แบกหนี้ - แข่งกับ AI แถมยังไร้ “เงินสำรอง”ทำไมใบปริญญา มีค่าแค่มาตรฐานขั้นต่ำ ในโลกการทำงานยุค2026

Personal Finance

Financial Planning

Tag

แบกหนี้ - แข่งกับ AI แถมยังไร้ “เงินสำรอง”ทำไมใบปริญญา มีค่าแค่มาตรฐานขั้นต่ำ ในโลกการทำงานยุค2026

Date Time: 6 พ.ค. 2569 10:57 น.

Video

ถอดรหัส 5 ธุรกิจต้นแบบ ESG Excellence จาก Krungsri ESG Awards 2025 | On The Rise EP.25

Summary

เปิดสถิติล่าสุดปี 2569 เจาะลึกความจริงที่คนหางานต้องเจอ เมื่อใบปริญญากลายเป็นแค่เกณฑ์ขั้นต่ำ สำรวจแนวโน้มตลาดแรงงาน และกลยุทธ์อัปสกิล Soft Skills เพื่อความอยู่รอดในยุคที่ AI แย่งงาน

Latest


ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า ในอดีต “ใบปริญญา” เปรียบเสมือนตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิรสต์คลาสที่รับประกันว่าเราจะถึงจุดหมายอย่างมั่นคง แต่ในวันนี้ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

มีบทวิเคราะห์หลายๆส่วน ชี้ตรงกันว่า ใบปริญญา ในยุคปัจจุบัน กำลังถูกลดบทบาทลง และอาจทำหน้าที่เป็นได้เพียง "ตั๋วผ่านประตูขั้นต่ำ" ที่ทุกคนต้องมี แต่ไม่ได้การันตีว่าจะได้ที่นั่งทำงานอีกต่อไป

ยิ่งหากเปรียบเทียบตลาดแรงงานไทยในยุค 2026 เป็นสมการคณิตศาสตร์ เราจะพบว่า ฝั่งหนึ่งคืออุปทาน (Supply) หรื อตัวแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมต้นทุนชีวิตและหนี้สินที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน แต่อีกฝั่งหนึ่งคืออุปสงค์ (Demand) หรือฝั่งนายจ้างที่เผชิญแรงกดดันรอบด้านจนต้องเปลี่ยนกติกาการคัดเลือกคนใหม่ทั้งหมด ไม่สมดุลกันอย่างชัดเจน 

ปรากฎการณ์นี้ถูกสะท้อนผ่านสถิติล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ณ มีนาคม 2569 ที่รายงานว่า ประเทศไทย มีผู้ว่างงานรวมพุ่งสูงเกิน 450,000 คน แต่เมื่อนำตัวเลขนี้มาแยกย่อยตามระดับการศึกษา กลับพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มผู้จบอุดมศึกษา มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด กว่า 129,000 คน 

ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า ยิ่งเรียนสูง โอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานครั้งแรกกลับยิ่งยากขึ้น 

ปรากฏการณ์นี้ยังอธิบายได้ด้วยข้อมูลจากศูนย์บริหารข้อมูลตลาดแรงงานภาคตะวันออก กรมการจัดหางาน ที่จัดทำไว้เมื่อปี 2568 ว่าขณะนี้ประเทศไทย เกิดภาวะ "ปริญญาเฟ้อ" (Degree Inflation) ในเชิงปริมาณ ควบคู่ไปกับภาวะ "ทักษะไม่ตรงกับงาน" (Skill Mismatch) ในเชิงคุณภาพ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยยังคงผลิตบัณฑิตออกมาในรูปแบบเดิม แต่โครงสร้างธุรกิจหน้างานได้เปลี่ยนไปแล้ว

วงจรหนี้สินที่ตัดโอกาสการลองผิดลองถูก 

ความเจ็บปวดของเด็กจบใหม่และคนทำงานในยุคนี้ ยังเกิดขึ้่นจากการที่พวกเขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วย "คะแนนติดลบ" ผ่านผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในกลุ่มแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท (ซึ่งเป็นฐานเงินเดือนเริ่มต้นของเด็กจบใหม่) ชี้ให้เห็นว่า 

  • แรงงานถึง 98% มีหนี้สินติดตัว โดยมีภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 494,505 บาทต่อครอบครัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 14.4% และต้องผ่อนชำระเดือนละ 10,867 บาท
  • 79.1% ไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉินเลย เนื่องจากรายจ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 37% จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

เมื่อนำตัวเลขความว่างงานมาเชื่อมโยงกับตัวเลขหนี้สิน จะเห็นผลลัพธ์ที่น่ากลัว ว่า หากตกงาน แรงงานกลุ่มนี้จะมีเงินประคองชีวิตได้เฉลี่ยเพียง 2 เดือนเท่านั้น ความบีบคั้นทางการเงินนี้ทำให้เด็กจบใหม่ไม่มี "เวลา" ในการค้นหาตัวเอง หรือรอคอยงานที่ตรงสาย 

พวกเขาจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบจ้างงานให้เร็วที่สุด ซึ่งส่งผลให้เกิดสถิติ "แรงงานนอกระบบ" ที่พุ่งสูงถึง 20.9 ล้านคน (คิดเป็น 52.4% ของผู้มีงานทำทั้งหมด) หลายคนต้องยอมทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษาหรือทำงานที่ไม่มั่นคงเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้น

ทำไมใบปริญญาที่เคยเป็นตั๋วผ่านทางสู่ความมั่นคง จึงลดความขลังลงในยุค 2026

บทวิเคราะห์ Economist โดย Bnomics ของธนาคารกรุงเทพ ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านการปะทะกันของ 2 ทฤษฎีหลัก

เมื่อ "ทุนมนุษย์" โตไม่ทัน "การส่งสัญญาณ" ที่เปลี่ยนไป

ตามทฤษฎี Human Capital Theory ของ Gary Becker และ Theodore Schultz มองว่าการศึกษาคือการลงทุน ยิ่งเรียนสูง ทักษะยิ่งเพิ่ม ผลิตภาพ (Productivity) ยิ่งสูง ทำให้นายจ้างพร้อมจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้น

แต่ในความเป็นจริงของยุค 2026 นายจ้างเริ่มมองว่า ความรู้ 4 ปีจากมหาวิทยาลัยไม่ได้การันตีผลิตภาพนั้นอีกต่อไป เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่าหลักสูตรการศึกษา

ขณะเดียวกัน ทฤษฎี Signaling Theory ของ Michael Spence ที่เคยบอกว่า ปริญญาคือ "สัญญาณ" คัดกรองว่าคนนี้มีวินัยและพร้อมเรียนรู้ ก็กำลังเสื่อมถอยลง เพราะเมื่อทุกคนมีใบปริญญาเหมือนกันหมด สัญญาณนี้จึงกลายเป็นเสียงรบกวนที่แยกความแตกต่างไม่ได้

ในอดีต ปริญญาคือหลักฐานบอกว่า "คุณเก่งกว่าคนอื่น"  แต่ในปัจจุบัน ปริญญาทำหน้าที่เป็นเพียง "มาตรฐานขั้นต่ำ" เพื่อไม่ให้ใบสมัครถูกคัดออกในด่านแรกเท่านั้น

กลยุทธ์ของนายจ้างท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่รวบรวมจากกระทรวงแรงงาน ยังเผยให้เห็นว่า ตัวเลขการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (CAGR 2565-2568) โดยในปี 2568 มีคนถูกเลิกจ้างสูงถึง 531,779 คน (เพิ่มขึ้น 20% YoY) และในปี 2569 นี้ คาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มเลิกจ้างไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือนเมื่อพิจารณาสามกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเลิกจ้างสูงสุด

  • ภาคการผลิต (24%)
  • ค้าส่ง-ค้าปลีก (12%)
  • ก่อสร้าง (9%)

ซึ่งแรงงานที่ได้รับผลกระทบเป็นแรงงานไทยถึง 94% ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับปัจจัยมหภาค คือ คาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่เติบโตต่ำกว่า 2% ความกดดันจากสงครามการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (อิสราเอล-สหรัฐฯ-อิหร่าน) รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยลดลงมาอยู่ที่ 43.3 (ณ มีนาคม 2569) นายจ้างจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ด้วยการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระบบ Skills-based Hiring (การจ้างงานตามทักษะจริง) องค์กรยุคนี้ยอมปล่อยตำแหน่งงานให้ว่างยาวนานขึ้นเพื่อรอคนที่ใช่จริงๆ (Selective Hiring) และเลิกใช้นโยบายจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกงานในบริษัท (Train-on-the-job) เพราะมันคือต้นทุนและความเสี่ยงสูงในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง นายจ้างต้องการคนที่เข้ามาแล้วสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้ทันที หรือ Plug-and-play ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างรายได้อย่างชัดเจน

  • กลุ่ม Ready-to-go Talent: มีพอร์ตโฟลิโอและใบรับรองเฉพาะทาง (Micro-credentials) พร้อมทำงานทันที อำนาจต่อรองสูง เงินเดือนมีโอกาสเพิ่มขึ้น 15% - 20%
  • กลุ่มยึดติดกับทักษะเดิม/วุฒิการศึกษาอย่างเดียว: ไม่มีผลงานเชิงประจักษ์ โดนกดอำนาจต่อรอง ได้รับการปรับเงินเดือนตามเกณฑ์ขั้นต่ำเพียง 2% - 4% ซึ่งโตไม่ทันอัตราค่าครองชีพ

แข่งกับ AI ด้วยการดึง "ความเป็นมนุษย์"

ปัจจัยภายในที่เข้ามาซ้ำเติมตลาดแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุค 2026 คือการที่ AI เข้ามาบล็อกและแทนที่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level)

AI แย่งงานตรงไหน?

ข้อมูลจาก jobsdb แพลตฟอร์มจัดหางานชื่อดัง ชี้ว่า ความเข้าใจผิด คือ คิดว่า AI จะแทนที่มนุษย์ในทุกมิติ แต่ข้อเท็จจริงคือ AI กำลังแทนที่งานที่ใช้ Hard Skills หรือทักษะเชิงเทคนิคที่เคยเรียนกันในมหาวิทยาลัย เช่น การเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์พื้นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลดิบจำนวนมาก หรือการผลิตคอนเทนต์และงานแปลระดับต้น สิ่งเหล่านี้ AI ทำได้เร็วกว่า แม่นยำกว่า และต้นทุนต่ำกว่ามนุษย์หลายเท่า บัณฑิตใหม่ที่จบมาพร้อมกับทักษะเหล่านี้เพียงอย่างเดียว จึงต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ไม่มีวันเหนื่อย

มนุษย์จะชนะอย่างไรในเกมการทำงานยุค 2026?

ซึ่งทางรอดที่ชัดเจนว่า ในเมื่อ AI ยึดครองพื้นที่ของ Hard Skills ไปแล้ว สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างและทำให้นายจ้างยอมจ่าย คือ Soft Skills (ทักษะทางอารมณ์และสังคม) ซึ่งเป็นจุดที่ AI ยังไม่สามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์ คนที่อยู่รอดและเติบโตในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่เก่งเครื่องมือที่สุด แต่คือคนที่ "ผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเป็นมนุษย์" ได้อย่างลงตัว ผ่านชุดทักษะสำคัญ

  • ทักษะการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจที่ซับซ้อน: ในยุคที่ AI คัดกรองข้อมูลดิบมาให้ มนุษย์ต้องทำหน้าที่ประเมินความน่าเชื่อถือ วิเคราะห์ปัจจัยรอบด้านที่ยืดหยุ่น และตัดสินใจบนพื้นฐานของความเสี่ยงที่ไม่มีคำตอบตายตัว
  • ทักษะการสื่อสาร ความฉลาดทางอารมณ์ และการทำงานร่วมกับคนอื่น: การเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม การรับฟัง เปิดใจ การโน้มน้าวใจ และการบริหารความขัดแย้งในทีม เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติทำไม่ได้
  • ความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning): การคิดนอกกรอบเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่จากทรัพยากรที่มี และความพร้อมที่จะสลัดทักษะเก่า (Unlearn) เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ (Re-learn) อยู่ตลอดเวลา

ท้ายที่สุด สถานการณ์ในยุค 2026 กำลังบอกเราว่า ใบปริญญาไม่ได้ไร้ค่า มันยังคงทำหน้าที่เป็นฐานรากและหลักฐานของความพยายาม แต่อุปสรรคที่แท้จริงคือ "ความเร็วของโลกการทำงานที่วิ่งแซงหน้าใบปริญญาไปแล้ว" เมื่อปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจโลกและสงครามภูมิรัฐศาสตร์บีบให้องค์กรต้องรัดเข็มขัด และปัจจัยภายในอย่าง AI เข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้น แรงงานไทยและเด็กจบใหม่จึงต้องเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างที่สุด


ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ ,กระทรวงแรงงาน ,ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ,มหาวิทยาลัยหอการค้า , jobsdb ,ธนาคารกรุงเทพ 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney






Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์