนหรือนายหน้าที่มีใบอนุญาตหรือไม่
2. เช็กบริษัท : โดยเฉพาะกรณีบริษัทที่ไม่คุ้นชื่อ หรือบริษัทต่างประเทศ ต้องตรวจสอบว่าได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจในไทยหรือไม่
3. เช็กกรมธรรม์จริง : อย่าตัดสินใจจากคลิป 30 วินาทีหรือโพสต์ไม่กี่บรรทัด อ่านรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นให้ครบ
4. เช็กกับ คปภ. : ถ้ายังไม่แน่ใจ สามารถสอบถามสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 ก่อนตัดสินใจ
ที่มา : คปภ.
อ่านข่าวการเงิน ประกัน บริหารความมั่งคั่ง กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney