
รู้ใจรายงานผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 1,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 212 ล้านบาท โดยมีฐานลูกค้ากว่า 370,000 ราย
ในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคก็ลดต่ำลง ดังนั้นตลาดประกันภัยโดยเฉพาะประกันรถยนต์จึงแข่งขันกันดุเดือดเพื่อแย่งชิงลูกค้าด้วย "เบี้ยประกันที่ถูกกว่า" แต่นอกจากต้องแข่งกันขายแล้ว บริษัทต้องบริหารจัดการให้มี "กำไร" เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนด้วย
นิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง กลุ่มรู้ใจ กล่าวว่า ตลาดประกันในไทยมีโอกาสเติบโตอีกมาก หลังจากที่รู้ใจให้บริการในไทยมากว่า 10 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นโบรกเกอร์ประกันภัยออนไลน์ และพัฒนาจนกลายเป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่เน้นโครงสร้างธุรกิจแบบดิจิทัล ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 370,000 ราย
ในด้านเบี้ยประกันภัยรับรวม ครึ่งแรกปี 2569 นี้อยู่ที่ 1,600 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 212 ล้านบาท (คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มีเบี้ยรับรวม 3,300 ล้านบาท) สาเหตุที่กำไรสุทธิอยู่ในระดับสูงมาจากการควบคุมอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) อยู่ในระดับต่ำกว่า 65% ต่อเนื่องกัน 5 ปี
นอกจากนี้ยังมีโมเดลการรับประกันภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยช่วงที่ผ่านมาเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาพัฒนาธุรกิจในทุกกระบวนการทั้งการเข้าถึงลูกค้า, การรับประกันภัยที่ช่วยประเมินความเสี่ยง, การคัดกรองการฉ้อฉลประกันภัย, ฝั่งการบริการลูกค้า, รวมถึงการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (เคลม), เชื่อว่าจะช่วยให้การบริการลูกค้ารวดเร็วและสะดวกขึ้น แต่ในหลายขั้นตอนสำคัญยังต้องมีพนักงานคอยดูแลและอนุมัติ เช่น การพิจารณารับประกัน, เคลม เป็นต้น ในแต่ละปีมีงบการลงทุนโครงสร้างด้านดิจิทัล 100 ล้านบาท
กรกฤต คำเรืองฤทธิ์ ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท รู้ใจประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมในเรื่องการควบคุม Loss Ratio ให้อยู่ต่ำกว่า 65% ได้ต่อเนื่อง 5 ปี มาจากการทำราคาเบี้ยประกันภัย (Pricing) ที่เหมาะสม ผ่านการใช้ข้อมูลสถิติต่างๆ มาพิจารณาก่อนรับประกันภัย นอกจากนี้ยังคัดกรองลูกค้าตามความเสี่ยง ทั้งพฤติกรรมคนขับ รุ่นรถ และพื้นที่ จนทำให้ Loss Ratio ลดลง และช่วยส่งผ่านไปถึงลูกค้าให้เบี้ยประกันภัยที่ออกขายปรับลดลงตามความเสี่ยงที่น้อยลง
ขณะที่ภาพรวมของปี 2569 นี้ นิโคลัส กล่าวว่า ฝั่งประกันรถยนต์แม้ในไทยจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากภัยพิบัติ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะที่ด้านเบี้ยประกันเชื่อว่าจะเติบโตได้ดีเพราะได้รับผลดีจากเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่ถือว่าสูงกว่าประกันภัยรถน้ำมัน นอกจากนี้อยู่ระหว่างการปรึกษากับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย. (คปภ.) เพื่อเร่งทำ 2 เรื่อง
1) ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) แบบดิจิทัลที่คาดว่าราคาจะถูกลงมาอยู่ที่ 560 บาท ซึ่งที่เบี้ยลดลงได้เพราะโมเดลของบริษัทจะตัดลดจากค่าคอมมิชชันลง 12%
2) การผ่อนชำระรายเดือนของประกันรถยนต์ จากปัจจุบันที่ยังไม่มีบริษัทไหนทำได้โดยตรง ส่วนใหญ่อาจต้องผ่านตัวกลาง เช่น หรือ บริษัทบัตรเครดิต เป็นต้น โดยนำเสนอ คปภ. ขอเริ่มทดลองในรูปแบบ Sandbox
ขณะที่ภายในปี 2569 จะขยายธุรกิจกลุ่ม Non-motor (ประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์) เช่น ประกันเดินทาง, ประกันสุขภาพส่วนบุคคล (PMI) โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 จะมีสัดส่วนประกันภัย Non-motor เพิ่มเป็น 20% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 3% และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดประกันรถยนต์ในไทยที่ 6% (ประมาณการไว้ที่ 10,000 ล้านบาท จากเบี้ยประกันในตลาดรวมที่คาดว่าจะแตะ 160,000 ล้านบาท)
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney