
เจาะลึกเบื้องหลังเงินสะพัด 6.6 หมื่นล้านในวันที่การศึกษาถูกขับเคลื่อนด้วยเงินเฟ้อ เมื่อโรงเรียนรัฐไม่ใช่เซฟโซน และพ่อแม่ยุคใหม่ต้องยอม"ลดค่ากิน-กินเงินอนาคต" เพื่อประคองไม่ให้ลูกหลุดจากระบบ
บรรยากาศการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษาใหม่ปี 2569 นี้ เบื้องหน้าที่ถูกฉาบไว้ด้วยภาพความพร้อมของชุดนักเรียนใหม่และอุปกรณ์การเรียนที่ครบครัน แต่เบื้องหลังตัวเลขเงินสะพัดทางการศึกษาที่พยากรณ์ไว้สูงถึง 66,376 ล้านบาท
แท้จริงแล้วกลับซ่อนความจริงที่เจ็บปวดของชนชั้นกลางไทยอยู่มาก เมื่อการส่งลูกไปโรงเรียนในวันนี้อาจไม่ได้หมายถึงแค่การให้ความรู้ แต่คือการก้าวเข้าสู่วงจรหนี้ก้อนใหม่ที่สลัดไม่หลุดของพ่อแม่-ผู้ปกครอง อีกด้วย
จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ปกครองโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่ามูลค่าการใช้จ่ายขยายตัวพุ่งสูงขึ้น 6% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่มีการสำรวจมา โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนขึ้นไปแตะระดับ 29,930 บาท
ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่ได้สะท้อนว่าพ่อแม่มีกำลังซื้อที่ดีขึ้น แต่เป็นผลมาจาก “เงินเฟ้อการศึกษา” ที่รุนแรงกว่าปกติ
ผู้ปกครองกว่า 48.3% ยอมรับว่าที่ต้องจ่ายแพงขึ้นเป็นเพราะราคาสินค้าและน้ำมันพุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาด (Law of Demand & Supply) เมื่อทุกบ้านมีความต้องการซื้อของพร้อมกันในช่วงเปิดเทอม ราคาจึงขยับขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทำให้ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของปีนี้ คือ “เรากำลังจ่ายแพงขึ้น เพื่อให้ลูกได้สิ่งของเท่าเดิม” โดยเฉพาะหนังสือเรียนและรองเท้าที่เกือบ 85% ของบ้านระบุว่าเป็นรายจ่ายที่ลดทอนไม่ได้ และต้องซื้อใหม่ทั้งหมด
ในอดีต โรงเรียนรัฐบาลเคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางการเงินของชนชั้นกลางที่ต้องการคุณภาพการศึกษาในราคาประหยัด แต่ข้อมูลปี 2569 ชี้ให้เห็นว่าช่องว่างนี้กำลังแคบลงจนน่าตกใจ โดยโรงเรียนรัฐบาล (ห้องเรียนพิเศษ) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 33,874 บาท ซึ่งแซงหน้าโรงเรียนเอกชนภาคปกติไปแล้ว
ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นอีก คือ พ่อแม่ต้องแบกรับภาระที่เรียกว่า "ค่าบำรุงการศึกษาและเงินบริจาค" ในโรงเรียนรัฐชื่อดังซึ่งบางแห่ง รวมค่าเทอมเบ็ดเสร็จ ค่าใช้จ่ายสูงเฉียดหลักแสนบาท
การศึกษาจึงกลายเป็น Fixed Cost (รายจ่ายคงที่) ที่พ่อแม่มองว่าลดไม่ได้ จนเกิดสภาวะที่น่าห่วงคือ “บางบ้านไม่มีเงินเก็บ แต่ต้องมีเงินค่าเทอม” เพื่อรักษาคุณภาพการเรียนและสังคมของลูกไว้ไม่ให้หลุดจากมาตรฐานเดิม
ในมุมมองของ Bnomics by Bangkok Bank ได้วิเคราะห์ไว้ว่า วันเปิดเทอมคือสนามสอบจริงของเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง เนื่องจาก พ่อแม่กำลังเผชิญกับ Opportunity Cost หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเงินก้อนหนึ่งถูกจ่ายไปเพื่อค่าเทอม สิ่งที่ต้องแลกมาคือการตัดทอนความสุขส่วนตัวอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ หลายครอบครัวยังเลือกดึงเงินในอนาคตมาใช้วันนี้ (Intertemporal Choice) ผ่านการกู้ยืมและจำนำทรัพย์สิน (21.7%) เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ต้องการ แม้รายได้ปัจจุบันจะไม่พอก็ตาม
ซึ่งนี่คือหลักการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Theory) ที่พ่อแม่เชื่อว่าการศึกษาคือการเพิ่มศักยภาพการหารายได้ในอนาคตของลูก แม้จะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนไม่แน่นอนที่สุดก็ตาม
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าตัวเลขค่าใช้จ่าย คือความย้อนแย้งในความรู้สึกของผู้ปกครอง ข้อมูลระบุว่า 59% มองว่าระบบการศึกษาไทยปัจจุบันไม่ตอบโจทย์โลกการทำงาน และ 61% กังวลว่าลูกจบมาจะไม่มีงานทำ พ่อแม่ยุคนี้จึงตกอยู่ในสภาวะจำยอมที่ต้องยอมเป็นหนี้และจ่ายแพงขึ้นเรื่อยๆ เพียงเพื่อซื้อ "หลักประกัน" ในระบบที่ตนเองเริ่มไม่มั่นใจ
ข้อเรียกร้องที่ดังที่สุดในปี 2569 คือการขอให้รัฐบาลออก มาตรการลดหย่อนภาษีการศึกษาเพิ่มเติม (71.4%) และการสนับสนุนเงินอุดหนุนโดยตรง เพราะในวันที่ใบเสร็จค่าเทอมกลายเป็น "ใบแจ้งหนี้" โจทย์ใหญ่ของประเทศไม่ใช่แค่การทำให้เด็กได้ไปโรงเรียน แต่คือการป้องกันไม่ให้ความตั้งใจส่งลูกเรียน กลายเป็นชนวนทำลายความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวไทยไปอย่างถาวร
ที่มา : ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย , Bnomics by Bangkok Bank
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney