เปลี่ยนของขวัญสงกรานต์เป็น ‘แผนเกษียณ’ ให้พ่อแม่ การเงินมั่งคั่ง ครอบครัวก็มั่นคง

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เปลี่ยนของขวัญสงกรานต์เป็น ‘แผนเกษียณ’ ให้พ่อแม่ การเงินมั่งคั่ง ครอบครัวก็มั่นคง

Date Time: 14 เม.ย. 2569 08:00 น.

Video

จัดพอร์ตให้รอดทุกสภาวะตลาด งัดวิชา 5 กูรูชั้นนำ | SET x Thairath Money

Summary

โลกที่ความไม่แน่นอนสูงขึ้น เราลองเปลี่ยนจากของขวัญเฉพาะช่วงเทศกาล มาเป็นการเตรียมพร้อมให้คนที่เรารักมีความสุขในระยะยาวอย่างการทำ “แผนเกษียณ” ให้พ่อแม่ปู่ย่าดีไหม?

Latest


เทศกาลสงกรานต์นี้ หลายคนเตรียมของฝากพิเศษให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ดูแลเรามา ไม่ว่าจะของที่เขาอยากได้, มือถือใหม่, เงินสด ไปจนถึงทองคำ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนของความคิดถึงและคำขอบคุณให้กับคนที่เรารักแต่ในโลกที่ความไม่แน่นอนสูงขึ้น เราลองเปลี่ยนจากของขวัญเฉพาะช่วงเทศกาล มาเป็นการเตรียมพร้อมให้คนที่เรารักมีความสุขในระยะยาวอย่างการทำ “แผนเกษียณ” ให้พ่อแม่ปู่ย่าดีไหม?

แผนเกษียณ คืออะไร?

นิยามทั่วไปของ การเกษียณอายุ คือ หลังจาก 60 ปีจะหยุดทำงานซึ่งรายได้ที่เคยมีก็อาจลดหายไป แต่รายจ่ายไม่ได้หายไปด้วย ดังนั้นเราเลยต้องมี แผนเกษียณเพื่อจัดการเรื่องเงินให้พอใช้ตลอดช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ 

แผนเกษียณ เลยมาพร้อมกับเป้าหมายและเงินที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือน ดังนั้น การกลับบ้านสงกรานต์รอบนี้ อาจเป็นจังหวะที่ดีในการชวนพ่อแม่มาคุย เปิดใจกันว่าเขาอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังจากเกษียณ วางแผนการเงินในตอนนี้อย่างไร กังวลเรื่องไหน และเราจะช่วยดูแล ช่วยเติมเต็มอย่างไรได้บ้างจัดเงิน จัดพอร์ตให้พร้อม เกษียณอย่างมีสุข

Thairath Money สรุปวิธีเริ่มต้นวางแผนเกษียณให้คนที่เรารักมาไว้ที่นี่แล้ว

1. เช็ก "สุขภาพ" การเงินและร่างกาย

เมื่อคิดถึงคำว่าเกษียณก็อาจต้องใช้เงินมหาศาลหลักแสนหรือหลักล้าน แต่ถ้าเราพูดคุยกับพ่อแม่ก่อนว่า ฐานเดิมหรือเงินตอนนี้จัดสรรไว้แบบไหน เรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษมีอะไรบ้าง เราอาจวางแผนเกษียณเพื่อเติมเติมให้ท่านได้ตรงจุด และง่ายขึ้น 

สำรวจทรัพย์สิน-หนี้สิน เช่น สิทธิสวัสดิการ, เงินฝาก, หนี้สินทุกประเภท ฯลฯ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหลายบ้านมีที่ดิน และเงินฝากหลายที่จนลูกหลานไม่รู้มาก่อน หรือตัวพ่อแม่เองก็ลืมไปว่ามีทรัพย์สินนี้อยู่ หรือส่วนหนี้สินต้องเช็กให้ชัดว่า มีหนี้อยู่ที่ไหนบ้าง เช่น ในระบบธนาคาร, สหกรณ์, หนี้นอกระบบ, ยืมเงินคนใกล้ตัวไว้ เป็นต้น ถ้าวันนึงเจ้าหนี้ทวงเงินก้อนใหญ่ แผนการเงินที่เตรียมไว้อาจผิดไปจากที่คิด

นอกจากนี้ สุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเปิดใจคุยกันตรงๆ ว่า ตอนนี้พ่อแม่มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง กังวลเรื่องอะไร ทานยา/ยาบำรุงอะไรอยู่บ้าง (ป้องกันไปซื้อยากินเองจนเกิดปัญหาในท้ายที่สุด) แนะนำว่าถ้ารู้ตัวเร็ว ลูกหลานก็วางแผนซื้อประกันสุขภาพให้ได้ในเบี้ยฯ ที่ไม่สูงนัก หรืออาจเช็กว่า สิทธิการรักษาในปัจจุบันมีอะไรบ้าง เช่น ถ้ามีบัตรทองก็เตรียมเงินให้พร้อมกับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ แทน

2. จัดลำดับความสำคัญ ให้พ่อแม่แฮปปี้

ข้อมูลในครอบครัวพร้อมก็ถึงเวลามาจัดสรรให้ตรงใจ เบื้องต้นให้แบ่งเป็น

เป้าหมายพื้นฐาน (Need) ได้แก่ ค่าอาหาร ค่ายา ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายประจำต่างๆ 

เป้าหมายเพื่อความสุข (Want) ได้แก่ เงินทำบุญ เงินท่องเที่ยว หรือเงินรับขวัญหลาน 

เมื่อทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และแยกหมวดหมู่ให้ชัดเจน จะทำให้เห็นภาพว่า แผนการเงินเดิมที่วางไว้เพียงพอแค่ไหน และเราจะเข้าไป "เติมเต็ม" ในส่วนไหนได้บ้าง เช่น ถ้าเงินเก็บของพ่อแม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานในแต่ละเดือนไปจนถึงอายุ 80-90 ปี ลูกอาจเน้น เงินก้อนพิเศษเป็นรายปีให้พ่อแม่ไว้ไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้งแทน เป็นต้น

3. สร้าง “แผนเกษียณ” เห็นสภาพคล่องชัดเจน

หลายบ้านมีทรัพย์สินมากมาย แต่ยังเจอปัญหา “เงินขาดมือ” ดังนั้นเลยต้องจัดการกระแสเงินสด และพอร์ตเกษียณให้ดี เรามี 2 คำแนะนำในเรื่องนี้ 

1) มีเงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 6-12 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ โดยอาจฝากเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนได้ง่าย 

2) ทรัพย์สินที่มี ต้องกระจายความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น บางบ้านมีที่ดินเยอะ พอถึงเวลาต้องจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลับต้องไปหยิบยืมเพื่อมาจ่ายให้ภาครัฐ 

ดังนั้น อาจวางแผนให้สินทรัพย์บางส่วน ต้องสร้าง สภาพคล่องให้เรา เมื่อมีเงินใหม่เติมเข้ามา อาจแบ่งไปเก็บ/ลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด ไม่ว่าจะเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย, พันธบัตร, หุ้นกู้ หรือกองทุนรวมที่มีปันผลแต่ก่อนจะลงทุนอะไร ทั้งครอบครัวควรเข้าใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และเลือกการลงทุนที่เรารับไหว เพื่อลดความขัดแย้งในครอบครัว

4. ออกแบบ “พอร์ตเกษียณ” เตรียมไว้ให้พ่อแม่

สำหรับใครที่มีโจทย์ชัดเจนแล้วว่า จะเตรียมเงินก้อน หรือเตรียมเงินเท่าไรให้พ่อแม่ ก็ถึงเวลามาจัดพอร์ตลงทุนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ Thairath Money เลยขอยกตัวอย่างบางส่วนมาให้ลองดูกัน

*คิดจากผลตอบแทนทบต้น เงินทุกบาทที่ได้มานำกลับไปรวมกับต้นเพื่อสร้างผลตอบแทน

สร้างเงินฉุกเฉิน 100,000 บาท

กรณีตั้งเป้าหมายเก็บเงินนี้ภายใน 2 ปี ด้วยบัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ย 1.7% ต่อปี จะต้องออมเดือนละ 4,062.49 บาท  (ได้ดอกเบี้ยมาต้องนำกลับไปฝากในบัญชีเสมอ)

เก็บเงินปีละ 60,000 บาทนาน 10 ปีไว้ให้พ่อแม่มีเงินก้อนใช้หลังเกษียณ

กรณีผลตอบแทน 1.7% ต่อปี จะมีเงินรวม 648,044 บาท
กรณีผลตอบแทน 5% ต่อปี จะมีเงินรวม 754,674 บาท
กรณีผลตอบแทน 10% ต่อปี จะมีเงินรวม 956,245 บาท

มีเงินก้อน 500,000 บาท ลงทุนแล้วให้พ่อแม่ได้เดือนละกี่บาท

กรณีผลตอบแทน 1.7% ต่อปี จะได้ประมาณ 708 บาท/เดือน
กรณีผลตอบแทน 5% ต่อปี จะได้ประมาณ 2,083 บาท/เดือน
กรณีผลตอบแทน 10% ต่อปี จะได้ประมาณ 4,166 บาท/เดือน

สิ่งที่สำคัญกว่าการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่มากที่สุด คือการกระจายความเสี่ยง และเลือกลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจและใจเรารับไหว เพราะยิ่งลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง ยิ่งต้องวางแผนรับมือให้มากกว่าเดิม

บทความนี้หลายคนคงได้ไอเดียไปวางแผนชีวิต ส่วนสงกรานต์ปีนี้ ลองเปลี่ยนจากของขวัญพิเศษ เป็นการนั่งล้อมวงคุยเรื่อง "การเงินในอนาคต" ของครอบครัวดูบ้าง แม้อาจจะเป็นเรื่องที่คุยยากในช่วงแรก แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนในบ้างจะรู้สึกมั่นคง และมีความสุขมากขึ้น

อ้างอิง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย


อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ