ความปลอดภัยคนเมือง ที่คนจนต้องจ่าย? ชำแหละนโยบาย ยกเลิก “รถไฟเข้าเมือง”ลดอุบัติเหตุ

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ความปลอดภัยคนเมือง ที่คนจนต้องจ่าย? ชำแหละนโยบาย ยกเลิก “รถไฟเข้าเมือง”ลดอุบัติเหตุ

Date Time: 19 พ.ค. 2569 10:03 น.

Video

CoreWeave คือใคร ? จากขุดคริปโตฯสู่ Data Center โมเดลธุรกิจที่ฉลาด จนโลกงง | Digital Frontiers EP.59

Summary

เมื่อวิธีแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟอันตราย 40 ปี คือการ "สั่งห้ามรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน"เพื่อลดอุบัติเหตุ ผลกระทบจึงตกไปอยู่กับคนหาเช้ากินค่ำ ที่ต้องแบกรับต้นทุนการเดินทางที่พุ่งขึ้นหลักพันต่อเดือน

“ ทำไมประเทศไทยปล่อยให้จุดตัดรถไฟอันตรายมาหลายสิบปี 

จนสุดท้ายวิธีแก้คือ เอารถไฟออกจากเมือง ”

จากเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถเมล์สาย 206 บริเวณจุดตัดมักกะสัน-เพชรบุรี จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมๆกับภาพความชุลมุนของการจราจร มอเตอร์ไซค์มุดแผงกั้น หรือรถจอดคร่อมรางรถไฟ หลายคนยอมเสี่ยงตาย เพื่อแลกกับการไม่ต้องรอนาน ที่กลายเป็นภาพชินตาทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ซึ่งตอกย้ำความล้มเหลวของการจัดการจราจรในกรุงเทพฯ ชั้นใน


จนล่าสุด นำมาสู่แนวคิดของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ออกมาประกาศขอเวลา 3 เดือน ทะลวงปัญหาด้วยการ "ยกเลิกรถไฟวิ่งเข้า กทม. ชั้นใน" โดยให้รถไฟสายตะวันออกหยุดแค่ลาดกระบัง สายใต้หยุดที่ตลิ่งชัน แล้วให้ประชาชนต่อรถเมล์ ขสมก. สายสีแดง หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) เข้าเมืองแทน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ 

ซึ่งฟังดูเผินๆ เหมือนจะแก้ปัญหา แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ พนักงานบริษัทตัวเล็กๆ รปภ. แม่บ้าน หรือ นักเรียน นักศึกษา ที่ยังไม่มีรายได้ และใช้การสัญจรรถไฟในทุกเช้า-เย็น เป็นจำนวนมาก นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทางที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น หากแต่คือการถูกรัฐผลักภาระโครงสร้างพื้นฐาน ให้มาเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของประชาชนแทน และเพิ่มต้นทุนชีวิตแบบก้าวกระโดด


ลองมาดูตัวเลขชีวิตจริง ว่า ถ้ายกเลิกรถไฟเข้าเมือง คนธรรมดาต้องจ่ายอะไรเพิ่มบ้าง? 

ตัวอย่าง  : นักเรียนและคนทำงานที่นั่ง รฟท. จากชุมทางฉะเชิงเทรา มาลงป้ายสุขุมวิท 71 

  • ปัจจุบัน: ค่าโดยสาร 11 บาท (ไป-กลับ 22 บาท/วัน)
  • หากเปลี่ยนระบบ: ต้องลงลาดกระบัง แล้วต่อ ARL + รถอื่นๆ ค่าใช้จ่ายอาจกระโดดเป็น 80-150 บาท/วัน

คนกลุ่มนี้ ต้องจ่ายเพิ่มเดือนละ 2,000 - 3,000 บาท เงินหลักพันสำหรับบางคนอาจดูน้อย แต่นี่คือ "ค่าอาหารของครอบครัวทั้งเดือน" คือค่าเทอมลูก หรือค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ 

อีกเคส : พนักงานออฟฟิศ เงินเดือน 18,000 บาท

  • ปัจจุบัน: นั่งรถไฟ รถไฟวันละ 22 บาท ทั้งเดือนจ่ายราวเกือบๆ  500 บาท
  • หากเปลี่ยนระบบ: ค่าเดินทางพุ่งเป็น 120 บาท/วัน = เดือนละ 2,600 บาท

จะเห็นว่าส่วนต่าง หรือ จำนวนเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม อาจมากถึง 2,100 บาท/เดือน

ลองมองความเป็นจริง เงิน 2,100 บาทที่หายไป เท่ากับค่าไฟทั้งบ้าน บิลอินเทอร์เน็ต และค่าข้าวกลางวันเกือบทั้งเดือน สำหรับมนุษย์เงินเดือน 


ซึ่งค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น บางคนยอมจ่ายเพิ่มซื้อเวลา ซื้อความสะดวกสบาย แต่สำหรับบางคน ถึงขนาดที่ต้องอาจต้องมานั่งถามตัวเอง ว่า เดือนนี้จะเหลือเงินกินข้าวไหม?  นอกจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้น รัฐอาจไม่เคยลงมาสัมผัสความจริงหน้างาน ว่าการ "บังคับต่อรถ" มันซ่อน Pain Point อีกหลายเรื่อง ไหนจะปัญหา …

  • การเดินจากสถานี รฟท. ลาดกระบัง ไป ARL ไม่ได้มีสกายวอล์กสะดวกสบายเหมือนเดินเปลี่ยนขบวนที่สยาม ที่ขึ้นบันไดเลื่อน หรือ เดินแค่ 10 ก้าว ก็ข้ามฝั่งขึ้นได้เลย 
  • ปัญหาขบวนรถไม่พอ เพราะปัจจุบัน รถไฟ รฟท. หนึ่งขบวนขนคน 600 กว่าคนในช่วงเช้า แต่ ARL ขบวนสั้นนิดเดียว จะยัดคนมหาศาลจาก รฟท. เข้าไปได้อย่างไร?
  • เวลาคือต้นทุนที่มีไม่เท่ากัน ปัจจุบัน ARL ระยะห่างแต่ละขบวน 15 นาที ซึ่งนานเกินไปสำหรับชั่วโมงเร่งด่วน แถมรถยังเสียบ่อย แออัด 
  • รวมถึง สถานีน้อยกว่า สถานี ARL มีน้อยกว่า รฟท. แปลว่าจากเดิมที่เคยลงใกล้บ้านได้เลย ก็ต้องเสียเงินต่อรถเมล์หรือวินมอเตอร์ไซค์เพิ่มอีก 


มีคนสะท้อนสัจธรรมข้อนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า รถไฟชานเมืองคือ "สวรรค์ของคนอยู่ไกล" นั่งรถไฟไปอยุธยาในราคา 15 บาท เทียบกับรถตู้ 160 บาท ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เอาเข้าจริง ทุกคนอยากสะดวกสบายทั้งนั้น แต่ในข้อจำกัดการเงินของบางครอบครัว บางทีก็เลือกไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี "ต้นทุนแฝง" (Hidden Costs) ที่ชนชั้นแรงงานต้องแบกรับเต็มๆ ทั้งค่าจอดรถที่สถานีรอบนอก (ซึ่งที่จอดก็ไม่พอ) ค่าเสียเวลา ค่าแท็กซี่ในวันที่ตกรถไฟ ค่าอาหารที่แพงขึ้นเพราะกลับบ้านช้า หรือแม้กระทั่งค่าเสียโอกาสในการทำงาน

ท้ายที่สุดเรื่องนี้ จึงไม่ใช่แค่ข่าวนโยบายการแก้อุบัติเหตุจราจร แต่เป็นผลกระทบชนชั้นของการเดินทางท่ามกลางความเห็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเรียกร้องความปลอดภัย ซึ่งถูกต้องที่สุด แต่อีกฝั่งก็มีสิทธิ์เรียกร้องเช่นกันว่า "อย่าแก้ปัญหาด้วยการมักง่ายผลักภาระให้คนจน" เห็นด้วยหรือไม่ ? 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ