
“ขอกู้เงินธนาคารยากขึ้น”
นี่อาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนไทย แต่เป็นความกังวลว่าถ้ามีเรื่องด่วนหรือต้องกู้แบงก์ขึ้นมาจะได้รับการอนุมัติไหม แล้วทำไมคนไทยอาจกู้ยากขึ้น หรือต้องเงินเดือนเท่าไรถึงจะกู้ง่าย บทความนี้จะชวนมาหาคำตอบกัน
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เล่าถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ระดับสูงกว่า 85% ซึ่งเรื่องที่น่ากังวลคือคุณภาพสินเชื่อที่ยังมีแนวโน้มแย่ลงโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท คาดว่าจะด้อยลงต่อเนื่อง
แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าคือการเข้าถึงสินเชื่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน เห็นได้จากไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา เงินให้กู้ยืมจากสหกรณ์และโรงรับจำนำนี้ยังคงขยายตัวสูงขึ้น ขณะที่ตัวเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์เองยังคงลดลงอยู่
เบื้องต้นมองว่าต้องเริ่มแก้จากการลดแรงกดดันหนี้เสียลงผ่านการสนับสนุนให้ภาคครัวเรือน ปรับโครงสร้างหนี้ (เช่น โครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้) และลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อปรับตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ค่าครองชีพที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงถัดไป
ดังนั้นอาจสรุปมุมมองของสภาพัฒน์ได้ว่า ตอนนี้คนไทยยังต้องการสินเชื่อ แต่ใช่ว่าทุกคนจะกู้กับธนาคารได้ง่ายๆ เนื่องจากสถานการณ์หนี้เสียยังเป็นปัญหา ทำให้สถาบันการเงินต้องคิดอย่างรอบคอบว่าจะให้กู้ไหมเพราะต้องรับให้ได้กับความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสีย จากข้อมูลนี้ยังสะท้อนว่าคนต้องหันไปพึ่งโรงรับจำหรือแหล่งเงินอื่นๆ แทน
ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 คนไทยยังต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ช่วงงานมหกรรมรถยนต์) และสินเชื่อเพื่อการบริโภค เพราะคนต้องการสภาพคล่องมากขึ้น
ถ้าถามว่าคนไทยกู้ยากขึ้นเพราะเกณฑ์สูงขึ้นหรือเปล่า รายงานล่าสุดของธปท. ระบุว่า สถาบันการเงิน ส่วนใหญ่ยังคงเกณฑ์ในการขอสินเชื่อไว้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่จะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง เช่น กลุ่มเสี่ยงที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท โดยอาจมีหลายแห่งปรับเพิ่ม Margin (เช่น เพิ่มอัตราดอกเบี้ย) หรือเพิ่มความเข้มงวดด้านหลักประกัน หรือมีการปรับเงื่อนไขเพิ่มเติม เป็นต้น
ขณะที่ในไตรมาส 2 ปี 2569 นี้มองว่า มาตรฐานการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต และเพื่อการบริโภคอื่นในภาพรวมมีแนวโน้มทรงตัว จะมีแค่เช่าซื้อรถยนต์อาจเข้มงวดขึ้นในบางบริษัทตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ฟังดูแล้วใครที่อยากกู้แบงก์ไม่ว่าสินเชื่อประเภทไหน ต้องเตรียมตัวให้ดี ถ้าวางแผนการเงินไว้แล้วก็อาจช่วยให้การขอสินเชื่อง่ายขึ้น
หลายคนอาจคิดว่า "เงินเดือนสูง" คือปัจจัยเดียวที่จะทำให้กู้ผ่าน แต่ในความเป็นจริง ธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ผ่านระบบที่เรียกว่า DSR (Debt Service Ratio) หรือ สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้
ปัจจุบันสัดส่วน DSR ที่ธนาคารยอมรับได้มักจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของรายได้ บางเจ้าอาจให้สูงถึง 50% ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละธนาคาร คำว่า DSR 40% หมายถึงอะไร เราขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เช่น รายได้ 20,000 บาท/เดือน ถ้าคำนวณ DSR ที่ 40% เท่ากับว่าจะมีวงเงินสำหรับผ่อนหนี้ต่างๆ ได้ไม่เกิน 8,000 บาท
สำหรับสินเชื่อบ้าน ข้อมูลจากธนาคารกรุงศรีอยุธยามีสูตรให้คำนวณว่าเราจะขอสินเชื่อบ้านได้วงเงินสูงสุดเท่าไร คือ (รายได้ของผู้กู้ x 40%) x 150 = วงเงินกู้สูงสุด
แต่ถ้ามีหนี้อื่นๆ อยู่ สงสัยว่าจะกู้บ้านได้วงเงินเท่าไรก็สามารถใช้สูตรนี้ได้เลย (รายได้ของผู้กู้ x 40% - ภาระหนี้ที่มีอยู่) x 150 = วงเงินกู้สูงสุด
สินเชื่อแต่ละประเภทอาจมีสูตรในการคำนวณไม่เหมือนกัน เพราะระยะเวลาในการกู้ อัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน แต่ทุกวันนี้หลายธนาคารก็ทำระบบมาช่วยให้เราคำนวณว่า จะกู้ได้วงเงินเท่าไร เช่น
สุดท้ายแล้ว นอกจากความสามารถในการชำระหนี้ สถาบันการเงินและธนาคารต่างๆ ยังดูประวัติในการชำระหนี้ของเราด้วย ว่าจ่ายหนี้ตรงเวลาไหม เคยเป็นหนี้เสียหรือเปล่า บริษัทที่ทำงานมั่นคงไหม มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอแค่ไหน อายุ อาชีพ และระยะเวลากู้
เรียกว่าถ้าใครจะขอสินเชื่อก็ต้องถูกสแกนดูความเสี่ยงทั้งหมด ถ้าอยากกู้ผ่าน เราอาจต้องเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
อ้างอิงข้อมูล สภาพัฒน์, ธปท., BAY
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney