
อยากซื้อบ้าน แต่กู้แล้วไม่ผ่าน… หลายคนคงเห็นข่าวยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่ง 50-60% ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มมีรายได้น้อย บ้านราคาต่ำล้านตัวเลขอาจพุ่งสูงกว่านี้ แต่สาเหตุเพราะอะไร? Thairath Money ชวนมาหาคำตอบกัน
ยอดขายบ้านต่ำสุดในรอบหลายปี ไม่ใช่คนไม่อยากมีบ้าน แต่ขอกู้กับธนาคารแล้วไม่ผ่าน… สาเหตุหลักเพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รายได้คนไม่เพิ่ม แต่ "หนี้ครัวเรือน" กลับพุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP หนี้สูงลิ่วหมายถึง คนอาจมีความสามารถในการจ่ายหนี้น้อยลง ธนาคารก็กังวลว่าให้สินเชื่อไปแล้วจะจ่ายได้จนจบสัญญาไหม
ช่วงที่ผ่านมา เลยเห็นธนาคารคัดกรองลูกหนี้เข้มงวดขึ้น หันไปเน้นลูกค้ากลุ่มมีกำลังซื้อ รายได้สูง เพราะเชื่อว่าจะจ่ายหนี้ได้ตามที่ตกลงไว้ ส่วนกลุ่มลูกค้าที่อาจขอสินเชื่อบ้านยากขึ้น เพราะต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าเดิม เช่น กลุ่มผู้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ อาจต้องส่งเอกสารทางการเงินให้ครบถ้วนและเห็นว่ามีความสามารถในการจ่ายหนี้ หรือบางเคสอาจต้องเพิ่มเงินดาวน์เพื่อให้ยอดการจัดสินเชื่อลดลง เป็นต้น
เมื่อยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร ต้องมีการตรวจสอบหลายด้าน เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้กู้มีตัวตน มีรายได้พอต่อการจ่ายหนี้ ดังนั้นเรื่องหลักๆ ได้แก่
มาถึงคำถามสำคัญ บัตรเครดิต มีผลต่อการขอสินเชื่อไหม? คำตอบคือ "มี" ไม่ว่าจะบัตรกดเงินสด บัตรเครดิต ถ้าเรามีวงเงินสินเชื่ออยู่ นั่นหมายถึง เราสามารถสร้างหนี้ได้ ดังนั้นธนาคารอาจนำวงเงินที่เรามีอยู่มาคำนวณ “ความสามารถในการชำระหนี้” ซึ่งบางเคสก็ทำให้วงเงินในการกู้บ้านลดลงไปด้วย
ก่อนขอสินเชื่อบ้านมาลองเช็กสุขภาพทางการเงิน และเตรียมตัวให้พร้อม แบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก คือ
1. เช็กการเงินของตัวเองว่าพร้อมแค่ไหน ลองคำนวณว่ารายได้-หนี้สินรวมทั้งหมดในตอนนี้ ถ้าต้องผ่อนหนี้บ้านเพิ่ม “กี่บาท” ถึงจะไหว เพื่อประเมินว่า เราสามารถกู้ซื้อบ้านราคาเท่าไรถึงจะไม่เหนื่อยเกินไป
ส่วนใหญ่แล้ว ยอดกู้ 1 ล้านบาท จะผ่อนประมาณ 6,000-7,000 บาท/เดือน เช่น ถ้าซื้อบ้าน 2 ล้านบาท มักจะผ่อนราวๆ 12,000-14,000 บาท/เดือน ข้อสำคัญ อย่าดูแค่ช่วง 3 ปีแรกที่ค่างวดมักจะต่ำกว่า ต้องคิดระยะยาวเพราะเราอาจต้องผ่อนบ้านไปอีกหลักสิบปี
2. ปิดจบหนี้จุกจิก และจัดการบัตรเครดิต ก่อนยื่นกู้ 3-6 เดือน ควรจัดการเคลียร์หนี้ก้อนเล็กๆ รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้ผ่อนโทรศัพท์ หรือยอดค้างบัตรเครดิตให้หมด หากมีบัตรเครดิตหลายใบที่ไม่ได้ใช้งาน อาจปิดบัตรไปก่อนเพื่อธนาคารมั่นใจว่า เราไม่ได้มีหนี้เกินตัวในอนาคต
3. เตรียมเอกสารทางการเงินให้พร้อม เพื่อให้การขอสินเชื่อรวดเร็ว และสะดวกยิ่งขึ้น ลองติดต่อไปที่โครงการบ้านที่จะซื้อ อาจมีการยื่น Pre-Approve (เช็กวงเงินกู้เบื้องต้น) กับธนาคารเพื่อให้รู้ว่าเราสามารถกู้ได้วงเงินเท่าไร รวมถึงควรเตรียมเงินก้อนอย่างน้อย 10-30% ของมูลค่าบ้านเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น หรือต้องเตรียมเงินดาวน์ให้พร้อมจ่ายในวันที่สินเชื่อผ่าน
สุดท้ายแล้วการขอสินเชื่อบ้าน ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดคือ บ้านราคาไหนที่เราจ่ายไหว และเลือกให้เหมาะสมกับความจำเป็นของเราเอง
อ้างอิงข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงไทย, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย, บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney