
การขอเงินกู้ ขอสินเชื่อกลายเป็นเรื่องยากของหลายคน บางเคสเพราะไม่มีรายได้ประจำ ทำงานอิสระเลยไม่มีสเตทเมนท์หรือเอกสารทางการเงินที่ครบถ้วน ธนาคารก็ให้สินเชื่อยากไปด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะเช็กเครดิตผู้กู้ได้ที่ไหน
แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล “ข้อมูล” ที่กระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ อาจกลายเป็นกุญแจให้แบงก์รู้จัก และพิจารณาผู้กู้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แต่ต้องเริ่มที่ตรงไหน
Thairath Money มีโอกาสได้คุยเรื่องนี้กับ “ดารณี แซ่จู” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระหว่างงาน MONEY20/20 เธอเล่าว่า ที่ผ่านมา ไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยมาต่อเนื่อง จนมีทั้งระบบการยืนยันตัวตนอย่าง ThaiID, NDID ไปจนถึง พร้อมเพย์ที่ทำให้การชำระเงินง่าย เร็ว และสะดวก
แต่ความท้าทายหลักคือ โลกดิจิทัลมีข้อมูลหลายแบบกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะข้อมูลตัวตน ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ซึ่งสามารถปรับใช้หรือต่อยอดกับการขอสินเชื่อได้ ทว่าตัวประชาชนที่เป็นเจ้าของข้อมูล อาจไม่สามารถดึงมาใช้ได้โดยง่าย ถ้าปรับตรงนี้ได้ เชื่อว่าการเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ทั้งคนทั่วไป และ SME จะง่ายขึ้น
ดังนั้น ช่วงที่ผ่านมา ธปท. เลยเดินหน้า 2 โครงการหลัก
1) Your Data เชื่อมโยงข้อมูลให้ “ง่ายและปลอดภัย”
โดย ธปท. ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถส่งข้อมูลของตนเองจากผู้ให้บริการหนึ่งไปยังอีกแห่งได้ผ่านช่องทางดิจิทัล
ตัวอย่าง เช่น อยากขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งใหม่ที่เราไม่เคยกู้ไม่มีบัญชีมาก่อน ก็ไม่ต้องไปสาขาเพื่อเปิดบัญชี หรือปริ้นท์เอกสารเป็นกระดาษไปยื่น เราส่งคำขอให้แบงก์ที่ใช้งานอยู่เดิม ให้ส่งข้อมูลสินเชื่อที่มีอยู่, ข้อมูลการจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้า ไปให้ “ธนาคารใหม่” โดยตรง
แต่เรื่องนี้ท้าทายมาก เพราะการแชร์ข้อมูลในระบบการเงินยังไม่ทั่วถึง “เส้นทาง/ระบบ” การส่งต่อข้อมูลของผู้ให้บริการแต่ละเจ้ายังแตกต่างกัน ต้องมีการพัฒนาอีกมาก
2) Digital RD ข้อมูลที่ยื่นภาษี ใช้ขอสินเชื่อได้ด้วย
ปี 2569 นี้ ไทยเริ่มทดสอบการนำข้อมูลการยื่นภาษี (ภ.ง.ด. 1/2/3/90/91/94) เช่น การซื้อประกันภัย, กองทุนรวม, รายได้ ฯลฯ มาใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการขอสินเชื่อ
ภายในไตรมาส 1 นี้เริ่มทดสอบการใช้งานใน 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย ภายในปีนี้จะขยายไปถึงธนาคารอื่นๆ เพิ่มเติม ในอนาคตอยากขยายขอบเขตให้ถึง Non-bank (สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม ลิสซิ่ง และเช่าซื้อ เข้าถึงระบบข้อมูลเหล่านี้ ถ้าผู้กู้อยากกู้ ก็สามารถส่งต่อข้อมูลของตนเองไปถึงคนให้กู้ได้ง่ายขึ้น
แต่คำถามคือ ข้อมูลที่ใช้ได้จริงที่ธนาคารจะปรับใช้พิจารณาให้สินเชื่อได้ชัดเจน นอกจากตัวอย่างการจ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟฟ้า ข้อมูลในแบบยื่นภาษีแล้ว ยังมีข้อมูลกลุ่มไหนอีกบ้าง
ดารณี ตอบว่า ข้อมูลที่อยู่บน E-Commerce Platform น่าสนใจมาก เพราะเห็นทั้งกลุ่มลูกค้า ฐานรายได้ ไปจนถึงพฤติกรรมในการใช้จ่าย เรียกว่าเห็นทั้ง ฝั่งคนซื้อ-คนขาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ Ability to Pay หรือความสามารถในการจ่ายชำระได้ดี และเป็นส่วนสำคัญที่ธนาคารมักใช้กัน
ปี 2569 มีหลายโครงการที่ ธปท. เดินหน้าทำอยู่ แต่ยังต้องรอดูผลตอบรับว่า สิ่งที่คาดหวังไว้ จะทำได้แค่ไหน และจะพัฒนาต่อยอดไปทางไหนได้บ้าง
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney