
อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ไว้ 2 กรมธรรม์ รวมวงเงินคุ้มครอง 308.5 ล้านบาท กับบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จากคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ที่หลายคนรอคอย กลายเป็นฝันร้ายเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. 2569 จนถึงตอนนี้หลายคนยังเข้าไปดูร้านค้าของตนเองไม่ได้ แต่เมื่อมีความเสียหายขึ้นหลายคนก็ตั้งคำถามว่าเคสนี้มีประกันภัยไหมและจะคุ้มครองแค่ไหน
Thairath Money ติดต่อหา “อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์” รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่เล่าให้ฟังว่า ตัวตึกคลองถมเซ็นเตอร์ มีการซื้อประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ไว้ในนามนิติบุคคล กับบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี 2 กรมธรรม์ที่มีความคุ้มครอง 1. วงเงิน 60 ล้านบาท และ 2. วงเงิน 248.5 ล้านบาท
เบื้องต้นมีข้อมูลว่า ทางตึกให้ร้านค้าภายในอาคารซื้อประกันภัยไว้เป็นวงเงินคนละ 350,000 บาท เป็นพื้นฐาน ดังนั้นแต่ละร้านคงมีประกันภัยอยู่บ้าง แต่วงเงินเท่าไรนั่นอาจจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ จากภัยไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้ประเมินว่า ความเสียหายของร้านค้าต่างๆ รวมอยู่ในความคุ้มครองตัวโครงสร้างของอาคารอยู่แล้ว
ตอนนี้ยังต้องรอประเมินความเสียหายก่อน ขั้นตอนการเคลมประกันและการพิจารณาความคุ้มครอง จะเกิดขึ้นหลังจาก บริษัทประกันฯ เข้าสำรวจภัย หลังจากนั้นจะเริ่มเสนอราคาโดยอาจเป็นฝั่งประกันภัย หรือ ทางผู้เสียหายเสนอราคามาก็ได้ หากตกลงกันได้ก็จ่ายเคลม ถ้าตกลงไม่ได้ก็อาจจะมีคปภ. เป็นตัวช่วย เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย
ทั้งนี้ ภัยจากไฟไหม้มีความคุ้มครองที่ครอบคลุมแม้กระทั่งความประมาท ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออาจมีต้นเพลิง เบื้องต้นจึงมองว่ากรมธรรม์ประกันภัยน่าจะคุ้มครองในเคสนี้ แต่ความเสี่ยงอีกด้านอาจเป็นเรื่อง Under Insurance เช่น บางร้านเล่าว่าความเสียหายหลักล้านบาทแต่ทำประกันภัยไว้เป็นวงเงินแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม การสำรวจภัยขึ้นอยู่กับว่า ลงพื้นที่ได้เร็วแค่ไหน บางเคส เช่น โรงเบียร์ลาดพร้าวใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะยืนยันความปลอดภัยจากหน่วยงานความปลอดภัยให้เข้าไปสำรวจภัยได้ ซึ่งความเสียหายจะเริ่มเห็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเข้าสถานที่ได้เท่านั้น
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่เปิดร้านค้าในตึก ควรเลือกซื้อประกันภัยแบบไหน ได้แก่
1. คุ้มครองทรัพย์สินตัวเราเอง เช่น ความคุ้มครองสินค้าคงคลัง, สตอกสินค้า, ค่าการตกแต่งร้าน, ประกันภัยสิทธิการเช่า, สิทธิการใช้ประโยชน์ เป็นต้น
2. ความคุ้มครองหมวดความรับผิด ซึ่งจะช่วยดูแลได้ในกรณีที่ตัวเราอาจเป็นต้นเพลิง ก็จะช่วยลดความเสียหายได้บางส่วน
3. ค่าขาดประโยชน์ต่างๆ โดยอาจซื้อความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก เช่น หากตัวตึกต้องปิด 6 เดือนหมายถึงรายได้ที่ขาดหายไป ส่วนใหญ่จะคำนวณวงเงินความคุ้มครองตามผลประกอบการของธุรกิจ แม้อาจไม่ได้คุ้มครองยอดเงินความเสียหายทั้งหมด แต่มักจะครอบคลุมค่าใช้จ่าย Fixed Cost กลุ่มต้นทุนคงที่ได้ อย่างเงินเดือนแรงงาน เป็นต้น
ทั้งนี้ สมมุติว่า ถ้ามีเงินเดือนพนักงาน มีอะไรที่ต้องจ่ายอยู่อาจจะคุยกับบริษัท (ประกันภัย) ว่าขอรับบางส่วนก่อนได้ไหม ที่ยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่ว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเราจะต้องจ่ายเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้บ้าง แต่ละเคสต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป”
สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจความคุ้มครองที่เลือกซื้อประกันภัยไป รวมถึงควรเก็บหลักฐานเอกสารต่างๆ ไว้เพื่อยื่นเคลมกับทางประกันภัยได้ครบถ้วนตามเงื่อนไขต่างๆ โดยสามารถพูดคุยกับทางบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกร่วมกัน ขณะเดียวกันทาง คปภ. พร้อมช่วยเหลือหรือเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยในกรณีต่างๆ ทั้งประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ทำธุรกิจรายย่อยและรายใหญ่
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney