
เมื่อวิธีแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟอันตราย 40 ปี คือการ "สั่งห้ามรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน"เพื่อลดอุบัติเหตุ ผลกระทบจึงตกไปอยู่กับคนหาเช้ากินค่ำ ที่ต้องแบกรับต้นทุนการเดินทางที่พุ่งขึ้นหลักพันต่อเดือน
“ ทำไมประเทศไทยปล่อยให้จุดตัดรถไฟอันตรายมาหลายสิบปี
จนสุดท้ายวิธีแก้คือ เอารถไฟออกจากเมือง ”
จากเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถเมล์สาย 206 บริเวณจุดตัดมักกะสัน-เพชรบุรี จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมๆกับภาพความชุลมุนของการจราจร มอเตอร์ไซค์มุดแผงกั้น หรือรถจอดคร่อมรางรถไฟ หลายคนยอมเสี่ยงตาย เพื่อแลกกับการไม่ต้องรอนาน ที่กลายเป็นภาพชินตาทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ซึ่งตอกย้ำความล้มเหลวของการจัดการจราจรในกรุงเทพฯ ชั้นใน
จนล่าสุด นำมาสู่แนวคิดของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ออกมาประกาศขอเวลา 3 เดือน ทะลวงปัญหาด้วยการ "ยกเลิกรถไฟวิ่งเข้า กทม. ชั้นใน" โดยให้รถไฟสายตะวันออกหยุดแค่ลาดกระบัง สายใต้หยุดที่ตลิ่งชัน แล้วให้ประชาชนต่อรถเมล์ ขสมก. สายสีแดง หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) เข้าเมืองแทน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ
ซึ่งฟังดูเผินๆ เหมือนจะแก้ปัญหา แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ พนักงานบริษัทตัวเล็กๆ รปภ. แม่บ้าน หรือ นักเรียน นักศึกษา ที่ยังไม่มีรายได้ และใช้การสัญจรรถไฟในทุกเช้า-เย็น เป็นจำนวนมาก นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทางที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น หากแต่คือการถูกรัฐผลักภาระโครงสร้างพื้นฐาน ให้มาเป็นเรื่องเงินในกระเป๋าของประชาชนแทน และเพิ่มต้นทุนชีวิตแบบก้าวกระโดด
ลองมาดูตัวเลขชีวิตจริง ว่า ถ้ายกเลิกรถไฟเข้าเมือง คนธรรมดาต้องจ่ายอะไรเพิ่มบ้าง?
ตัวอย่าง : นักเรียนและคนทำงานที่นั่ง รฟท. จากชุมทางฉะเชิงเทรา มาลงป้ายสุขุมวิท 71
คนกลุ่มนี้ ต้องจ่ายเพิ่มเดือนละ 2,000 - 3,000 บาท เงินหลักพันสำหรับบางคนอาจดูน้อย แต่นี่คือ "ค่าอาหารของครอบครัวทั้งเดือน" คือค่าเทอมลูก หรือค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์
อีกเคส : พนักงานออฟฟิศ เงินเดือน 18,000 บาท
จะเห็นว่าส่วนต่าง หรือ จำนวนเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม อาจมากถึง 2,100 บาท/เดือน
ลองมองความเป็นจริง เงิน 2,100 บาทที่หายไป เท่ากับค่าไฟทั้งบ้าน บิลอินเทอร์เน็ต และค่าข้าวกลางวันเกือบทั้งเดือน สำหรับมนุษย์เงินเดือน
ซึ่งค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น บางคนยอมจ่ายเพิ่มซื้อเวลา ซื้อความสะดวกสบาย แต่สำหรับบางคน ถึงขนาดที่ต้องอาจต้องมานั่งถามตัวเอง ว่า เดือนนี้จะเหลือเงินกินข้าวไหม? นอกจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้น รัฐอาจไม่เคยลงมาสัมผัสความจริงหน้างาน ว่าการ "บังคับต่อรถ" มันซ่อน Pain Point อีกหลายเรื่อง ไหนจะปัญหา …
มีคนสะท้อนสัจธรรมข้อนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า รถไฟชานเมืองคือ "สวรรค์ของคนอยู่ไกล" นั่งรถไฟไปอยุธยาในราคา 15 บาท เทียบกับรถตู้ 160 บาท ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เอาเข้าจริง ทุกคนอยากสะดวกสบายทั้งนั้น แต่ในข้อจำกัดการเงินของบางครอบครัว บางทีก็เลือกไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี "ต้นทุนแฝง" (Hidden Costs) ที่ชนชั้นแรงงานต้องแบกรับเต็มๆ ทั้งค่าจอดรถที่สถานีรอบนอก (ซึ่งที่จอดก็ไม่พอ) ค่าเสียเวลา ค่าแท็กซี่ในวันที่ตกรถไฟ ค่าอาหารที่แพงขึ้นเพราะกลับบ้านช้า หรือแม้กระทั่งค่าเสียโอกาสในการทำงาน
ท้ายที่สุดเรื่องนี้ จึงไม่ใช่แค่ข่าวนโยบายการแก้อุบัติเหตุจราจร แต่เป็นผลกระทบชนชั้นของการเดินทางท่ามกลางความเห็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเรียกร้องความปลอดภัย ซึ่งถูกต้องที่สุด แต่อีกฝั่งก็มีสิทธิ์เรียกร้องเช่นกันว่า "อย่าแก้ปัญหาด้วยการมักง่ายผลักภาระให้คนจน" เห็นด้วยหรือไม่ ?
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney