
มรดกตามกฎหมายไทยรวมถึงทรัพย์สิน, สิทธิ, หน้าที่ และหนี้สิน
“ได้มรดกมา... ก็สบายแล้ว”
ประโยคนี้อาจใช้ไม่ได้เสมอไปในชีวิตจริง เพราะในกองมรดกที่ดูเหมือนขุมทรัพย์อย่างบ้าน รถ ที่ดิน ฯลฯ อาจมี “ระเบิดเวลา” ซ่อนอยู่! ซึ่งตามกฎหมายไทยระบุชัดเจนว่า “กองมรดก” มาพร้อมทรัพย์สิน, สิทธิ, หน้าที่ และความรับผิดชอบ… หนี้สินก็รวมอยู่ในนั้นด้วย ในหลายเคสถ้ารู้ไม่ทันเจ้าหนี้ เราอาจเข้าไปติด “กับดักมรดกหนี้” แทน ว่าแต่มีเรื่องอะไรที่คนรับมรดกมาต้องรู้บ้าง Thairath Money รวบรวมมาไว้ที่นี่แล้ว
ในกรณีที่ทายาทรับมรดกมา ไม่ว่าจะจากใคร หรือรูปแบบไหนถ้าผู้เสียชีวิตไปมีหนี้อยู่ก็มีหน้าที่ต้องไปจ่ายหนี้นั้นด้วย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราที่ 1600 ระบุไว้ชัดว่า หนี้เป็นมรดก แต่ใช่ว่าถ้าเราเซ็นรับมรดกมาแล้วต้องรับหนี้มาทุกบาททุกสตางค์ เพราะมันมีมาตรา 1601 ที่ระบุว่า “ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน”
แปลง่ายๆ คือ ถ้ามูลค่าหนี้สูงกว่ามูลค่าทรัพย์มรดกที่รับมา ทายาทก็ไม่ต้องเอาเงินส่วนตัวไปจ่ายเพิ่ม ตัวอย่างเช่น มรดกที่พ่อแม่ให้มามูลค่า 2 ล้านบาท แต่มีหนี้ติดมาด้วย 5 ล้านบาท ทายาทก็จ่ายแค่ 2 ล้านบาท ถึงเจ้าหนี้ก็จะทวงส่วนต่างอีก 3 ล้านบาท ทายาทก็ไม่ต้องจ่าย! จะส่งฟ้องยึดทรัพย์อื่นๆ ของทายาทก็ไม่ไ้ด้เช่นกัน
นอกจากนี้ “หนี้” เป็นคดีทางแพ่ง ถ้ารับมรดกมาก็ต้องจ่ายหนี้ที่พ่วงมาด้วย แต่เมื่อไม่ใช่คดีอาญา ต่อให้ผู้เสียชีวิตหรือเจ้ามรดกจะมีคดีติดตัว ทายาทก็รับผิดชอบแค่ตัวเงิน (ที่ไม่เกินมรดก) ไม่ต้องรับโทษอย่างการจำคุกแทน
แม้ตามกฎหมายมาตรา 1754 จะระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก (แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับตั้งแต่เจ้ามรดกเสียชีวิต) รวมถึงเจ้าหนี้ที่เข้าใจกฎหมายมรดก รู้อยู่แล้วว่า ทายาทไม่ต้องจ่ายหนี้เกินกว่ามรดกที่รับ
แต่หลายเคสก็มีเจ้าหนี้ที่ใช้เทคนิคอื่นๆ มาทำให้ทายาทต้องจ่ายหนี้เกินกว่ามรดกที่ได้ไป ตัวอย่างเช่น
นาย A ได้รับมรดกจากพ่อที่เสียชีวิตไปเป็นเงินสด 300,000 บาท ต่อมา มีเจ้าหนี้ส่งฟ้องว่า ก่อนเสียชีวิตพ่อมีสัญญากู้หนี้อีก 1 ล้านบาท ก่อนจะขึ้นศาลเจ้าหนี้ก็เรียกให้ไป “ไกล่เกลี่ย” หรืออ้างว่าจะปรับโครงสร้างหนี้ให้โดยจะลดหนี้ให้เหลือ 500,000 บาท ถ้าเซ็นรับสภาพหนี้ในเอกสารนี้ ถ้านาย A ตกลงเซ็นรับหนี้ของพ่อมาเมื่อไหร่ หนี้ 500,000 บาทนั้นจะกลายเป็น “หนี้ส่วนตัว” ในชื่อของนาย A ทันที ไม่เกี่ยวกับเรื่องมรดกแล้ว ทั้งที่จริงแล้วนาย A จ่ายหนี้แค่ 300,000 บาทตามมรดกที่ได้รับก็เพียงพอ
อีกเทคนิคทางจิตวิทยาที่เจ้าหนี้มักใช้ คือ การเร่งรัดให้ “ตกลง” เคลียร์หนี้ ก่อนที่ทายาทจะรู้ว่ามีทรัพย์สินมรดกเท่าไร ถ้าเซ็นรับสภาพหนี้ไปโดยไม่เช็กให้ละเอียดอาจต้องแบกหนี้ไปอีกนาน ดังนั้น ก่อนเซ็นเอกสารอะไรไป ควรอ่านให้เข้าใจ หรือหาที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อไม่ให้เสียรู้กับเจ้าหนี้ที่ทวงเกินขอบเขตของกฎหมาย
ในประเทศไทย ทายาทต้องเจอปัญหามากมายเพราะไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่เสียชีวิตมีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่ที่ไหนบ้าง (ถ้าร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้วจะจัดการได้ง่ายขึ้น) ดังนั้นก่อนจะรับมรดกมาทางธนาคารกรุงศรีอยุธยามีคำแนะนำ 4 ข้อ หลัก คือ
1. ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน รวบรวมข้อมูลสินทรัพย์ เช่น บ้าน, ที่ดิน, เงินฝาก ฯลฯ และหนี้สินทั้งหมดที่มี (เช็กจากบิลที่ส่งมาที่บ้านก็ได้) เพื่อประเมินว่ากองมรดกมีมูลค่าสุทธิเป็นบวกหรือติดลบ ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป
2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายมรดกมีรายละเอียดซับซ้อน อาจปรึกษาทนาย เพื่อให้รู้ขอบเขตสิทธิและหน้าที่ของทายาท หรือคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนเรื่องภาษีมรดกให้ได้ประโยชน์สูงสุด
3. ตัดสินใจรับหรือสละมรดก ถ้ามีข้อมูลครบถ้วนแล้ว กรณีที่ทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ก็ควรรับมรดกนั้นแล้วไปจ่ายหนี้ให้เรียบร้อย หรือถ้าเช็กแล้วว่า หนี้สูงกว่าทรัพย์สินมรดก ก็เลือกจะ “สละมรดกทั้งหมด” ได้ ซึ่งการรับมรดกจะเลือกรับแต่ทรัพย์ไม่รับหนี้ ไม่ได้… (เมื่อทายาทลำดับแรกสละมรดก มรดกก็จะวิ่งไปหาทายาทลำดับถัดไป)
4. จ่ายหนี้ก่อน ค่อยแบ่งมรดก ถ้าเลือกจะรับมรดกแล้ว ควรนำทรัพย์สินจากกองมรดกไปใช้หนี้เจ้าหนี้ให้ครบถ้วนก่อน เมื่อมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่ค่อยมาแบ่งกันในกลุ่มทายาท สิ่งนี้เราทำเพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องร้องตามมาภายหลัง
อ้างอิงข้อมูล: กรมบังคับคดี, SET, สมาคมนักวางแผนทางการเงินไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารออมสิน
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney