
ผลตอบแทนหลายร้อย % เงินคืนเยอะ แต่ IRR ต่ำ สรุปดราม่า “ประกันสะสมทรัพย์” ที่ทำวงการประกันลุกเป็นไฟ เมื่อผลิตภัณฑ์การเงิน ถูกขายด้วยตัวแทนล่าแต้ม และ ภาษาที่ทำให้คนเข้าใจผิด
"เงินคืน 960% แต่ผลตอบแทนจริงแค่ 1%"
กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั้งอุตสาหกรรมการเงิน เมื่อ “ประกันสะสมทรัพย์” ถูกตั้งคำถามใหญ่อีกครั้ง จากกลุ่มนักลงทุนและผู้บริโภค นำไปสู่การตั้งกระทู้และโพสต์วิเคราะห์อย่างดุเดือดเกี่ยวกับตัวเลขผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ IRR (Internal Rate of Return)
ย้อนไป ปมดราม่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดประกันไทย ที่มีการแข่งขันสูงลิ่ว ข้อมูลสถิติ (ปี 2567) ระบุว่า มูลค่าเบี้ยประกันภัยที่เสนอขายผ่านนายหน้านิติบุคคล (รวมถึงช่องทางธนาคาร หรือ Bancassurance) มีสัดส่วนสูงถึง 448,683 ล้านบาท คิดเป็น 47.8% ของเบี้ยประกันภัยรวมทั้งหมดในระบบ
เมื่อส่วนแบ่งการตลาดเกือบครึ่งหนึ่งผ่านตัวกลาง บวกกับพฤติกรรมการตลาดของตัวแทนบางกลุ่มที่เน้น “ล่าแต้ม ล่ายอด หวังค่าคอมมิชชันและทริปท่องเที่ยว” จึงทำให้เกิดเทคนิคการขายที่เน้นย้ำตัวเลขกระตุ้นใจจนนำมาสู่ความเข้าใจผิดในวงกว้าง
ชนวนเหตุของดราม่ามาจากวิธีการโฆษณาที่หยิบยกตัวเลข “เงินคืนระหว่างสัญญา” มานำเสนอในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ที่สูงลิ่วเพื่อดึงดูดใจ เช่น แผนประกันสะสมทรัพย์ 19/9 (จ่ายเบี้ย 9 ปี คุ้มครอง 19 ปี) ระบุว่ามีเงินคืนปีละ 9% และรับเงินก้อนสูงถึง 960% เมื่อครบสัญญา หรือแผน 15/6 ที่การันตีเงินคืน 6% ทุกปี และคืนเงินก้อน 606% ในปีสุดท้าย
ปฎิเสธไม่ได้ว่า ตัวเลขเหล่านี้สร้างภาพลวงตาให้ผู้บริโภคทั่วไป เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าเป็น “อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก” หรือ “ผลตอบแทนจากการลงทุนประจำปี” แต่ในความจริง อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) ของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มักต่ำกว่าที่โฆษณาอย่างมาก
โดยส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับอัตราเงินฝากประจำธนาคารเท่านั้น ส่งผลให้มีเรื่องร้องเรียนไปยังสำนักงาน คปภ. และศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) อย่างต่อเนื่องว่า พนักงานขายให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ปิดบังเงื่อนไข หรือใช้เทคนิคพูดไม่หมดเพื่อกดดันให้ตัดสินใจ
เมื่อเกิดข้อถกเถียง ปรากฎมุมมองจากสองฝั่งออกมา ด้านฝั่งตัวแทนประกัน มักชี้แจงว่าเงินคืนเหล่านี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา เป็นการออมเงินที่ปลอดภัยและได้เงินคืนแน่นอนตามกำหนด
ขณะที่ฝั่งนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลับมองอีกมุม อย่าง ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์การเงิน และเจ้าของเพจ "ติดเล่ากับอาจารย์เอ็ม" ได้สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่สร้างความอึดอัดใจเวลาเสนอขายประกันสะสมทรัพย์ ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือคำว่า “ออมเงิน” ที่ถูกนำมาโชว์ว่าได้ผลตอบแทนสูง เช่น การรวมตัวเลขเงินคืนทั้งหมดตลอดสัญญาแล้วเคลมว่าได้ผลตอบแทนถึง 15% คุ้มค่ามาก
“โปรดักเหล่านี้ถูกแฝงมาในรูปแบบการออมเงิน และออกแบบให้ดูเหมือนผลตอบแทนสูง แต่พอลงไปดูผลตอบแทนจริงๆ ด้วย IRR พบว่าอยู่ที่ราวๆ 1.15% เท่านั้นเอง ถ้าคำนวณมูลค่าการประกันชีวิตเข้าไปด้วย อาจจะขยับขึ้นมาเป็น 1.5% ส่วนคนที่ฐานภาษีสูง 20-25% การนำไปลดหย่อนภาษีอาจช่วยดัน IRR ไปอยู่ที่ 2% ปลายๆ ถึง 3% ซึ่งอาจจะไปชนกับตลาดตราสารหนี้”
อาจารย์เอ็มยังชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญเรื่อง “สภาพคล่อง” เพราะเงินจะถูกล็อกไว้ยาวนาน หากต้องใช้เงินฉุกเฉินแล้วปิดกรมธรรม์ก่อนกำหนด จะโดนหักเงินจนขาดทุนย่อยยับ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า หากคนขายสามารถอธิบายข้อดีข้อเสียตรงๆ แบบนี้ ผู้บริโภคจะเข้าใจและเลือกตามความเหมาะสม ไม่ใช่การทำให้รู้สึกเหมือนโดนจูงใจด้วยตัวเลขที่เกินจริง
จุดที่สร้างความสับสนมากที่สุด คงเป็นการคำนวณเปอร์เซ็นต์เงินคืนระหว่างสัญญา (เช่น 6% หรือ 9%) บริษัทประกันคิดจาก "จำนวนเงินเอาประกันภัย" (ทุนประกัน) ไม่ได้คิดจาก "เบี้ยประกันภัยที่ผู้บริโภคจ่ายจริง" ในแผนประกันสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่ เบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายจริงในแต่ละงวดมักมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น
แต่เมื่อนำ “มูลค่าของเงินตามเวลา” (Time Value of Money) มาคำนวณผ่านหลัก IRR โดยคิดถึงระยะเวลาที่เงินจมอยู่ถึง 10 ปี ไม่สามารถถอนออกมาระหว่างทางได้ และต้องเจอกับอัตราเงินเฟ้อที่กัดกินมูลค่าเงินในอนาคต จะพบว่าอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงมีค่าต่ำมาก ใกล้เคียงกับเงินฝากประจำเท่านั้น การใช้คำว่า “เงินคืน” (Cash Return) จึงแตกต่างจาก “ผลตอบแทนที่แท้จริง” (Actual Yield) อย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม หากลองถอยออกมามองอย่างเป็นกลาง ปัญหาใหญ่ที่สุดของดราม่านี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์ แต่คือ "การเปรียบเทียบสินค้าทางการเงินผิดประเภท" ต่างหาก
คล้ายเหมือนเราเอารถ SUV สำหรับครอบครัว ไปวิ่งแข่งทำความเร็วบนสนามแข่งกับรถสปอร์ต แน่นอนว่ารถ SUV ย่อมแพ้ในเรื่องความเร็ว แต่นั่นไม่ได้แปลว่ารถ SUV เป็นรถที่ไม่ดี เพราะหน้าที่ของมันคือความปลอดภัยและการบรรทุกสัมภาระ
ในกรณีนี้ ก็เหมือนการเอาประกันสะสมทรัพย์ไปเทียบกับหุ้น พันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ เพื่อวัดกันว่าใครให้เปอร์เซ็นต์กำไรสูงกว่ากัน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่แรก ฉะนั้นเมื่อตั้งโจทย์ด้วยการเอาข้อดีด้านผลตอบแทนของสินทรัพย์ลงทุนประเภทอื่นมาเป็นตัวตั้ง โฆษณาชวนเชื่อในการขายกรมธรรม์ ต้นตอความเข้าใจผิด จึงย้อนกลับมาที่คำถามสำคัญ จริง ๆ แล้ว ประกันสะสมทรัพย์ควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับอะไร?
ถ้าเราเอาไปเทียบกับ "เงินฝากประจำ" ประกันสะสมทรัพย์ก็มีจุดเสียเปรียบอย่างยิ่งในเรื่อง "สภาพคล่อง" ที่ถอนไม่ได้ทันที แต่ก็แลกมาด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีและวงเงินคุ้มครองชีวิต หรือหากเอาไปเทียบกับ
"กองทุนตราสารหนี้" ประกันสะสมทรัพย์ก็ไม่ได้ขยับมูลค่าตามสภาวะตลาดการเงิน แต่ให้ความแน่นอนขั้นสุดว่าเงินต้นจะไม่หายไปไหนหากอยู่ครบสัญญา การที่คนขายใช้คำว่า "ออมเงิน" หรือ "ผลตอบแทน" ไปเปรียบเทียบข้ามสายพันธุ์เช่นนี้ จึงทำให้ผู้บริโภคไขว้เขว
อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง ต้องยอมรับว่า มีกลุ่มผู้บริโภคที่พึงพอใจและตัดสินใจเลือกซื้อประกันสะสมทรัพย์อยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยประโยชน์ด้านอื่นๆ
บทสรุปของเรื่องนี้ จึงมุ่งไปที่ “สิทธิในการรับข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อใช้ตัดสินใจ” ของผู้บริโภค เหมือนเวลาที่เราซื้อกองทุนรวม จะมีหนังสือชี้ชวนบอกผลตอบแทนและความเสี่ยง หรือ ซื้อหุ้นกู้มีอัตรา Yield ชัดเจน และแม้แต่เงินฝาก ก็มีตัวเลขดอกเบี้ย ระบุตรงๆ
“การซื้อประกันสะสมทรัพย์” ก็ควรมีการเปิดเผยค่า IRR ให้ผู้บริโภคเห็นอย่างโปร่งใสในช่องทางการขายทุกแพลตฟอร์ม เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่เท่าเทียมกันทั้งอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สำนักงาน คปภ. มีเกณฑ์การกำกับดูแลกระบวนการเสนอขาย (Market Conduct) อย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้ตัวแทนและนายหน้าต้องอธิบายเงื่อนไข ผลประโยชน์ และความเสี่ยงอย่างชัดเจน ห้ามใช้คำพูดที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเงินฝาก และห้ามปิดบังข้อมูลสำคัญ
แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนผ่าน 5 คำถามสำคัญนี้
1. เงื่อนไขลดหย่อนภาษีเข้าเกณฑ์หรือไม่? เบี้ยประกันภัยสะสมทรัพย์จะนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ก็ต่อเมื่อกรมธรรม์มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และเงินคืนระหว่างสัญญาต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี หากเงินคืนเกินเพดานนี้ จะหมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทันทีตามเกณฑ์ของสรรพากร
2. พร้อมรับความเสี่ยงหากต้องเวนคืนก่อนกำหนดแค่ไหน? หากยกเลิกสัญญาหรือเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปีแรก จะต้องยื่นแบบภาษีย้อนหลังเพื่อชำระภาษีที่เคยหักลดหย่อนไปคืนแก่กรมสรรพากรทั้งหมด พร้อมแบกรับเบี้ยปรับอีก 1.5% ต่อเดือนของจำนวนเงินภาษีที่ค้างชำระ นับตั้งแต่วันที่ยื่นแบบของแต่ละปี
3. มูลค่าเงินสดเหลือเท่าไหร่ถ้าหยุดกลางคัน? ประกันสะสมทรัพย์ไม่ใช่เงินฝากที่จะถอนเมื่อไหร่ก็ได้ หากขอยกเลิกสัญญากลางคันเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด จะได้คืนตาม "ตารางมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์" ซึ่งในช่วง 2-5 ปีแรก มูลค่านี้จะต่ำกว่าเบี้ยที่จ่ายไปอย่างมหาศาล หรือหากกู้เงินจากมูลค่าเวนคืนออกมาใช้เสริมสภาพคล่อง ก็จะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายตามที่ระบุในสัญญาด้วย
4. แถลงข้อมูลสุขภาพตามความจริงครบถ้วนแล้วหรือยัง? ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่แถลงประวัติการรักษาและสถานะสุขภาพตามจริง (Duty of Utmost Good Faith) การจงใจปกปิดข้อความจริงหรือแถลงเท็จเพื่อให้ผ่านการรับประกันโดยไม่ตรวจสุขภาพ อาจเปิดช่องให้บริษัทประกันมีสิทธิ์ "บอกล้างสัญญา" และปฏิเสธการจ่ายสินไหมทดแทนได้ตามกฎหมาย
5. รู้จักสิทธิ์ Free Look Period หรือไม่? หากตกลงทำสัญญาไปแล้วแต่พบภายหลังว่าไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ มีสิทธิ์ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาและส่งคืนกรมธรรม์เพื่อขอเงินคืนทั้งหมดได้ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับเล่มกรมธรรม์ (สำหรับกรณีซื้อผ่านตัวแทน/นายหน้า) หรือภายใน 30 วัน (สำหรับกรณีซื้อผ่านโทรศัพท์หรือออนไลน์) โดยบริษัทจะหักค่าใช้จ่ายจริงในการออกเล่มและค่าตรวจสุขภาพไม่เกิน 500 บาท
ดราม่า IRR ในครั้งนี้ อาจไม่ได้กำลังบอกว่า "ประกันสะสมทรัพย์ไม่คุ้มค่า" แต่กำลังสะท้อนว่า "ผู้บริโภคกับคนขาย อาจกำลังใช้คำว่า ผลตอบแทน คนละความหมาย" การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสตรงไปตรงมา ย่อมเป็นผลดีต่อทั้งตัวผู้บริโภคที่จะได้เลือกสินค้าที่ตรงกับเป้าหมายชีวิต และเป็นผลดีต่อตัวแทนประกันคุณภาพที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างแท้จริงอีกด้วย
ที่มา : คปภ,finnomena ,กรุงไทย ,เมืองไทยประกันชีวิต ,AIA ,Prudential ,set ,ธปท.,scb
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney